28 ตุลาคม 2557

การขับฝ่าจุดตัดรถไฟ : อุบัติเหตุหรือวัฒนธรรม?

ถึงแม้ว่า จะไม่ได้เป็นข่าวพาดหัวตัวโตทางหน้าหนังสือพิมพ์  แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นประจำบ่อยครั้ง ณ จุดตัดถนนกับทางรถไฟทั่วประเทศเป็นปัญหาที่ไม่อาจจะละเลยเฉื่อยชาไม่ให้ความสำคัญได้อีกต่อไป เพราะนับวัน อุบัติเหตุแต่ละครั้งจะเกิดถี่ขึ้น ทวีความรุนแรงจนถึงขั้นสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น สถิติตัวเลขระบุว่า ในช่วงระหว่างปี 2545-2551 มีอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟเกิดขึ้นประมาณ 1,200 ครั้ง ในช่วง 5 ปีต่อมา (คือช่วง 2552-2556) พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวมทั้งสิ้นรวม 2,768 เฉลี่ย   ส่วนตัวเลขในปีงบประมาณ 2557 (ตุลาคม 2556 - ตุลาคม 2557) เกิดอุบัติเหตุรวม 219 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตถึง 33 ราย โดยเฉพาะในช่วงสามเดือนล่าสุด ได้เกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงหลายๆครั้งติดต่อกันจนเกิดเป็นกระแสที่พูดถึงในวงกว้าง 






26 กันยายน 2557

Kingdom be United : ในวันที่สก๊อตแลนด์ตัดสินอนาคต (ตอนที่ 2)

.

ในที่สุด การลงประชามติครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เพื่อตัดสินอนาคตของสก๊อตแลนด์ก็ผ่านพ้นไปได้อย่างที่ผู้นำทั้งในลอนดอนและทั่วโลกรู้สึก “โล่งอก” ไปตามๆกัน ภายหลังจากที่ชาวสก๊อตสองล้านคนหรือร้อยละ 55.3 โหวต No ต้องการให้สก๊อตแลนด์ยังคงป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรร่วมกับอังกฤษ เวลล์และไอร์แลนด์เหนือต่อไป  ถือเป็นการความดับความฝันของบรรดาผู้นำและผู้สนับสนุน “Yes Scotland” ที่วาดหวังและวางแผนกำหนดการจะประกาศเอกราชจัดตั้งประเทศสก๊อตแลนด์อย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มีนาคม 2016 อย่างสิ้นเชิง
ว่ากันว่า ความคิดความฝันของคนสก๊อต(ส่วนหนึ่ง)ที่ต้องการเป็นอิสระและเอกเทศมีมาตั้งแต่เริ่มแรกที่เข้าร่วมยูเนียนกับอังกฤษเมื่อ 307 ปีที่แล้วและยังสืบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลาย  จุดเริ่มต้นที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนและนำมาสู่การลงประชามติในครั้งนี้เกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อโทนี่ แบลร์สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีสังกัดพรรคแรงงานคนแรกในรอบ 18 ปี  พร้อมทั้งเปิดไฟเขียวให้มีการถ่ายโอนอำนาจ (devolution) ให้แก่สก๊อตแลนด์มากขึ้น เพราะคำนวณ(ผิดพลาด?)ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสหราชอาณาจักรมากกว่าผลเสียหาย
 
 
จากการถ่ายโอนอำนาจในการบริหารกิจการภายในให้แก่สก๊อตแลนด์มากขึ้น นำสู่การจัดตั้งรัฐสภาเป็นของตัวเองในปี 1999 (เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 3 ศตวรรษ) จุดประกายความหวังให้แก่คนสก๊อตได้เชื่อมั่นว่าถึงเวลาแล้วที่สก๊อตแลนด์จะแยกมาตั้งเป็นประเทศใหม่  การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในสก๊อตแลนด์เมื่อปี 2011 พรรคแห่งชาติสก๊อตแลนด์ (SNP) ซึ่งมีนโยบายหลักในการผลักดันเรื่องการลงประชามติชนะการเลือกตั้งได้ครองเสียงข้างมากเป็นครั้งแรก ในขณะที่ พรรคแรงงานพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกเป็นครั้งแรกในรอบแปดทศวรรษ กลายเป็นแรงผลักดันทำให้รัฐบาลของนายดาวิด คาเมรอนต้องคิดหนัก และสุดท้ายก็เห็นชอบ(ในเดือนตุลาคม 2012)ให้มีการมีการประชามติที่มีผลผูกมัดตามรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา
การลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์นี้ กลายเป็นประเด็นที่นานาประเทศให้ความสนใจติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหวั่นเกรงว่าความสำเร็จของสก๊อตแลนด์จะกลายเป็น “ไวรัส” ที่แพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆและเป็นโมเดลที่จะกระตุ้นผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบเดียวกันทั่วโลก จึงไม่เป็นที่สงสัยว่า ทำไมผู้นำของหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะสเปน จีน แคนาดา ออสเตรเลีย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป(อียู) อินเดีย ต่างร่วมใจกัน “แทรกแซง” แสดงท่าทีคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการแยกตัวเป็นอิสระของสก๊อตแลนด์ในครั้งนี้อย่างออกนอกหน้า
 
