27 ตุลาคม 2554

วิกฤติน้ำ วิกฤติหน้า

.


ในช่วง "หน้าสิ่วหน้าขวาน" ที่ประเทศชาติกำลังประสบกับวิกฤติอุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ "หน้าหนึ่ง" ของประเทศนี้  สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ผู้นำพึงต้องตระหนักก็คือ การบริหารจัดการกับ "หน้าตา" ของตัวเอง

แน่นอนที่สุด ไม่ใช่เป็นเรื่องของความสวยความงามหรือเรื่องของเครื่องสำอางประทินโฉมใดๆ บนในหน้า แต่เป็นเรื่องสำคัญและอ่อนไหวที่ผู้นำพึงระมัดระวังและสามารถจัดการควบคุมอารมณ์ความรู้สึกให้ได้มากที่สุด เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือ "หน้าตา" ของประเทศชาติ " หน้าตา"ของผู้นำจึงมีผลสื่อต่ออารมณ์สังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นั่นคือ  หาก "หน้าตา" ของผู้นำในช่วงวิกฤติสะท้อนออกมาในลักษณะผิดหวังหรือยอมแพ้ ย่อมมีผลทางจิตวิทยาอย่างมหาศาลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่กำลังเดือดร้อนหรือหรือเหล่าบรรดาอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละผู้ทำงานหนัก

แต่ในอีกลักษณะหนึ่ง หาก "หน้าตา" ของผู้นำแสดงออกมาในลักษณะที่ดูเหมือนเย็นชา(เกินควร)ท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน ก็อาจจะถูกตีความได้ว่า ไม่เดือดเนื้อร้อนใจสักเท่าไหร่ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อผู้นำเลย

เนลสัน แมนเดลล่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆตัวอย่างหนึ่งของการรู้จักบริหารอารมณ์ผ่านทาง "ใบหน้า" ได้อย่างน่าทึ่ง แมนเดลล่ารู้ดีว่า เมื่อไหร่ที่ควรแสดงออกซึ่งอารมณ์หนึ่งๆ และเมื่อไหร่ควรที่จะต้องเก็บอารมณ์นั้นๆไว้เสมือนหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ความลงตัว: ใบหน้าที่เยือกเย็นและ "กำปั้น" ที่บ่งบอกถึงท่าที
ที่ไม่ย่อท้อและยอมแพ้ง่ายๆ ของเนลสัน แมนเดล่า

จริงอยู่ ผู้นำก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่ย่อมมีอารมณ์ความรู้สึก แต่ผู้นำที่คนที่อยู่ตรงกลางหรืออยู่ในที่แจ้ง ที่สาธารณชนสามารถมองเห็นได้ชัดเจน บ่อยครั้งที่ผู้นำจะเป็นแหล่งสร้างหรือก่อในเกิดอารณ์หนึ่งๆของสาธารณชน เพราะฉะนั้นแล้ว อารมณ์ของผู้นำจึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างอ่อนไหวที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤติ



สีหน้าของนายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าสะท้อนให้เห็น
ถึงความลงตัวระหว่างความเยือกเย็นและความอ่อนไหว:
อ่อนไหวต่อความสูญเสียของเหยื่อภัยแผ่นดินไหว
และเยือกเย็นสุขุมแม้ในยามวิกฤติที่สาหัสสากรรจ์


ผู้นำจะต้องไม่แสดงออกซึ่งความตื่นตัว ความหมวั่นวิตก ความหมดหวังท้อแท้ที่อาจจะเป็นการซ้ำเติมอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนได้  ซึ่งแมนเดล่าประจักษ์ด้วยตนเองว่า รางวัลแห่งความเยือกเย็นในช่วงวิกฤตินั้นยิ่งใหญ่เกินจะประเมินค่าได้

โดยอุปมาแล้ว ความเยือกเย็นของผู้นำในช่วงวิกฤติเป็นเสมือน "ปุ่มควบคุม" ที่ลดระดับความตื่นตระหนกขวัญเสียของผู้คนได้อย่างมหาศาล ทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายไปกว่าเดิม และในทาง กลับกัน ก็สามารถสร้างขวัญกำลังให้ผู้คนมีกะจิตกะใจที่จะร่วมฝ่าฟันเพื่อวันข้างหน้า เพราะฉะนั้น ความเยือกเย็น ในฐานะเป็นวิธีการบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกผ่านทาง "ใบหน้า ถือเป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้นำ ที่จะนำพาประเทศชาติก้าวผ่านวิกฤติได้อย่างไม่บอบช้ำมากเกินไป



อาการเดิน "คอตก" ของผู้นำ สามารถตี
ความและมีผลทางจิตวิทยามหาศาล

หนึ่งหมื่นแสนคำพูดหรือจะสู้หนึ่งภาพที่เห็น(?)
ในช่วงวิกฤติ ธรรมชาติของคนเรามักใช้ "หัวใจ"
มากกว่า "หัว" ตัดสินภาพที่เห็น

นอกจากเรื่องการบริหารจัดการกับอารมณ์ผ่านทาง "ใบหน้า" แล้ว ผู้นำจะต้องกล้าหาญเด็ดขาดในการตัดสินใจเรื่องหนึ่งๆ โดยไม่ใส่ใจว่าจะทำให้ตัวเอง "เสียหน้า" เกินไป ตราบเท่าที่การตัดสินใจนั้น มีผลทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน

ในขณะเดียวกัน คนที่เป็นผู้นำก็ควรจะต้องระมัดระวังคนรอบข้างที่ "อยากได้หน้า" และชอบ "ล้อมหน้าล้อมตา" ห้อมล้อมอยู่ตลอดเวลาที่มีโอกาส ทั้งๆที่มีคุณประ โยชน์เพียงแค่ "ใบเฟิร์น" ในยามที่น้ำท่วมนองท้องถนนเท่านั้น หรืออย่างเลวร้าย มีคุณค่าเสมือน "ใบเฟิร์นเป็นพิษ" ที่กัดกร่อนความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีไปทุกขณะ 

น่าเสียดาย หลายคนเพียงแค่อยาก "ได้หน้าได้ตา" ทั้งๆ ที่ไม่ "ดูหน้าดูตา" ตัวเองเสียก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่

และหากมีโอกาส นายกรัฐมมนตรีจะต้องไม่ปฏิเสธหรือรีรอ หากคนเก่งมีความรู้ความสามารถจริงๆ "เสนอหน้า" เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาวิกฤติของชาติ ให้คนเก่งได้มีโอกาส มาช่วยกันทำงานเพื่อส่วนรวมอย่าง "พร้อมหน้าพร้อมตา"

มิฉะนั้นแล้ว ผู้คนก็จะเกิดอารมณ์ความรู้สึก(สิ้นหวัง)ร่วมกันว่า ต่อให้ "ชาติหน้า" ตอนบ่ายๆ ปัญหาวิกฤติต่างๆที่สะสมต่อเนื่องกันมา ก็อาจจะไม่สามารถแก้ไขเยียวยาได้




.

