30 เมษายน 2556

“พระวิหาร 4.6” - “ทักษิณ 4.6” : ความบังเอิญที่เหลือเชื่อ(?)

.



ในช่วงระหว่างที่มีการให้ปากคำต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(ศาลโลก)กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ 15-19 เมษายนที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า ประเด็นที่มีความอ่อนไหวและกังวลมากที่สุดสำหรับฝ่ายไทยก็คือ พื้นที่รอบๆบริเวณปราสาทประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่อาจจะต้องสูญเสียหรือตกเป็นของแก่กัมพูชาตามคำตัดสินของศาลโลก

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรบริเวณปราสาทพระวิหารดังกล่าว ซึ่งทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาต่างก็อ้างสิทธิอธิปไตยและความชอบธรรมเหนือพื้นที่บริเวณนี้  เกิดขึ้นเนื่อง มาจากรัฐบาลกัมพูชาเสนอให้รวมเอาทั้งตัวปราสาทและพื้นที่ทับซ้อนขึ้นเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียวในปี 2548

แรกเริ่มเดิมที รัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรและรัฐบาลฮุนเซนเห็นพ้องต้องกันว่า จะเสนอปราสาทพระวิหารให้ขึ้นเป็นมรดกโลกร่วมกัน แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ รัฐบาลไทยในขณะนั้นดูเหมือนจะใจดียินยอมให้กัมพูชายื่นปราสาทพระวิหารที่ครอบคลุมกินพื้นที่รอบบริเวณอีก 4.6 ตารางเมตรขึ้นเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้คัดค้านใดๆ

ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า ทำไมรัฐบาลไทยในขณะนั้นจึงเปลี่ยนท่าที? และทำไมจึงยินยอม(เสีย)แต่ฝ่ายเดียว?

การเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียวของกัมพูชาในปี 2548 ก่อนที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตรจะถูกรัฐประหารในปี 2549 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวาทกรรม 4.6 ตารางกิโลเมตรที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้





พื้นที่ 4.6 ตร.กม. ที่มีค่ามหาศาลมากกว่าเพียงแค่เงิน 4.6 หมื่นล้านบาท


วาทกรรม 4.6 ตารางกิโลเมตรกลายเป็นเป้าหมายทางการเมืองที่อ่อนไหวและเร่าร้อนมากขึ้น เมื่อมีการกล่าวหาว่า นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศในยุคสมัยนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช กำลังยกอธิปไตยใส่พาน ให้กัมพูชา และทำให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงกับการสูญเสียดินแดงบริเวณนี้ได้  ภายหลังลงนามในแถลงการณ์ไทย-กัมพูชาเมื่อกลางปี 2551      

จนกระทั่งล่าสุด ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องนายนพดลในความผิดที่ลงนามในแถลงการณ์ ข้างต้นโดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา จนอาจทำให้ประเทศไทยมีโอกาสสูญเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร

ความขัดแย้งเหนือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรดังกล่าว ร้อนแรงจนถึงขั้นนำไปสู่การเผชิญหน้าและการปะทะกันทางทหารระหว่างสองประเทศหลายต่อหลายครั้งในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และนำไปสู่ผลกระทบด้านอื่นๆอย่างมีนัยยะสำคัญ

ส่วนหนึ่ง กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประกาศถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกและคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโกในปี 2554

และส่วนสำคัญยิ่งก็คือ กลายเป็นมูลเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลกัมพูชายื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลกเป็นคำรบสอง ณ ปัจจุบันนี้

ประเด็นเรื่องพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างสองประเทศได้เป็นอย่างดี  และแน่นอนที่สุดว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาและโยงใยว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องนี้มากที่สุดก็คือคุณทักษิณ

มีการกล่าวหาว่า อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศคนนี้ อยู่เบื้องหลังชักใยปัญหาความยุ่งยากทั้งปวง และมีท่าทีสนับสนุนผลประโยชน์ของกัมพูชามากกว่าผลประโยชน์ของแผ่นดินแม่

กล่าวหาว่า รัฐบาลสมัคร สุนทรเวชเป็นรัฐบาลนอมินี จึงดำเนินการใดๆเพื่อประโยชน์ของคุณทักษิณเป็นสำคัญ  การลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาโดยคุณนพดล (ซึ่งเป็นคนสนิทของคุณทักษิณ) มีเงื่อนงำมีผลประโยชน์แอบแฝง   โดยเฉพาะสัมปทานน้ำมันและก๊าซที่รัฐบาลฮุนเซนของกัมพูชาเสนอให้ แลกกับท่าทีที่สนับสนุนกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว (ที่พ่วงเอาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเข้าไปด้วย)