 
           

21 กันยายน 2557

Kingdom be United : ในวันที่สก๊อตแลนด์ตัดสินอนาคต (ตอนที่ 1)

.
            ในที่สุด การลงประชามติครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 18 กันยายนก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ภายหลังจากที่คนสก๊อตทั้งประเทศกว่า 3.6 ล้านได้เดินเข้าคูหาลงประชามติต่อประเด็นอนาคตของสก๊อตแลนด์ โดยร้อยละ 55 โหวต “No” ตัดสินใจที่จะให้สก๊อตแลนด์คงสถานะภาพเดิมและเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรร่วมกับอังกฤษ เวลล์และไอร์แลนด์เหนือต่อไป  เมื่อเทียบกับร้อยละ 44 ที่โหวต Yes จนไม่สามารถทำให้สก๊อตแลนด์กลายเป็นประเทศอิสระได้


ถึงแม้ว่า การลงประชามติในครั้งนี้ จะถือเป็น “กิจการภายใน” ของสก๊อตแลนด์และสหราชอาณาจักร แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ปรากฏว่า หลายๆประเทศมองว่า การลงประชามติตัดสินอนาคตของสก๊อตแลนด์ในครั้งนี้ ร้อน แรง ร้ายแรงและอ่อนไหวเกินกว่าที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของ “กิจการภายใน” เพียงอย่างเดียวได้      ด้วยเหตุผลละคนความหวั่นวิตกว่า ความสำเร็จของสก๊อตแลนด์ในครั้งนี้ อาจจะพัฒนากลายเป็น “สก๊อตแลนด์โมเดล” ที่ผลักดันหรือขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคอื่นๆทั่วโลกตามไปด้วย เหมือนเช่นกรณีผลกระทบของ “อาหรับสปริง” ที่แพร่กระจายและลุกลามไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกในช่วงสามปีที่ผ่านมา

19 กรกฎาคม 2557

แชมป์ฟุตบอลโลก 2014 – เยอรมนีกับมิติทางประวัติศาสตร์

.

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของทีมชาติเยอรมนีในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 4 คือการประกาศศักดาว่า ณ ชั่วโมงนี้ ทีมชาติเยอรมนีคือหมายเลขหนึ่งในโลกลูกหนังอย่างแท้จริง โดยไม่เหลือพื้นที่ว่างให้ทฤษฏีสมคบคิดใดๆหรือคำกล่าวอ้างว่าเป็นแชมป์แบบฟลุ๊กๆได้เลย
แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากเราพิจารณาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หลายๆหน้าแล้ว จะเห็นได้ว่าฟุตบอลเป็นเกมกีฬาที่มีความเชื่อมโยงกับชนชาติเยอรมันมาตั้งแต่ยุคของฮิตเลอร์ ย้อนหลังไปเมื่อ 75 ปีที่แล้วเรื่อยมาจนถึงปีปัจจุบันที่ครบรอบ 100 ปี ของสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดิบพอดี 
ถึงแม้ว่า ผลการสำรวจความคิดเห็นของเด็กๆอังกฤษในวัยเรียนเมื่อปี 2009 ซึ่งมีจำนวนหนึ่งที่ยังเข้าใจผิดคิดว่าฮิตเลอร์คือชื่อของโค๊ชฟุตบอลเยอรมัน  แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว ฮิตเลอร์คือผู้นำกองทัพนาซีอันระบือโลกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  คือผู้นำเยอรมนีที่พกพาแรงแค้นจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 มาจุดชนวนก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จนสร้างความเสียหายให้แก่มนุษชาติมากที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้





ถึงแม้จะมีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะขีดเขียนมากกว่าชั้นเชิงการเตะลูกหนัง แต่ฮิตเลอร์ก็ไม่รีรอที่จะใช้ประโยชน์จากเกมฟุตบอลให้มากที่สุด เพื่อผลทางการเมืองและเพื่อตอบสนองความเชื่อที่ว่า คนเยอรมันซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มชนชาติอารยันถือเป็นชนชาติที่มีอารยะสูงส่งเหนือกว่าชนชาติอื่นๆในปฐพี  ดังนั้น เยอรมนีจึงต้องเป็นเลิศในทุกๆด้านรวมทั้งด้านเกมฟุตบอล