ถึงเวลาที่ประเทศชาติต้องมี Dream Team

.


ในช่วงเวลาปกตินั้น ผู้นำมักจะมีเวลาคิดไตร่ตรองและมีเวลาตัดสินใจมากกว่าช่วงที่เกิดวิกฤติ โอกาสผิดพลาดจึงมักมีน้อยกว่า

แต่สิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับผู้นำทุกๆคน ทั้งในช่วงเวลาที่สงบปราจาศจากภัยใดๆ หรือในช่วงที่วิกฤติตึงเครียดอย่างหนักหนาก็คือ การมีอำนาจในการตัดสินใจ และเมื่อถึงคราวจำเป็น ผู้นำต้องตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลและความเป็นไปได้ที่สุด

ณ ช่วงขณะที่มวลน้ำมหาศาลกำลังจ่อไหลทะลักท่วมกรุงเทพฯครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองหลวงแห่งนี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรในฐานะเป็นผู้นำสูงสุดจำเป็นต้องพินิจคิดพิจารณาและตัดสินใจอย่างเด็ดขาด และจะต้องตัดสินใจโดยยึดเป้าหมายเป็นสำคัญที่สุดเหนือกว่าวิธีการ

เป้าหมายที่สำคัญที่สุด ณ วินาทีนี้ก็คือ ทำอย่างไรไม่ให้มวลกระแสน้ำไหลท่วมกรุงเทพฯเลวร้ายไปกว่านี้ ทำอย่างไรที่จะป้องกันไม่ให้มีการสูญเสียชีวิต ทำอย่างไรที่จะบันเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย และทำอย่างไรที่จะทำให้มวลน้ำไหลผ่านลงทะเลให้มากที่สุดและเร็วที่สุดในเส้นทางใดๆ ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด

นายกรัฐมนตรีต้องกล้าหาญเด็ดขาด ต้องตระหนักว่า เมื่อเป็นผู้นำแล้วต้องทำเป็น ต้องยอมเป็นคน "ตาบอดสี" และต้องพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักดังกล่าว

เราต้องยอมรับว่า วิกฤติอุทกภัยที่เกิดขึ้นในเวลานี้ คือวิกฤติของชาติคือปัญหาของคนไทยทุกคน เป็นผู้นำต้องเลือกได้ เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่นายกรัฐมนตรีจะต้องรวบรวมและแต่งตั้งคนเก่งคนที่มีความสามารถ (โดยอาจจะต้องมองข้ามความเป็นคนดีของคนๆนั้นไปชั่วคราว?) เป็น top team เป็น dream team จริงๆ เพื่อร่วมกันจัดการและแก้ไขวิกฤติธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดของมหานครหลวงแห่งนี้


ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำ ของ"ปราโมช ไม้กลัด"
ที่นายกรัฐมนตรีต้องรับฟัง 

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์

ด้วยบทบาทที่โดดเด่นและประทับใจ "เสธ.ไก่อู" ได้รับ
ยกย่องว่าคือตัวอย่างที่ดีของ "โฆษก" ในยามวิกฤติ


การแต่งตั้งคุณปราโมชน์ ไม้กลัดและ ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยาคือจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะนี่คือกูรูที่รู้จริงๆ และเนื่องจากวิกฤติอุทกภัยในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของน้ำและอากาศเท่านั้น แต่ครอบคลุมในทุกมิติทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องจิตวิทยา การสื่อสาร  การจัดการ ความโกลาหล มวลชน โลจิสติก การรักษาพยาบาล  การอพยพและการช่วยเหลือเฉพาะหน้า

ในสภาพการณ์ปัจจุบัน เราต้องการดรีมทีมมากกว่าอัศวินขี่ม้าขาว  เป็นดรีมทีมเพรียวๆที่ไม่ต้องมี "ใบเฟิร์น" มาประดับ  การแต่งตั้งคุณปราโมชน์ ไม้กลัดและดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยาที่สังคมยอมรับ น่าจะมีผลทำให้นายกรัฐมนตรีสามารถดึงและแต่งตั้งคนเก่งๆคนอื่นๆ มาร่วมท๊อปทีมเพื่อภาระกิจของชาติในครั้งนี้

ในภาวะการณ์ที่เข้าขั้นวิกฤติ จนผู้ว่ากทม.ประกาศเป็นครั้งแรกให้คนกรุงเทพต้องอพยพหนี้ภัยน้ำนี้ ประเทศชาติต้องการดรีมทีม(หลากสี) มากที่สุด

วิกฤติอุทกภัยที่กำลังเลวร้ายเป็นประวัติศาสตร์นี้ คุณยิ่งลักษณ์ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว และประชาชนก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วเช่นกัน


.

23 ตุลาคม 2554

กรุงเทพฯจะเปลี่ยนไป(?)

.


คาดไม่ถึงว่า ในที่สุดแล้ว คนกรุงเทพฯจำเป็นและจำใจใช้คำว่า "ต้องอพยพ"  "ต้องหนี"  "ต้องยอมแพ้" ในพ.ศ.นี้ 

หากหลายๆคนยังจำได้  คำเหล่านี้เป็นคำที่เคยเกิดขึ้นสำหรับคนกรุงเทพฯ(และคนในอีกหลายๆจังหวัด) เมื่อประมาณเกือบ 30 ปีก่อน ในช่วงเวลานั้น ภัยคอมมิวนิสต์กำลังรุกประชิดชายแดนทางกัมพูชา กองทัพเวียดนามจำนวนมากกำลังรุกจ่อคอหอยเตรียมการบุกยึดประเทศไทย ด้วยความหวั่นวิตกเป็นที่สุดว่า หากกองทัพไทยไม่สามารถต้านทานกำลังของกองทัพเวียดนามได้  ไทยก็จะกลายเป็นโดมิโนตัวต่อไปของลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างค่อนข้างแน่นอน

ในช่วงเวลานั้น คนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีเตรียมการอพยพหนีไปยังต่างประเทศ คนไทยบางส่วนดูเหมือนจะจำใจยอมแพ้ เพราะเชื่อว่าเราไม่สามารถต้านทานกำลังกองทัพเวียดนามจำนวนมหาศาลได้  

กับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ซึ่งถือเป็นวิกฤติภัยธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เมืองหลวงแห่งนี้ประสบมานับตั้งแต่วันเวลาก่อตั้งเมื่อปี 2325 ร้ายแรงยิ่งกว่าช่วงที่กรุงเทพฯต้องประสบกับภัย "ฝนพันปี" ในปี 2529

ณ พ.ศ. 2554 ถือเป็นครั้งแรกๆที่คนกรุงเทพฯรู้จักและรู้สึกว่าต้องอพยพหนีอย่างจริงๆจังๆ เป็นเวลากว่า 30 ปีที่คำเหล่านี้ได้กลับมาหลอกหลอนคนกรุงเทพฯอีกครั้งหนึ่ง  แต่เมื่อตระหนักดีว่า ไม่อาจจะต้านทานกระแสและมวลน้ำมหาศาลได้ คนกรุงเทพฯก็จำใจยึดหลัก "เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าโผล่" ยอมให้วารีไหลผ่านทางของเรา(ซึ่งจริงๆแล้วก็คือทางของน้ำ) ไปสู่ท้องทะเล เมื่อไหลลงสู่มหาสมุทรแล้ว เราจะหวนกลับมาสู่ที่ของเราเช่นเดิม


ภาพแห่งกรุงเทพฯที่ไม่ถึงปรารถนา

แน่นอนที่สุด เมื่อวิกฤติผ่านพ้นไป คนกรุงเทพฯจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เคยมีมาก่อนเหมือนเช่นคนหาดใหญ่ เราจะเริ่มใช้คำว่า "กระต่ายตื่นตูม" น้อยลง เราจะเริ่มประจักษ์ตั้งแต่แรกเริ่มมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดภาวะ "ท่วมน้อยท่วมยาก ท่วมมากท่วมง่าย"  เราจะกลายเป็นคนตื่นตัวและเตรียมตัวมากขึ้น ด้วยความเชื่อว่า "เราต้องเตรียมตัวเราเองก่อนเสมอ ก่อนที่จะให้ใครมาเตรียมให้เรา"

ไม่มีชาติใดสังคมปรารถนาวิกฤติใดๆ แต่วิกฤติหนึ่งๆช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมและประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

หลังจากก่อตั้งมา 229 ปี หรือว่า กรุงเทพฯกำลังจะเข้าสู่จุดแห่งการเปลี่ยนแปลงบุคลิกใหม่ ทั้งในทางทัศนียภาพ ทางจิตวิทยา ทางสังคมและประชากร 




.

18 ตุลาคม 2554

วิกฤติชีวิตไทย

.


ท่ามกลางวิกฤติที่คนไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยากำลังประสบอย่างสาหัสสากรรจ์เยี่ยงนี้ บทเรียนบางบทบางตอนของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ถูกรื้อฟึ้นให้กลับมาพินิจคิดเคราะห์อีกครั้ง โดยเฉพาะหลายๆวิกฤติที่คนไทยเราเคยประสบมา

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนไทยในหลายๆจังหวัดต้อง "อุ้มทุกข์" อย่างสาหัสสากรรจ์ ในขณะเดียวกัน คนกรุงเทพฯซึ่งถือเป็น "ก้นถุง" ทางกายภาพที่ต้องรองรับมวลน้ำมหาศาลจากทางเหนือก็ติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างใจจอใจจ่อด้วยความกังวลเป็นที่สุด การรับรู้ว่า พนังกั้นน้ำตรงจุดนั้นตรงจุดนี้เริ่มแตกหรือต้านทานกระแสน้ำไม่ไหวแล้ว หรือประตูน้ำประตูเล่าเริ่มพังเริ่มล้น ไม่ต่างไปจากสภาวะน้ำท่วมใจ มีสภาพจิตที่ทั้งหวั่นใจพร้อมๆกับการเตรียมใจว่าน้ำเหนือจะไหลบ่ามาท่วมกรุงเทพฯหรือไม่ หรือถ้าจะท่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว จะท่วมหนักหนาสักแค่ไหน  

แน่นอนที่สุด เพราะความสำคัญอย่างยิ่งยวดของกรุงเทพฯ ที่มีฐานะเป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ กรุงเทพฯจึงเป็นพื้นที่ที่วิตกกังวลสูงสุดและได้รับการปกป้องอย่างเต็มพิกัด ชนิดที่ไม่อาจยอมแพ้ต่ออุทกภัยในครั้งนี้ได้ เป็นฐานที่มั่นสุดท้ายที่ต้องรักษาให้ได้  

ด้วยสภาพวิกฤติที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ ซึ่งกระแสน้ำและมวลน้ำค่อยๆคลืบคลานยึดพื้นที่รังสิตและนนทบุรีชนิดที่หายใจรดต้นคอ(หอย)คนเมืองกรุงนี้  ย่อมทำให้คนกรุงเทพฯวิตกกังวลอย่างใจจดใจจ่อเป็นที่สุดว่า สุดท้ายแล้ว น้ำเหนือจะฝ่าด่านและสามารถบุกเข้ามายึดเมืองหลวงได้เมื่อไหร่ 

สภาพและความวิตกทางจิตวิทยาเช่นนี้ ดูเหมือนไม่ต่างจากสภาพลางๆที่เกิดขึ้นเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน  ในช่วงเวลาที่กรุงศรีฯกำลังถูกกองทัพพม่าบุกใกล้เข้ามาๆ สามารถตีเมืองหน้าด่านเมืองแล้วเมืองเล่าแตก จนในที่สุดกรุงศรีฯซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้ายก็แตก เราเสียกรุง กลายเป็น "ด้านมืด" ในประวัติศาสตร์ชาติไทย

เราเรียนรู้ด้วยความหดหู่ว่ากรุงศรีฯแตกถูกกองทัพพม่ายึดได้ถึงสองครั้งสองครา ส่วนสำคัญ หนึ่งไม่ใช่เพียงเพราะคนไทยขาดความสามัคคีเท่านั้น แต่คนไทยบางส่วนกลับยอมเป็นมิตรเป็นพวกเป็นไส้ศึกให้กับศัตรู 

เช่นเดียวกับวิกฤติทางการเมืองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่ร้าวลึกอย่างไม่เคยมีมาก่อน เป็นวิกฤติที่แยกแยะความสามัคคีในหมู่คนไทยออกเป็นชิ้นเป็นก้อน เป็นพวกเป็นเหล่าเป็นสีอย่างชัดเจน ชนิดที่เกิดไม่เกิดผลดีต่อประเทศชาติเลย