กล่าวหาว่า คุณทักษิณมีพฤติกรรมที่ไม่รักชาติรักบ้านเกิดเมืองไทย และถือหางเข้าข้างศัตรูของประเทศ(?) เพราะพยายามสื่อพยายามบอกว่า  พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของกัมพูชามาตั้งนานแล้ว

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น มีการกล่าวหาว่า ท่าทีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรต่อกรณีพิพาทปราสาทพระวิหารในศาลโลก สอดคล้องเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับแนวคิดของของพี่ชาย ผู้มีอำนาจตัวจริงในพรรคเพื่อไทย

ในขณะเดียวกันประเด็นข้อถกเถียงที่ร้อนแรงที่สุดอีกประเด็นหนึ่งในการเมืองไทยในยุคสมัยรัฐบาลปัจจุบันก็คือ การนิรโทษกรรมทางการเมืองโดยมีคุณทักษิณเป็นเป้าหมายสำคัญแรกสุด





เงิน 4.6 หมื่นล้านบาท : ถูกปล้น ถูกยึด หรือถูกปรับชดเชย?



ภายใต้แผนการนิรโทษกรรมดังกล่าวนั้น  ว่ากันว่าความหวังความปรารถนาสุดสุดของคุณทักษิณก็คือ กลับประเทศไทยและได้เงินจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทคืน หลังจากถูกศาลแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ให้ยึดและตกเป็นของแผ่นดินในข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มบริษัทของตัวเอง

หากยังจำกันได้ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 วาทกรรม4.6 หมื่นล้านบาทกลายเป็นประเด็นของการต่อสู้และหาเสียงทางการเมืองที่ร้อนแรงและอ่อนไหวอย่างยิ่งควบ คู่กับวาทกรรม4.6 ตารางกิโลเมตรที่มีการเชื่อมโยงกับคุณทักษิณอย่างชัดเจนที่สุด

กลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่ทิ่มแทงและหลอกหลอนคุณทักษิณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีการต่อยอดเพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างเต็มที่ และกำหนดเป็นทางเลือกเป็นขาวเป็นดำที่ชัดเจนที่สุดให้กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ณ เวลานั้น

มีการรณรงค์หาเสียงสร้างวาทกรรมเพื่อหวังผลทางการเมืองว่า ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองที่ยกดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรให้กัมพูชา(?) หรือ  พรรคการเมืองที่ปกป้องอธิปไตยดินแดนส่วนนี้(?)   และคนไทยจะเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทให้แก่คุณทักษิณ(?) หรือ  พรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบายล้างความผิดเพื่อคืนเงินส่วนนี้ให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้(?)

ต้องถือเป็นความบังเอิญอย่างยิ่งที่ตัวเลข   4.6เข้ามาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับชีวิตของคุณทักษิณและการเมืองไทยอย่างเด่นชัดขนาดนี้ เรียกว่า มีเส้นบางๆที่แบ่งแยกระหว่าง ความบังเอิญ เจตนาและทฤษฏีสมคบคิดจนแยกไม่ออก

ภายใต้ทฤษฏีสมคบคิด (ที่ฝ่ายคุณทักษิณอาจให้น้ำหนักในเรื่อง เจตนา มากกว่า ความบังเอิญ”) นั้น ประเด็น4.6 หมื่นล้านบาทซึ่งเกิดขึ้น 19 เดือนภายหลังประเด็น4.6 ตารางกิโลเมตร”  มีความหมายว่า 4.6 หมื่นล้านบาทคือค่าความเสียหายหรือเงินชดเชยสำหรับความสูญเสีย4.6 ตารางกิโลเมตรที่ต้องมีคนรับผิดชอบ(?)

การสมคบคิดยินยอมให้ฝ่ายกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก(ที่เชื่อว่า)พ่วงเอาพื้นที่รอบๆอีก 4.6 ตารางกิโลเมตรเข้าไปด้วย อาจจะเป็นมูลเหตุที่ทำให้ถูกยึดทรัพยจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท (อย่างน่าบังเอิญ บนฐานความเชื่อว่า เมื่อทำให้เสีย ก็ต้องเสียด้วย(?)”