ครั้งแรกและครั้งเดียวสำหรับฮิตเลอร์ในการเข้าสนามฟุตบอลปี 1936
ฮิตเลอร์ต้องการให้เยอรมนีได้แชมป์ฟุตบอลโลก 1938  ดังนั้น ภายหลังจากที่กองทัพนาซีสามารถยึดครองและผนวกออสเตรียได้แล้ว จึงได้มีการสั่งยุบทีมชาติออสเตรีย(ซึ่งเป็นบ้านเกิดของฮิตเลอร์) แล้วบังคับให้นักเตะของออสเตรียซึ่ง ณ เวลานั้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจลูกหนังยุโรปมาสวมใส่เสื้อ “อินทรีย์เหล็ก” เพื่อเป็นหนทางลัดทำให้ทีมเยอรมนียิ่งใหญ่ได้ในทันทีทันใด แต่ความฝันของฮิตเลอร์ก็พังทลาย นอกจากจะไม่สามารถประกาศศักดาความเหนือชั้นกว่าได้แล้ว  ทีมเยอรมันในยุคฮิตเลอร์ก็มีผลงานที่ย่ำแย่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองเบียร์


7 กรกฎาคม 2557

ตำนานนายทวารบราซิล :-ฮีโร่ - ซี่โร่

.

กลายเป็นฮีโร่ชองชาวบราซิลไปในทันทีสำหรับจูลิโอ ซิซาร์ ผู้รักษาประตูบราซิลเลี่ยน ที่สามารถเซฟลูกจุดโทษได้ถึง 2 ประตู จนทำให้ทีมชาติบราซิลเอาชนะชิลีไปได้แบบหัวใจแทบจะแตกสลาย ผ่านทะลุเข้าไปสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายแบบหัวใจจะวายตายกันทั้งประเทศ เรียกว่า จูลิโอ ซิซาร์ เซฟบราซิลจากหายนะก็ว่าได้ 

 นอกเหนือจากเกม 120 นาทีที่ต่อด้วยการดวลจุดโทษตัดสินชี้ขาดผู้ชนะในสนามแล้ว เรื่องราวของจูลิโอ ซิซาร์ นายทวารร่างยักษ์สะท้อนให้เห็นมุมต่างๆในวงการฟุตบอลบราซิลอย่างน่าสนใจชนิดที่แฟนๆลูกหนัง(ไทย)ส่วนใหญ่ไม่รู้ ไม่สนใจหรือมองข้ามไป  








โดยข้อเท็จจริงที่น่าทึ่งแล้ว บราซิลสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกถึง 5 สมัยมากกว่าใครๆในปฐพี เป็นประเทศที่ผลิตนักฟุตบอลระดับโลกในตำแหน่งต่างๆ มากกว่าที่ประเทศอื่นๆจะสามารถทำได้ ตั้งแต่ยุคเปเล่ในปี 1958 ส่งผ่านต่อไปยังยุคซิโก้ในช่วงทศวรรษ 1980 จนถึงเนย์มาร์ในปัจจุบันนี้ เป็นนักเตะระดับโลกทั้งที่เป็นบราซิลผิวขาวและบราซิลผิวสีใน(เกือบ)ทุกๆตำแหน่ง 

25 มิถุนายน 2557

คนกำหนดเกณฑ์ แต่กฏเกณฑ์กลับหลอนคน

.




ในหลายๆสังคม มีการกำหนดกฏเกณฑ์ต่างๆที่จะใช้เป็นแนวทางเป็นมาตรฐานให้คนในสังคมยึดถือ ปฏิบัติ โดยไม่จำเป็นต้องเขียนระบุเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอไป




...คนอินโดนิเซียเชื่อว่า ถ้าเป็นคนมาจากเกาะสุมาตราย่อมมีโอกาสรุ่งในอาชีพการงานมากกว่าคนเกาะอื่นๆ

 ... คนอังกฤษเชื่อว่า ถ้าไม่จบการศึกษาจากอ๊อกฟอร์ดหรือเคมบริดจ์ก็มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรียาก

....คนเกาหลีใต้เชื่อว่า คนที่สมองดีและเก่งจริงต้องไปศึกษาเรียนต่อที่สหรัฐฯเท่านั้น

....แฟนบอลอิตาเลี่ยนและสเปน(เคย)เชื่อว่า นักเตะคนไหนไปค้าแข้งในต่างแดนหมดโอกาสติดทีมชาติ

เช่นเดียวกับในสังคมไทยทีมีการกำหนดกฏเกณฑ์หลายๆอย่าง จนพัฒนากลายเป็นมาตรฐานเป็นความถูกต้องไปโดยปริยาย ชนิดที่ไม่มีใครกล้าท้าทาย

20 มิถุนายน 2557

I do it my way

.