แต่อย่างน้อยที่สุด ในช่วงวิกฤติอุทกภัย ณ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษนี้  เราได้เห็นความสามัคคี ความช่วยเหลือและความเห็นอกเห็นใจระหว่างคนไทยด้วยกันจากทั่วทุกภาคเกิดขึ้นจริงๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เราได้เพียงพยายามเรียกร้องมาโดยตลอดว่า คนไทย(ต้อง)หัวใจเดียวกัน  

อย่างน้อยที่สุด ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่สวยงามยิ่งที่ค่อยๆชูช่อโผล่ให้เห็น คนไทยเราเริ่มมีความคิดและตระหนักว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ณ จุดหนึ่งของประเทศล้วนเป็นปัญหาร่วม เป็นความกังวลของคนทั้งประเทศร่วมกัน  เพราะฉะนั้น น้ำท่วมภาคกลางก็ถือเป็นปัญหาของคนนราธิวาส ของคนเชียงราย ของคนอุบลฯและคนจังหวัดอื่นๆ เช่นกัน 

เช่นเดียวกัน คนไทยควรจะต้องตระหนักว่า ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ตอนล่าง ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับเขาพระวิหารทางด้านจังหวัดศรีษะเกส ปัญหาชนกลุ่มน้อยทางภาคเหนือ ปัญหาความหนาวเหน็บในเชียงราย ปัญหาความแห้งแล้งในอุดรธานีล้วนเป็นปัญหาร่วมของประเทศ ที่คนไทยทุกคนต้องกังวลต้องช่วยเหลือหยิบยื่นให้ราวกับเป็นปัญหาของตัวเอง

อุปมาเหมือนอาการบาดเจ็บที่นิ้วเท้า ที่หู ที่หัวเข่าหรือที่ตับ ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อร่างกายส่วนอื่นๆและต่อชีวิตของเราทั้งสิ้น หากเราไม่รักษาอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง   ก็คงเป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่เราจะสามารถรักษาชีวิตของเราให้เป็นปกติได้

ยีนไทยพลังไทย ใจอาสาทุกโมงยาม


ณ เวลานี้  ธุระต้องใช่ ใจต้องอาสา 


แม้ในยามวิกฤติ เด็กยังยิ้มสู้ ยังมีหัวอกคำนึงถึงทุกชีวิต


หนักแค่แรง แบ่งแค่ใจ ภัยแค่ไหน ไม่หนักหนา



สองมือสองแรงแข็งขัน มิเคยยั่นเมื่อภัยมา   


หากภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน บางที อาจทำให้
กองทัพเรือฝรั่งเศสคิดสองรอบสามรอบก็เป็นได้ และบางที
ประวัติศาสตร์ชาติไทยก็อาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่งก็เป็นได้



แบ่งเบา แบ่งปัน คือความงามที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ให้ติดตัว

ในยามที่บ้านเมืองสงบศึก ปราศจากภัยคุกคามหรือการรุกรานจากอริราชศัตรู  เรามักมีอารมณ์นิ่งมากพอที่จะผลิตความงามสุนทรีให้กับโลกได้ วัดวาอารามและวรรณคดีต่างๆ ส่วนใหญ่ล้วนถูกสร้างขึ้นถูกประดิษฐ์ขึ้นในสภาวะการณ์เช่นนี้

แม้ในยามวิกฤติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ ธรรมชาติสอนให้เรามีความเป็นเข็มแข็งและมีความมนุษย์มากขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางวิกฤติที่สาหัสสากรรจ์  อย่างน้อยที่สุด เราก็ได้เห็นด้านที่งดงามของคนไทย เป็นความงามที่มีพลังอย่างมหาศาล เหมือนเช่นที่เราเคยเห็นเป็นประจักษ์ในช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯถูกเผาถูกทำลายเมื่อปีที่แล้ว
อยากเห็นความงามเหล่านี้ฝังรากลึกและพัฒนากลายเป็นคาแรคเตอร์ของคนไทย เป็นยีนที่ถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นต่อๆไป



.

6 สิงหาคม 2554

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 3)

.....................................................................................................................

คลิกอ่าน 
ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 1) 
             
ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 2)

......................................................................................................................


ตำนานแห่งความสำเร็จของดัทช์คอนเนคชั่น ย่อมมีให้กล่าวถึงอยู่เสมอ และช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จของทีมยักษ์ใหญ่อย่างเอซี มิลานและบาเยิร์น มิวนิคก็ ส่วนเกี่ยวข้องกับดัทช์คอนเนคชั่นอย่างชัดเจน

ก่อนหน้านี้ หลุยส์ ฟานกาลเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของดัทช์คอนเนคชั่นในถิ่นแคมป์นูของบาร์เซโลน่า และเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมบาเยิร์น มิวนิค ในปี 2009 ก็สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งกับทีมยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมนี

มาร์ค ฟานบอมเมลเป็นนักเตะดัทช์เพียงคนเดียวในบาเยิร์น มิวนิคในช่วงเวลาที่ฟานกาลเข้ามาเป็นรับหน้าที่นายใหญ่ ถึงแม้ว่าจะชื่นชมและเชื่อมั่นนักเตะเพื่อนร่วมชาติเป็นการส่วนตัว แต่ฟานกาลก็เรียนรู้ประสบการณ์หนึ่งจากบาร์เซโลน่าว่า ไม่มีใครชื่นชอบที่เห็นนักเตะดัทช์ชี่มากเกินไปจนล้นทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเยอรมนีซึ่งเป็นประเทศคู่แค้นของเนเธอร์แลนด์มาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

ฟานกาลไม่ต่างจากดัทช์คนอื่นๆโดยทั่วไปที่ยังมีอารมณ์ความรู้สึกเกลียดชังและเจ็บแค้นจากการกระทำของกองทัพนาซี แม้ช่วงเวลาจะผ่านไปแล้วกว่า 65 ปี แต่ก็คงเป็นเรื่องไม่ฉลาดหากฟานกาลจะทำให้สโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเยอรมนีแห่งนี้เต็มไปด้วยนักเตะดัทช์เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในบาร์เซโลน่าก่อนหน้านี้


 
ฟาน รอมเมลโชว์ฟอร์มได้สมค่าสมคลาสและสมตำแหน่ง
กัปตันทีมที่ทำให้คนดัทช์ภาคภูมิใจและคนเยอรมันยอมรับ