ในขณะเดียวกัน โอกาสที่คุณทักษิณจะได้เงิน 4.6 หมื่นล้านบาทกลับคืนนั้นค่อนข้างน้อยมาก ดังนั้น บนความคิดที่ว่า ไหนๆจะเสีย ก็ต้องทำให้เสียด้วย”  จึงผลักดันสนับสนุนให้กัมพูชาได้ดินแดน 4. 6 ตารางกิโลเมตรนี้ไปเสียเลย โดยอาศัยยืมมือศาลโลก(?) ตามที่มีการกล่าวหากัน

ในท้ายที่สุด ถึงแม้ว่า ประเด็น 4.6จะไม่ได้มีอิทธิพลชี้ขาดผลการเลือกตั้งในทางที่เป็นผลเสีย หาย และพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะปลอดภัยจากเชื้อ 4.6ได้โดยเด็ดขาด ตราบเท่าที่ศาลโลกยังไม่ตัดสินเกี่ยวกับกรณีพิพาทพื้นที่รอบๆบริเวณปราสาทพระวิหาร

บางที ด้วยความเป็นประเด็นที่อ่อนไหวสามารถจุดติดได้ทุกเมื่อ เชื้อ 4.6อาจจะถูกสะกิดให้ลุกลามและหลอกหลอนคุณทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อถึงวันเวลาที่ศาลโลกจะมีคำตัดสินออกมา

และหากคำตัดสินของศาลโลกเป็นคุณเป็นประโยชน์จนถึงขั้นทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรแก่กัมพูชา  เมื่อนั้น เชื้อ 4.6อาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยน จุดต่ำ หรือจุดจบของคุณทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในอนาคตก็เป็นได้





.

15 เมษายน 2556

กรณีพิพาทพระวิหาร - ความบังเอิญหมายเลข 15

.


15 ตุลาคม 2503 เริ่มต้นกระบวนการพิจารณาร้องขอของฝ่ายกัมพูชาต่ออำนาจอธิปไตยของปราสาทพระวิหาร

15 มิถุนายน 2505  ศาลโลกตัดสินใ้ห้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร


15 กรกฎาคม 2505 ฝ่ายไทยได้นำเสาธงไทยออกจากพื้นที่และถอนกำลังทหารและตำรวจออกจากปราสาท




 

15 มกราคม 2506 สมเด็จเจ้าสีหนุทำพิธีเฉลิมฉลองพร้อมทั้งปักธงชาติกัมพูชาเพื่อเป็นการยืนยันว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา

15 เมษายน 2556 เวลา 15.00 น. ศาลโลกเริ่มต้นกระบวนการให้ปากคำในการพิจารณาข้อพิพาทเหนือพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร


15 ตุลาคม 2556  ทฤษฏีสมคบคิดจะมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น หากศาลโลกประกาศคำตัดสินในกรณีพิพาทครั้งที่ 2 นี้ (ตามความต้องการของฝ่ายกัมพูชา?) โดยฝ่ายกัมพูชาอาจจะวาดหวังว่า จะได้รับประกาศให้เป็นผู้ชนะอีกครั้งในวันที่ครบรอบ 1 ปีของการเสด็จสวรรณคตของสมเด็จเจ้าสีหนุ ผู้ริเริ่มนำเรื่องพระวิหารเข้าสู่กระบวนการของศาลโลก และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาต้องพะวงอยู่กับเรื่องปราสาทพระวิหารไม่จบไม่สิ้นตลอดระยะเวลา 51 ปีที่ผ่านมา



.

6 เมษายน 2556

พระวิหารพิพาท: ฤาจะสู้เพื่อแพ้(?)

.


ตามกำหนดการแล้ว ทีมทนายของฝ่ายไทยจะเข้าให้ข้อมูลด้วยวาจาต่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) พร้อมตอบโต้ประเด็นที่ทางฝ่ายกัมพูชาเสนอให้มีการพิจารณาตี ความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารในประเด็นว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนบริเวณรอบๆในช่วงวันที่ 15-19 เมษายน ศกนี้

เพราะฉะนั้นแล้ว  ช่วงเวลาดังกล่าวย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย  เพราะการต่อสู้ทางกฎหมายดังกล่าวจะเป็นฐานนำไปสู่การพิพากษาตัดสินของศาลโลกในช่วงปลายปีนี้