เมื่อตอนเกิดวิกฤติการเงินตอนกลางปี 1997 มาเลเซียเป็นประเทศหนึ่งที่ติดเชื้อและได้รับผลกระทบจาก "ต้มยำกุ้ง" หนักหนาสาหัสสากรรจ์

อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัดตัดสินใจด้วยความกล้าหาญในการนำพาประเทศฝาฟันวิกฤติครั้งใหญ่ในแนวทางที่แตกต่างจากประเทศไทยและประเทศอื่นๆทั้งหมด




.
ต้องถือว่าเป็นความกล้าหาญอย่างมากๆของผู้นำมาเลย์เซียที่กล้าหาญเลือก ตัดสินใจแก้ปัญหาของประเทศในแบบ "I do it my way" ตามแนวทางของตัวเอง ไม่ต้องเดินตามกรอบตามแนวทางของ IMF ที่กำหนดเชิงบังคับสำหรับทุกๆประเทศที่ประสบปัญหาทางการเงิน

ถึงแม้ว่าจะถูกวิพาก์วิจารณ์และถูกดดันจาก IMF และประเทศมหาอำนานาจต่างๆ อย่างหนัก แต่ดร.มหาธีร์ก็ยืนหยัดในแนวทาง Malaysian Way อย่างหนักแน่นไม่หวั่นพรึง จนสุดท้าย สามารถนำพาประเทศก้าวข้ามพ้นวิกฤติต้มยำกุ้งในอย่างมหัศจรรย์ เป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นๆได้ประจักษ์ว่า ในบางครั้งบางครา ปัญหาของประเทศหนึ่งๆต้องแก้ด้วยแนวทางเฉพาะของประเทศนั้นๆเป็นหลัก ประเทศจึงจะมีโอกาสและสามารถก้าวพ้นปัญหาวิกฤติได้



.

16 มิถุนายน 2557

"บิ๊ก ต.เต่า มาแรง

.

หนังสือประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังวันที่ 1 ตุลาคมปีนี้อาจจะมีหน้าพิเศษบันทึกเพ่ิ่มเติมถึงความบังเอิญของกองทัพทหาร อย่างมีสีสันและอาจจะเป็นครั้งแรกๆในประวัติศาสตร์ของกองทัพไทยก็ว่าได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์พิเศษแบบเล็กๆ

เพราะมีความเป็นไปได้ว่า ผู้บัญชาการทหารคนใหม่ของทั้ง 3 เหล่าทัพอาจจะชื่อ บิ๊ก ต.เต่า เหมือนกันหมด

หนึ่งนั้นคือ "บิ๊กต๊อก" พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา แคนดิเดท ผบ.ทหารบก

หนี่่งนั้นคือ "บิ๊กตั้ม" พล.ร.อ.ไกรสรณ์ จันทสุวาณิชย์ แคนดิเดท ผบ.ทหารเรือ

อีกหนึ่งนั้นคือ "บิ๊กตู่" พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง แคนดิเดท ผบ.ทหารอากาศ

รวมทั้ง "บิ๊กตี๋" พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ที่มีชื่อเป็นแคนดิเดททั้งผบ.สส.และปลัดกระทรวงกลาโหม



บิ๊กต๊อก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา แคนดิเดท ผบ.ทหารบก

บิ๊กตั้ม พล.ร.อ.ไกรสรณ์ จันทสุวาณิชย์ แคนดิเดท ผบ.ทหารเรือ

บิ๊กตู่ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง  แคนดิเดท ผบ.ทหารอากาศ
.

บิ๊กตี๋ พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร  แคนดิเดท ผบ.สส.

คงต้องติดตามดูว่า บิ๊กต.เต่าทั้งสามทั้งสี่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบิ๊กใหญ่แห่งกองทัพหรือไม่ เพราะนอกจากจะเป็นสีสันหนึ่งของกองทัพแล้ว บิ๊กต.เต่าทั้งสามทั้งสี่ต้องถือว่ามีภาระกิจหลักในการเป็นฐานกำลังหนุน เสริมให้การทำงานของ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินหน้าไปอย่างเรียบร้อยและมั่นคง


.

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...