ฟานกาลโชคดีที่ฟานบอมเมลได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมของบาเยิร์นก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีความหมายมีนัยยะอย่างมากมาก การเป็นกัปตันทีมต่างชาติและเป็นดัทช์คนแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรยักษ์ใหญ่ที่สุดของประเทศ ย่อมต้องได้รับไฟเขียวจากบรรดาผู้อาวุโสและนักเตะระดับตำนานของเยอรมนี โดยเฉพาะฟรานท์ เบคเคนเบาว์ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา สะท้อนให้เห็นกลิ่นกลายของความสมานฉันท์และความพยายามของเยอรมันที่จะสร้างความประทับใจให้กับชนชาติดัทช์ อย่างน้อยที่สุดเพื่อเป็นการไถ่บาปในอดีตที่กองทัพนาซีได้กระทำต่อชาติฮอลแลนด์ในช่วงสงครามโลก

เทียบเคียงกันแล้ว ไม่ต่างกับสิ่งที่เบิร์น ชูสเตอร์ได้ทำเมื่ออยู่ในตำแหน่งผู้จัดการทีมรีล แมดริด เพราะเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงที่จะเห็นผู้จัดการทีมเชื้อเยอรมันคนนี้จะชื่นชมและไว้วางใจนักเตะดัทช์มากขนาดนี้ ถึงขนาดยอมให้มีนักเตะดัทช์ชี่อยู่ในทีมถึง 6 คน

เป็นครั้งแรกๆที่ได้เห็นคนสองชาตินี้ทำงานร่วมกันอย่างให้เกียรติและไว้วางใจขนาดนี้

แต่ถึงแม้จะมีดัทช์คอนเนคชั่นคลาสระดับโลกอยู่ในทีมหลายคน แต่ชูสเตอร์ก็ทำผิดพลาดชนิดที่คนเป็นผู้จัดการทีมแมดริดไม่ควรทำ ก็คือการยอมรับว่าแมดริดยังไม่ดีพอที่จะสู้กับคู่แค้นคู่เคืองอย่างบาร์เซโลน่าได้  สุดท้ายชูสเตอร์ก็ถูกกดดันให้ลาออก จนทำให้ดัทช์คอนเนคชั่นในถิ่นเบอร์นาบิวแพแตก




การได้รับเกียรติให้ใส่หมายเลข 10 ใน
ทีมบาเยิร์น มิวนิคสำหรับนักเตะดัทช์อย่าง
ร็อบเบ็นไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน

ถึงแม้จะเป็นนักเตะร่างเล็ก แต่ร็อบเบ็นก็
ดูตัวสูงขึ้นๆ ด้วยการโชว์ฟอร์มสมคลาส

สำหรับฟานกาลแล้ว การได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการดัทช์คนแรกของบาเยิร์น มิวนิคถือเป็นเกียรติที่พิเศษมากๆ นอกเหนือจากการมีบอมเมลเป็นกัปตันทีม อาเยิน ร็อบเบ็นเป็นนักเตะระดับโลกคนเดียวที่ฟานกาลซื้อมาร่วมทีมสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับทีมเสือใต้

สามประสานดัทช์ชี่ได้ช่วยกันสร้างความสำเร็จให้กับบาเยิร์นในทันที
 ด้วยมันสมองของฟานกาลบวกกับฝีเท้าที่โดดเด่นทุ่มเทของทั้งฟานบอมเมลและร็อบเบ็น เพียงฤดูกาลแรก(2009-10)ของดัทช์คอนเนคชั่น บาเยิร์นสร้างประวัติศาสตร์ได้ลุ้น 3แชมป์ก่อนที่จะสมหวังเพียงแค่ดับเบิ้ลแชมป์ และพ่ายอินเตอร์มิลานในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลแชมป์เปี้ยนลีก
 
เกียรติประวัติที่ฟาลกาลมีส่วนร่วมสำคัญ
ในความสำเร็จของบาเยิร์น มิวนิค

ฤดูกาลต่อมา ดัทช์คอนเนคชั่นเหลือเพียงเฉพาะฟานกาลและร็อบเบ็นสองหน่อหลังจากที่บอมเมลขอย้ายไปร่วมทีมเอซี มิลาน ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บาเยิร์นไม่ประสบความสำเร็จใดๆเลยในฤดูกาลนั้น จนกระทั่งฟาลกาลต้องลาออกไป แต่ผลงานของดัทช์คอนเนคชั่นในฤดูกาล 2009-10 เป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่ได้รับคำชื่นชมและอยู่ในความทรงจำของแฟนๆเสื้อใต้แห่งเยอรมันทีมนี้ และมีส่วนทำให้ความรู้สึกของคนสองชาตินี้ดีขึ้นไม่มากก็น้อย
 
เอซี มิลานเป็นอีกทีมหนึ่งที่มีช่วงแห่งความทรงจำทีดีกับดัทช์คอนเนคชั่น เป็นยุคที่เรียกว่าดัทช์คอนเนคชั่นเบ่งบานที่สุดและเป็นยุคที่เอซี มิลานเกรียงไกรที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรก็ว่าได้  มิลานโชคดีเหลือหลายที่มีนักเตะดัทช์ระดับโลกอยู่ในทีมพร้อมๆกันทั้งสามคน นั่นคือ มาร์โค ฟานบาสเทน, รุค กุลลิค และแฟรงค์ ไรท์การ์ด อาจเรียกได้ว่าสามดัทช์ชี่คือปัจัยสำคัญที่นำความสำเร็จและความยิ่งใหญ่มาสู่มิลานในช่วงระหว่างปี 1987-1992(ในยุคที่มีอริโก ชาคคี่และฟาบิโอ คาเปลโลเป็นผู้จัดการทีม) 


 8, 9 และ 10 คือหมายเลขสำหรับสามดัทช์ชี่


กุลลิค, ฟานบาสเทนและไรท์การ์ดกลายเป็นตำนาน
สามทหารเสื้อดัทช์ชี่ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์
มากที่สุดในบรรดาดัทช์คอนเนคชั่นทั้งหมด

ในยุคสามทหารดัทช์ชี่ เอซี มิลานคือทีมที่ยิงใหญ่
เกรียงไกรที่สุดในยุโรปยุคนั้นอย่างไม่มีข้อสงสัย