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลแพ้ชนะในครั้งนี้ก็คือทีมทนายและที่ปรึกษาทางกฎหมาย มีบทเรียนหลายๆประการที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อห้าทศวรรษที่แล้วที่สามารถนำมาเทียบเคียงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันได้พึงพิจารณาและตระหนักถึงความสำคัญ

ในช่วงปี 2502-2505  ฝ่ายไทยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชเป็นหัวหน้าคณะทีมกฎหมาย ในหนังสือบันทึกความทรงจำเรื่อง ชีวลิขิตหม่อมเสนีย์เปิดเผยว่า ไม่ได้เต็มใจหรือมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ตั้งแต่แรก เนื่องจาก ขาดความชำนาญ ไม่เคยว่าความศาลโลก  และเกรงว่า จะต้องเสียชื่อในทางกฎหมาย ซึ่งได้รักษาด้วยดีตลอดมา  หากเกิดฝ่ายไทยพลาดพลั้งแพ้ขึ้นมา

แต่สุดท้ายเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ หม่อมเสนีย์ก็จำยอมจำใจยอมรับในบทบาทการเป็นหัวหน้าคณะทนายฝ่ายไทย โดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้แต่งตั้งทนายฝรั่งผู้เชี่ยวชาญ 3 คนร่วมทีมทางกฎหมายเพื่อช่วยเหลือหม่อมเสนีย์ในการต่อสู้คดี



หม่อมเสนีย์ในวันที่รับภาระกิจแห่งประวัติศาสตร์


เมื่อเทียบกับดร.วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์คนปัจจุบันซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมทนายความในวันนี้ จะเห็นถึงโปรไฟล์หรือประสบการณ์ที่แตกต่างจากหม่อมเสนีย์เมื่อ 50กว่าปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัดในหลายๆประการ 

ถึงแม้ว่าจะไม่เคยมีประวัติยิ่งใหญ่เคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี หรือมีบทบาทสำคัญในคณะเสรีไทยในการเจรจากับต่างประเทศ หรือเป็นสุดยอดทนายว่าความในประเทศเหมือนเช่นหม่อมเสนีย์  แต่ต้องถือว่า ดร.วีรชัยคนนี้มีประสบการณ์ในหน้าที่การงานโดยตรง มีความเชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศอย่างช่ำชอง  สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจากฝรั่งเศสซึ่งถือว่ามี มูลค่าเพิ่มในศาลโลกมากกว่าการสำเร็จการศึกษาจากอังกฤษของหม่อมเสนีย์   ดร.วีรชัยเคยผ่านตำแหน่งอธิบดีกรมสนธิ สัญญาและกฎหมายรวมทั้งเคยทำหน้าที่อยู่ในองค์คณะเพื่อระงับข้อพิพาทในองค์กรการค้าโลก(WTO) และคุ้นเคยกับการทำหน้าที่ในศาลโลกมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ดร.วีรชัยมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องเขตแดนรวมทั้งคลุกคลีใกล้ชิดกับการทำงานด้านชายแดนไทย-กัมพูชามากว่า 10 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่หม่อมเสนีย์ไม่มี



หนึ่งเดียวแห่งความหวัง - ดร.วีรชัยกับภาระกิจครั้งสำคัญในปัจจุบัน


 สำหรับการเตรียมตัวเพื่อสู้คดีนั้น หม่อมเสนีย์(เคย)เปิดเผยว่า การรับเป็นทนายเกิดอุปสรรคตั้งแต่เริ่มต้น โดยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ก่อ   ในขณะที่ดร.วีรชัยดูเหมือนว่าจะโชคดีกว่า เพราะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ก็ตาม  มีเอกสารข้อมูลที่เพียบพร้อมกว่าเมื่อเทียบกับหม่อมเสนีย์ที่เรียกว่าเริ่มต้นจากศูนย์

ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือท่าทีของดร.วีรชัยที่แทบจะไม่เคยแสดงออกหรือเป็นที่รับรู้ว่าอึดอัดหรือกระอักกระอ่วนใจที่จะรับผิดชอบในภาระกิจนี้  เพราะฉะนั้นแล้ว คงไม่เป็นการกล่าวเกินเลยไปที่จะสรุปปักธงว่า หัวหน้าคณะฝ่ายไทยคนปัจจุบันเต็มใจ มีความพร้อมและประสบการณ์โดยตรง(ที่เกี่ยวกับกรณีพิพาท) มากกว่าหม่อมเสนีย์อย่างแน่นอน  เรียกว่า การเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้แบบไม่มีอะไรต้องเสีย หรือไม่เคยถูกมองว่ามีแรงจูงใจ(แอบแฝง)เหมือนเช่นกรณีของหม่อมเสนีย์ที่วาดหวังจะเป็นฮีโร่เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ

ในช่วงปี 2502-2505 รัฐบาลได้พิจารณาแต่งตั้งผู้เชี่ยว ชาญชาวอังกฤษ เบลเยี่ยมและอเมริกันซึ่งไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ให้เข้าร่วมอยู่ในทีมเพื่อต่อสู้ทางกฎหมายกับฝ่ายกัมพูชา แต่เมื่อพิจารณาฝั่งของฝ่ายกัมพูชาแล้ว จะเห็นข้อแตกต่างและสะท้อนให้เห็นว่า กัมพูชาโดยสมเด็จพระสีหนุเข้าใจศาลโลกเป็นที่สุดบนสมมติฐานที่ว่า ศาลโลกเป็นศาลการเมือง บิดเบือนกฎหมายแล้วแต่สถานการณ์ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องไม่แปลก (แต่ฝ่ายไทยไม่ตระหนัก?) ว่าทำไม ฝ่ายกัมพูชาจึงต้องการและโชคดีได้ดีน แอชชิสัน (Dean Acheson) มาเป็นกุนซือใหญ่   


ดิน แอชชิสัน(ที่สองจากขวา) ในวันที่พบกับวินสตัน เชอร์ชิล ผู้นำอังกฤษ

ด้านหนึ่ง แอชชิสันมีพื้นฐานทางด้านกฎหมายอย่างแน่นอน แต่ที่ทำให้แอชชิสันแตกต่างจากบรรดาทนายหรือที่ปรึกษาทางกฏหมายคนอื่นๆทั้งหมดก็คือแบ๊คกราวด์ทางด้านระหว่างประเทศ กล่าวได้ว่า แอชชิสันเป็นผู้มีบทบาทและอิทธิพลที่สำคัญอย่างยิ่งในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในช่วงระหว่างปี1949-1953 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามเย็นก่อร่างเป็นรูปธรรมชัดเจน

ว่ากันว่า แอชชิสันคือผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯมากที่สุดกว่าทศวรรษ เป็นเจ้าของความคิดโครงการมาร์แชลล์ในการฟื้นฟูยุโรป และถูกเรียกขานว่าเป็น สถาปนิกของสิ่งที่เรียกว่า สงครามเย็น

หากยึดเอาความเชื่อของหม่อมเสนีย์ที่ว่า ศาลโลกเป็นศาลการเมือง บิดเบือนกฎหมายแล้วแต่สถานการณ์และ ปลายปากกาของคนที่เป็นผู้พิพากษา จะเขียนคำพิพากษาเป็นอย่างไรก็ได้ก็จะเห็นอิทธิพลและความสำคัญของแอชชิสันอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น  แอชชิสันคือความแตกต่างระหว่างทีมทนายฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา ว่ากันว่า อิทธิพลบารมีของแอชชิสันมากถึงขนาดที่สามารถฟันธงได้ว่า แอชชิสันอยู่ฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นมีโอกาสชนะสูง 

การพิจารณาเลือกดีน แอชชิสันของฝ่ายกัมพูชาจึงเป็นการตัดสินใจเลือกที่ชาญฉลาดที่สุดแล้ว

 จะเห็นได้ว่า ในการต่อสู้ทางกฎหมาย ณ ปีพ.ศ.ปัจจุบันนี้ จะไม่มีบุคคลระดับ ดีน แอชชิสันที่สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่างสองฝ่าย  ฝ่ายไทยทั้งในยุค 2505 และยุคปัจจุบันที่ดูเหมือนจะให้ความสำคัญเฉพาะมิติทางนิติศาสตร์เป็นหลักเพียงด้านเดียวจนละเลยความสำคัญในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะทางรัฐศาสตร์ ที่อาจจะเป็นปัจจัยชี้ขาดผลแพ้ชนะทางคดีก็ได้