ภายใต้พลังของสามทหารเสือดัทช์ชี่ มิลานคว้าแชมป์ต่างๆมาประดับบารมีถ้วยแล้วถ้วยเล่ารวม 10 แชมป์ นอกจากแชมป์ซีรีย์อา 2 สมัยแล้ว ที่สำคัญพิเศษสุดก็คือการคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ(หรือยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกในปัจจุบัน) 2 สมัยติดต่อกันในปี 1989 และ 1990 เป็นประวัติศาสตร์ที่อยู่คงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้  ประกาศศักดาเป็นแชมป์เปี้ยนตัวจริงที่เก่งกาจที่สุดในยุคนั้น โดยนัดชิงชนะเลิศทั้งสองครั้ง มิลานได้ประตูจากสามดัทช์ชี่ทั้งหมด เป็นผลงานดัทช์ชี่ที่ยากจะลืมเลือน

เมื่อหมดยุคสามดัทช์ชี่มหัศจรรย์  มิลานก็อาจจะไม่(กลับมา)ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยที่สุด มิลานในวันนี้ก็ยังมีนักเตะดัทช์ชี่เป็นกำลังสำคัญอยู่ แน่นอนที่สุดว่า ณ วันนี้คลาเรนซ์ ซีดอร์ฟ คือนักเตะดัทช์ที่อยู่กับมิลานนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นนักเตะหมายเลข 10 ที่คงกระพันและได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก


ซีดอร์ฟสร้างตำนานและเกียรติประวัติให้แก่
ดัทช์ชี่ในถิ่นซานซิโรไม่น้อยหน้าสามทหารเสือ
 
นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ที่นักเตะดัทช์มักจะนำโชคมาให้หลายๆสโมสร นับตั้งแต่ครัยฟ์นำแชมป์ลาลิก้ามาให้แก่บาร์เซโลน่าเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี (1974) เช่นเดียวกับฟานกาลที่นำบาร์เซโลน่าคว้าแชมป์ของประเทศและสองสมัยติดต่อกันเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีและสามารถพาบาเยิร์น มิวนิคทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแชมป์เปี้ยนลีก ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ส่วนไรท์การ์ดก็ไม่ยอมน้อยหน้า สามารถนำถ้วยลาลีก้ากลับคืนสู่แคมป์นูได้เป็นครั้งแรกในรอบ ปี  ในขณะที่ผลงานของสามประสานดัทช์ชี่แห่งมิลานนั้นสุดยอดที่สุด เพราะสามารถนำแชมป์ซิรีย์อากลับมายังถิ่นซานซิโรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี และทำให้มิลานเป็นแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี


เมื่อพูดถึงซีดอร์ฟซึ่งกำลังสร้างประวัติศาสตร์อยู่มิลานครบหนึ่งในทศวรรษ เป็นนักเตะดัทช์ที่ยืนหยัดอยู่กับหนึ่งสโมสร (ที่อยู่นอกประเทศเนเธอร์แลนด์) ได้นานที่สุด เป็นนักเตะต่างชาติที่ลงสนามให้มิลานมากที่สุด  ก่อนหน้านี้ ซีดอร์ฟมีส่วนสำคัญทำให้รีล แมดริดคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ (แชมป์เปี้ยนลีก) ใปนี 1998 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี และเมื่อมาอยู่มิลาน  ก็ไม่หยุดยั้งที่จะสร้างสถิติ ต่อไป

ในฤดูกาล 2002-03 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกของซีดอร์ฟในทีมปีศาจแดงดำถิ่นแฟชั่นของอิตาลี ดูเหมือนซีดอร์ฟจะเป็นผู้นำโชคมาให้แก่ทีม เพราะมิลานสามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ที่รอคอยมานาน นั่นคือได้แชมป์โคปป้าอิตาลี่เป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี และแชมป์เปี้ยนลีกในรอบ 9 ปี

ตลอดช่วงระยะเวลา 8 ปีก่อนที่มาร์ค ฟานบอมเมลจะย้ายจากบาเยิร์น มิวนิคมาสังกัดชายคาใหม่ ณ ถิ่นซานซิโร เอซี มิลานก็ได้มีโอกาสต้อนรับยาป สตัม (ปี2004-2006) และคลาส แยนฮุนเตลล่าร์ (ปี 2009-2010) และได้คำตอบว่า ไม่ใช่ดัทช์ชี่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จในบ้านใหม่หลังนี้ 



สำหรับสตัมแล้ว กลิ่นแห่งความสำเร็จในสีเสื้อ
แมนฯยูไนเต็ดไม่อาจงอกงามในสีเสื้อเอซี มิลานได้



สตัมกับความสำเร็จแชมป์ซูเปอร์คอปป้าหนึ่ง
เดียวในชุดสีเสื้อปีศาจแดงดำแห่งอิตาลี่

ฮุนเตลลาร์กลายเป็นนักเตะดัทช์ชี่คนเดียวที่ไม่
เคยคว้าแชมป์ใดๆได้เลยในสีเสื้อเอซี มิลานทั้งๆที่ถูก
คาดหมายว่าจะเป็นฟานบาสเตนคนใหม่ในถิ่นซานซิโร

เมื่อฟานบอมเมล ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมเอซี มิลานหลังจากประสบความสำเร็จกับบาเยิร์น มิวนิค ก็ได้ประสานรวมพลังกับซีดอร์ฟอย่างลงตัว กลายเป็นกุญแจสำคัญในช่วงยุคเปลี่ยนผ่านของสโมสร  ทำให้มิลานคว้าแชมป์ซีรีย์อาเป็นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี


ฟาน บอมเมลกับอีกตำนานหนึ่งแห่งความสำเร็จ

ฟานบอมเมลและซีดอร์ฟคือสองดัทช์ชี่ในยุค
ปัจจุบันที่เข้าขาเป็นปี่เป็นขลุ่ย


In demand: Wesley Sneijder (centre) has long been linked with Manchester United

สามดัทช์ชี่ในถิ่นซานซิโร - ฟานบอมเมล, ชไนเดอร์ และซีดอร์ฟ

 ทั้งซีดอร์ฟและฟานบอมเมลอยู่ในช่วงยุคสุดท้ายของอาชีพค้าแข้ง จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ใครจะเป็นดัทช์ชี่คนใหม่สืบสานตำนานดัทช์คอนเนคชั่นในถิ่นซานซิโรแห่งนี้


.

2 สิงหาคม 2554

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 2)

.....................................................................................................................

คลิกอ่าน ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 1)
.....................................................................................................................


สำหรับรีล แมดดริยักษ์ใหญ่คู่รักคู่แค้นของบาร์เซโลน่าแล้ว การถูกโยฮัน ครัยฟ์ปฏิเสธไม่มาร่วมทีมด้วยเหตุผลเพราะนายพลฟรังโก ถือเป็นการ "ตบหน้า" ให้อับอายเป็นอย่างยิ่ง เพราะด้วยอำนาจทางการเมืองที่เต็มเปี่ยม ยากนักที่ใครจะกล้าปฏิเสธนายพลเผด็จการแห่งสเปนได้ หากยังจำกันได้ นายพลฟรังโกเคยถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจแทรกแซงและชิงดิ สเตฟาโน สุดยอดนักเตะของโลกในยุค '50s มาจากบาร์เซโลน่า ชนิดที่ทำให้ความเป็นปฏิปักษ์กันระหว่างสองทีมยักษ์ใหญ่แห่งสเปนบาดหมางยิ่งขึ้น และดิ สเตฟาโนคนนี้คือผู้สร้างความแตกต่าง และทำให้รีล แมดริดคว้าแชมป์ในประเทศ (หรือแชมป์ลาลีก้าในปัจจุบัน) 8 สมัย และแชมป์ยุโรเปี้ยน 5 สมัยติดต่อกันในช่วงปี 1956-1960

หากได้ตัวครัยฟ์มาร่วมทีมในยุค '70s รีล แมดริดคงคว้าแชมป์ถ้วยต่างๆ มาครองจนเต็มตู้แน่นอน และประวัติศาสตร์ของบาร์เซโลน่าก็อาจจะไม่ยิ่งใหญ่เหมือนเช่นในวันนี้ก็ได้

เพราะพลาดหวังตัวครัยฟ์ในครั้งนั้น อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ของสโมสรไม่เคยมีโอกาสได้ต้อนรับนักเตะดัทช์เลย เรียกว่าไม่ได้มีความผูกพันหรือมีดัทช์คอนเนคชั่นที่ลึกซึ้งเหมือนเช่นบาร์โซโลน่าทอดยาวไปจนกระทั่งปี 1996 เมื่อคลาเรนซ์ ซีดอร์ฟตัดสินใจย้ายจากทีมอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัมมาร่วมสังกัดรีล แมดริด

นอกจากซีดอร์ฟจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นดัทช์คนแรกๆในถิ่นเบอร์นาบิว เรียกว่า ต้องใช้เวลารอนานกว่า 23 ปีนับตั้งแต่วันที่ครัยฟ์เลือกไปอยู่กับบาร์เซโลน่า กว่าที่สโมสรยักษ์ใหญ่ในเมืองหลวงของสเปนจะเปิดประตูต้อนรับดัทช์ชี่แล้ว ซีดอร์ฟกลายเป็นนักเตะดัทช์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในถิ่นเบอร์นาบิวด้วยการคว้าแชมป์ทั้งหมด 4 ถ้วยใน ช่วง 2 ฤดูกาลแรก โดยเฉพาะแชมป์ลาลิกาและแชมป์เปี้ยนลีก



หนึ่งเดียวดัทช์ชี่นามซีดอร์ฟนักเตะผิวสีในทีมรีล แมดริด

ซีดอร์ฟสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะดัทช์ชี่คนแรก
ในสีเสื้อราชันชุดขาวที่คว้าแชมป์รายการยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก

กุส ฮิดดิ้งค์กลายเป็นผู้จัดการทีมชาวดัทช์คนแรกและ
คนเดียวที่เคยคุมทีมรีล แมดริดและล้มเหลวไม่สามารถ
สร้างความสร้างเกียรติประวัติให้แก่ดัทช์คอนเนคชั่น
ในถิ่นรีล แมดริดเหมือนเช่นที่มิเชลส์, ครัยฟ์, ฟานกาล
และไรท์การ์ดพิสูจน์ที่บาร์เซโลน่า


ดูเหมือนว่า บทบาทและผลงานของซีดอร์ฟที่ประสบความสำเร็จอย่างเหลือหลายในช่วงสองฤดูกาลแรก สร้างความประทับใจให้แก่ผู้บริหารของรีล แมดริดมากขึ้น จนนำไปสู่การแต่งตั้งกุส ฮิดดิ้งค์ให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ในฤดูกาล 1998-1999 ด้วยความคาดหวังที่สูงเลิศ

แต่โชคไม่เข้าข้าง  เพราะความไม่ลงรอยกันระหว่างฮิดดิงค์และซีดอร์ฟ ทำให้ทั้งสองดัทช์ชี่ไม่สามารถสร้างชื่อสร้างผลงานเกรียงไกรให้แก่ราชันท์ชุดขาวเป็นเกียรติประวัติแก่ดัทช์คอนเนคชั่นเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในถิ่นบาร์เซโลน่า  ผลสุดท้าย รีล แมดริดจบฤดูกาลนั้นโดยไม่มีตำแหน่งแชมป์ใดๆ ทั้งฮิดดิ้งและซีดอร์ฟก็ต้องโยกย้ายจากลาถิ่นเบอร์นาบิวไปตามวิถีของแต่ละคน

ความล้มเหลวดังกล่าว อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รีล แมดริดว่างเว้นจากดัทช์คอนเนค ชั่นกว่า 7 ปี จนกระทั่งได้รุค ฟานนิสเติลรอยมาร่วมทีมในปี 2006 ถือเป็นนักเตะดัทช์คนแรกในสหัสวรรษใหม่ ถึงแม้จะมีอาการบาดเจ็บ แต่อดีตนักเตะศูนย์หน้าของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคนนี้ก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยแมดริดคว้าแชมป์ลาลิก้าเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

ความสำเร็จของซีดอฟและฟานนิสเติลรอยอาจทำให้ผู้บริหารของรีล แมดริดเริ่มไม่เชื่อในทฤษฏีที่ว่า "ดัทช์คอนเนคชั่นไม่ถูกโฉลกกับราชันท์ชุดขาว" ในขณะที่อีกฟากหนึงของประเทศ ดัทช์เริ่มอ่อนกำลังลงที่บาร์เซโลน่า จึงเปิดโอกาสให้แมดริดทดลองดัทช์คอนเนคชั่นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรก็ว่าได้