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะเห็นได้ว่า ที่ปรึกษากฎหมายต่างประเทศที่เป็นทนายของฝ่ายไทยทั้ง 3 คนนั้นล้วนแต่เป็นศาสตราจารย์ด้านกฏหมายระหว่างประเทศ   โดยกระทรวงการต่างประเทศ(อ้างว่า)พิจารณาจากคุณสมบัติและความสามารถที่โดดเด่นเป็นหลัก รวมถึงการยอมรับในระดับสากลด้วย  ที่น่าสนใจก็คือ ดูเหมือนว่าที่ปรึกษาทางกฎหมายทั้ง 3 ท่านที่ร่วมเป็นทนายให้แก่ฝ่ายไทยนั้น มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทางด้านเขตทะเลเป็นหลัก  

ศาสตราจารย์เจมส์ ครอว์ฟอร์ด (James Crawford) ชาวออสเตรเลียน ที่กระทรวงการต่างประเทศเชื่อมั่นว่าเป็นคนเก่งเรื่องแผนที่และพรมแดนมากที่สุดคนหนึ่ง เคยเป็นทนายความให้มาเลเซียในศาลโลกชนะอินโดนิเซียกรณีพิพาทเหนืออธิปไตยเกาะ Sipandan และ Ligitan ในปี 2002 และล่าสุด เป็นทนายให้มาเลเซียแพ้สิงคโปร์ในกรณีพิพาทเกาะ Pulau Batu Puteh เมื่อปี 2551  

ศาสตราจารย์อแลง เเปลเล่ต์ (Alain Pellet) ชาวฝรั่งเศส มีประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายหรือทนายในศาลโลกกว่า 37 กรณี เรียกว่าเป็นขาประจำคนคุ้นเคยของศาลโลก  ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา สร้างชื่อและได้รับการยอมรับในความเก่งกาจในกรณีพิพาททางทะเลเป็นหลัก โดยเฉพาะเคยร่วมเป็นทนายให้อินโดนิเซียแพ้แก่มาเลเซียในกรณีพิพาทเหนือเกาะ Sipandan และ Ligitan และเป็นทนายให้สิงคโปร์ชนะมาเลเซียในกรณีเกาะ Pulau Batu Puteh ในทั้ง 2 กรณีนี้ จะเห็นได้ว่า ที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายทั้ง 2 คนนี้ต่างก็เคยเป็นทนายยืนกันคนละฝั่งมาก่อน

อีกคนหนึ่งคือ ศาสตราจารย์โดนัลด์ เอ็ม แม็คเรย์ชาวนิวซีแลนด์/แคนาดา มีประสบการณ์ล่าสุดในการเป็นทนายให้ฝ่ายสุรินัมในกรณีพิพาทน่านน้ำทะเลกับกายอาน่ารวมทั้งเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย
ให้แก่แคนาดาในกรณีพิพาททางทะเลกับสหรัฐฯ และระหว่างแคนาดากับฝรั่งเศส

เพราะฉะนั้นแล้ว การที่ฝ่ายไทยพิจารณาเลือกผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เป็นทนายในกรณีพิพาททางด้านเขตทะเลเป็นหลัก ทั้งๆที่กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารเป็นเรื่องพรมแดนทางบก อาจจะส่งผลกระทบทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบก็เป็นได้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศอาจจะมองข้ามมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ได้คิดว่าจะเป็นข้อเสียเปรียบจนเกิดความเสียหายได้

ในขณะที่ทีมทนายต่างประเทศของฝ่ายกัมพูชาได้แก่ เซอร์แฟรงคลิน เบอร์มัน (Sir Franklin Berman) ชาวอังกฤษ  ศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก โซเริล (Jean-Marc Sorel) และร๊อดมัน บันดี้ (Rodman Bundy)  ซึ่งโดยโปรไฟล์แล้ว ดูเหมือนจะมีประสบการณ์ความชำนาญที่หลากหลายกว่าทีมฝ่ายไทย โดยเฉพาะประสบการณ์ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างประเทศและข้อพิพาทเขตแดนระหว่างรัฐ

ความน่าสนใจอยู่ที่กรณีของร๊อดมัน บันดี้ที่เคยเป็นทนายร่วมทีมเดียวกันให้กับฝ่ายสิงคโปร์ร่วมกับศาสตราจารย์ อแลง เเปลเล่ต์ในข้อพิพาทกับมาเลเซีย และเคยเป็นทนายให้ฝ่ายยูเครนต่อสู้ทางกฎหมาย(แพ้ให้)กับฝ่ายโรมาเนียที่มีศาสตราจารย์อแลง เเปลเล่ต์เป็นทนายให้  ที่สำคัญระคนความแปลกก็คือ ณ ปัจจุบันนี้ ทั้งร๊อดมัน บันดี้และศาสตาจารย์อแลง เเปลเล่ต์เป็นทีมทนายร่วมอยู่ในฝ่ายเปรูต่อสู้ทางกฎหมายกับชิลี และต้องแยกอยู่คนละทีมคนละฝ่ายในกรณีพิพาทปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา


เจตนารมณ์ของบทความชิ้นนี้ ไม่ได้เพื่อ ตีตนไปก่อนไข้แต่เพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของคณะทนายและที่ปรึกษาทางกฏหมายที่ดูเหมือนว่าสาธารณชนตลอดจนวงวิชาการและนักกฏหมายระหว่างประเทศจะมองข้ามไป 


คำแถลงของจอมพลสฤษดิ์หลังทราบผลคำตัดสินของศาลโลกในปี 2505



"ยิ่งลักษณ์"จะสร้างประวัติศาสตร์อย่างไรกับกรณีพระวิหาร?


ในปี 2505 เราเคยพลาดพลั้งมีบทเรียนมาแล้ว เพราะจอมพลสฤษดิ์เชื่อมั่นตามคำหวานของทีมที่ปรึกษาต่างประเทศว่าฝ่ายไทยจะเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน และตามคำรายงานของหม่อมเสนีย์ที่ยืนยันว่า ไทย(จะ) ชนะ 300 เปอร์เซนต์ โดยเอา หัวของเจ้ากรมแผนที่ เป็นประกันแต่ในปี 2556 ความมั่นใจของฝ่ายไทยดูเหมือนจะลดระดับลงไปอย่างเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศเชื่อมั่นว่า  ถ้า(ศาล)ตัดสินให้เสมอก็แปลว่าไทยเราชนะ    ซึ่งก็คือความหมายของคำพูด "ไม่เจ๊าก็เจ๊ง ที่เคยสร้างความหวั่นวิตกกังวลใจให้กับคนไทยทั้งประเทศจนเกิดกระแสเข้าใจ(ผิด) และกล่าวหารัฐบาลว่ากำลัง สู้เพื่อแพ้  

ในขณะที่คณะทีมกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศค่อนข้างมั่นใจว่าผลลัพธ์(คำตัดสิน)จะกระทบด้านลบต่อไทยน้อยมาก แบบว่า ไม่มีอะไรจะได้ และ ไม่มีอะไรจะเสีย

ถึงที่สุดแล้ว วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เจตนารมณ์และข้อเท็จจริงนี้




 ทฤษฏี "คอนโดมิเนียม" กับปัญหาปราสาทพระวิหาร


.

16 มีนาคม 2556

คดีปราสาทพระวิหาร: ข้อคิดและแนวทางต่อสู้ทางกฎหมาย

.




PACIS TUTELA APUD JUDICEM - การส่งเสริมสันติภาพเป็นภาระหน้าที่ของผู้พิพากษา

เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๕๓ ราชอาณาจักรกัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก)ให้ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้วในปี พ.ศ.๒๕๐๕ พร้อมกับมีคำขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศออกมาตรการฉุกเฉินจำนวน ๓ ประการ ได้แก่
ประการที่หนึ่ง ให้รัฐบาลไทยต้องถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่พิพาทรอบปราสาทพระวิหารทันที
ประการที่สอง  ห้ามรัฐบาลไทยเคลื่อนไหวทางการทหารที่มีผลกระทบต่อสิทธิของราชอาณาจักรกัมพูชา
ประการที่สาม  ห้ามสร้างความขัดแย้งชายแดนจนกว่าศาลโลกจะตีความคำพิพากษาเสร็จสมบูรณ์
ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ศาลโลกได้มีคำสั่งจำนวน ๗ ประการ โดยแยกเป็นคำสั่งมาตรการชั่วคราวจำนวน ๔ ประการ และคำสั่งทั่วไปจำนวน ๓ ประการ ได้แก่  