ฟานรุดเติลรอยบินได้สูงในถิ่นเบอร์นาบิว


ความสำเร็จของรีล แมดริดในปี 2007


ในฤดูกาล 2007-08 เป็นปีที่เบอร์นาบิวมีลมแรงทำให้กังหังลมพัดหมุนสะพัด การแต่งตั้งเบิร์น ชูสเตอร์ผู้จัดการคนใหม่ชาวเยอรมัน คือจุดเริ่มต้นของดัทช์คอนเนคชั่นครั้งใหญ่ และสร้างปรากฏการณ์ซื้อนักเตะดัทช์มาร่วมชายคาสมทบกับฟาน นิสเติลรอยพร้อมๆกันถึง 3 คนคือ อาร์เยิน ร็อบเบ็น, เวสลีย์  ชไนเดอร์และรอยส์เติน เดรนเธะดาวรุ่งวัตถุดิบที่รอการปรุงแต่ง 


ถึงจะเป็นเยอรมัน แต่เบิร์น ชูสเตอร์
ก็ชื่นชมนักเตะดัทช์มากๆ 

การซื้อดัทช์ชี่คลาสระดับโลกอย่างร็อบเบ็นหรือชไนเดอร์เพียงคนใดคนหนึ่งก็นับว่าเพียงพอแล้ว แต่การซื้อพร้อมๆกันทีเดียวทั้งสองคนบ่งบอกว่าแมดริดเอาจริงชนิดหวังผลทันที 

ไม่มีสิ่งใดที่จะมีน้ำหนักพิสูจน์ว่าตัดสินใจถูกหรือผิดเท่ากับกับตำแหน่งแชมป์ เพราะในฤดูกาลแรกของชูสเตอร์กับทฤษฏีดัทช์คอนเนคชั่น รีล แมดริดสามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ คือแชมป์ลาลีก้าและแชมป์ซูเปอร์โคปา


อาร์เยิน ร็อบเบนช่วยเพิ่มความเร็ว
ความกว้างให้กับราชันชุดขาว

ในสีเสื้อราชันชุดขาว ร๊อบเบ็นไม่ได้ทำให้เสียชื่อดัทช์ชี่เลย


เวสลีย์  ชไนเดอร์ได้ชื่อว่าเป็นดัทช์ชี่ที่
เล่นได้โดดเด่นและคงเส้นคงวาที่สุด


Arjen Robben celebrates his fine goal with compatriot Wesley Sneijder as Real Madrid defeat Villarreal 1-0.
ทั้งชไนเดอร์และร็อบเบ็นไม่มีสิ่งใด
ที่ต้องพิสูจน์คลาสระดับโลกอีกแล้ว



ดัทช์ชีเริงร่าในราชันชุดขาวกับแชมป์ลาลีก้าฤดูกาล 2007-08

ชื่นชมและดีใจกับแชมป์ซูเปอร์โคป้าในปี 2008

เมื่อเชื่อมั่นว่ามาถูกทางแล้ว เชื่อมั่นว่าแมดริดเป็นสโมสรที่ถูกโฉลกกับดัทช์คอนเนคชั่น ชูสเตอร์จึงได้รับไฟเขียวให้เดินหน้าต่อไป  ดัทช์ชี่คนที่ 5 คนที่ 6 จึงได้ถูกซื้อเข้ามาสมทบ ชื่อชั้นของราฟาเอล ฟานเดอฟาร์ทย่อมอยู่ในแนวคลาสเดียวกับร็อบเบ็นและชไนเดอร์ ส่วนคลาส แยน ฮุนเดล่าร์คือดาวรุ่งที่มีแววจะเป็นฟานบาสเทนคนใหม่

ในฤดูกาล 2008-09เป็นฤดูกาลแห่งประวัติศาสตร์สำหรับรีล แมดริด เพราะมีนักเตะดัทช์ ชี่ร่วมทีมมากถึง 6 คน แต่ว่ากันว่า หากเลือกได้ นักเตะดัทช์เหล่านี้มีใจและอยากย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่ามากกว่า แต่เมื่อแคมป์นูไม่เปิดประตูต้อนรับ การเลือกมาร่วมทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งของโลกอย่างแมดริด จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าด้วยซ้ำ


คลาสของราฟาเอล ฟานเดอฟาร์ทไม่สามารถ
แปรเปลี่ยนเป็นฟอร์มที่เจิดจรัสได้
 
แยน ฮุนเตล่าร์ไม่สามารถสร้างชื่อให้
เป็นฟานบาสเทนคนใหม่ได้ 
  

ไม่เป็นไร....เราจะกอดคอร่วมชะตากรรมเดียวกัน


จากดาวรุ่งแห่งปี รอยส์เติน เดรนเธะ
กลายเป็นดาวดับในสีเสื้อราชันชุดขาว



ห้าดัทช์ชี่ที่ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็น
พลังสร้างความเกรียงไกรให้กับแมดริดได้


แต่การถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมของชูสเตอร์ในปลายปี 2008 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของดัทช์คอนเนค ชั่นในเบอร์นาบิวก็ว่าได้    เพราะนับตั้งแต่นั้น บรรดานักเตะดัทช์ชี่แต่ละคนเริ่มกลายเป็นส่วนเกินของทีม เริ่มเป็นที่รังเกียจและถูกมองข้ามฝีเท้าความสำคัญ เริ่มไม่มีตำแหน่งตัวจริง จนไม่เป็นที่ต้องการของผู้จัดการคนต่อๆมา

จุดจบของดัทช์คอนเนคชั่นชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงประธานสโมสรคนใหม่ในกลางปี 2009 ซึ่งมีจุดยืนที่ชัดเจนว่า รีล แมดริดไม่ต้องการดัทช์ชี่อีกต่อไป นักเตะดัทช์แต่ละคนเริ่มกระเด็นกระดอนไปคนละทิศคนละทาง สโมสรยอมขาดทุนกว่าสองพันล้านบาท เพียงเพื่อให้สามารถขายหรือระบายนักเตะดัทช์ทั้ง 6 คนออกไปให้เร็วที่สุด

และเมื่อเริ่มต้นฤดูกาล 2010-11 ภายใต้ผู้จัดการทีมคนใหม่คนดังอย่างโฮเซ่ มูรินโญ่  แมดริดไม่หลงเหลือนักเตะดัทช์ระดับโลกอีกเลย ส่วนรอยส์เติน เดรนเธะก็เรียกว่าหมดอนาคตในทีมไปแล้ว รอวันเวลาว่าเมื่อไหร่จะมีทีมไหนสนใจได้ตัวแบบชั่วคราวหรือซื้อไปเลย  

คงเป็นเรื่องน่าคิดน่าติดตามว่า อีกนานแค่ไหนกว่าที่นักเตะดัทช์ชี่ระดับมีคลาสจะมีโอกาสหวนกลับคืนสู่ถิ่นเบอร์นาบิว อีกครั้งหนึ่ง




คลิกอ่าน ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 3)

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 4) 

.

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...