คำสั่งมาตรการชั่วคราว(provisional measures order) จำนวน ๔ ข้อ ประกอบด้วย
หนึ่ง  ให้ทั้งไทยและกัมพูชา ถอนกำลังทหารออกจากเขตปลอดทหารชั่วคราว (provisional demilitarized zone) ทันที ตามร่างแผนที่(sketch map)ที่ศาลโลกได้กำหนด รวมทั้งห้ามทั้งไทยและกัมพูชาวางกำลังทหารในเขตหรือดำเนินกิจกรรมทางอาวุธใดๆที่มุ่งหมายไปยังเขตดังกล่าว
สอง  ให้ไทยแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ให้ขัดขวางกัมพูชาในการเข้าถึงปราสาทพระวิหารอย่างอิสระ(free access) รวมทั้งการส่งเสบียง (fresh supplies /ravitailler)ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่มิใช่ทหารของฝ่ายกัมพูชาในปราสาทพระวิหาร
สาม  ให้ทั้งไทยและกัมพูชาร่วมมือกันตามกรอบของอาเซียน และต้องอนุญาตให้คณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนสามารถเข้าไปยังเขตปลอดทหารชั่วคราวดังกล่าวได้ และ
สี่  ให้ทั้งไทยและกัมพูชาละเว้นจากกิจกรรมใดๆที่จะทำให้สถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างกันเลวร้ายหรือรุนแรงมากขึ้น หรือทำให้ปัญหาข้อพิพาทมีความยากลำบากยิ่งขึ้นในการที่จะแก้ไข

คำสั่งทั่วไป จำนวน ๓ ข้อ  ประกอบด้วย
หนึ่ง สั่งไม่จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (ศาลโลกรับคดีนี้ไว้พิจารณา)
สอง  ให้ทั้งไทยและกัมพูชาต้องรายงานให้ศาลโลกทราบถึงการปฏิบัติตามมาตรการชั่วคราวที่ศาลโลกสั่งทั้งสี่ประการ  และ
สาม  สั่งว่าศาลโลกยังคงสามารถพิจารณาประเด็นใดๆที่มีสาระเกี่ยวข้องกับมาตรการชั่วคราวต่อไปได้ จนกว่าศาลโลกจะมีคำพิพากษากรณีที่ทางกัมพูชาร้องขอให้ศาลโลกตีความตามคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ.๒๕๐๕
โดยศาลโลกอาจเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขคำสั่งที่เกี่ยวกับมาตรการชั่วคราวที่ศาลโลกมีคำสั่งไว้ได้หากมีเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงใหม่ ที่ทั้งไทยและกัมพูชาหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอให้ศาลโลกพิจารณา 

ทั้งนี้  ทั้งไทยและกัมพูชาก็ได้ปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลโลกโดยเฉพาะการถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ที่ศาลโลกเรียกว่าเขตปลอดทหารชั่วคราว ซึ่งเป็นพื้นที่ตามที่ปรากฏในร่างแผนที่ที่ศาลโลกได้กำหนด  นั่นคือพื้นที่บริเวณโดยรอบตัวปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียงบางส่วน  ซึ่งโดยพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่ในร่างแผนที่ที่ศาลโลกกำหนดให้ถอนทหารจะอยู่ในเขตแดนของไทยและพื้นที่ส่วนน้อยจะอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา โดยการเจรจาและท่าทีที่เป็นมิตรต่อกันทั้งของกัมพูชาและไทยที่ผ่านมาก็ทำให้เห็นภาพความร่วมมือระหว่างสองประเทศดำเนินการไปด้วยดี   






เขาพระวิหาร -อาถรรพ์แห่งความขัดแย้ง




ในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๖ ศาลโลกได้กำหนดวันนัดพิจารณาคดีดังกล่าวในศาลที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์  ทางกัมพูชาก็จะมีการส่งทีมงานกฏหมายนำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์เพื่อให้ศาลเห็นและมีคำสั่งหรือมีคำพิพากษาให้เป็นตามที่กัมพูชาร้องขอ และในขณะเดียวกันไทยเราก็จะส่งทีมงานกฏหมายนำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์หักล้างคำร้องขอของกัมพูชาเพื่อให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของกัมพูชาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
ทีมงานกฏหมายไทยจะนำสืบหักล้างอย่างไรให้ศาลโลกเห็นพ้องด้วยกับฝ่ายเราจนศาลมีคำสั่งยกคำร้องของกัมพูชาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ผู้เขียนเห็นว่ามีข้อพิจารณา ๔ ประการที่ทีมกฏหมายของไทยควรจะต้องให้ความสำคัญ ประกอบด้วย

ประการแรก   ในปี พ.ศ.๒๕๐๕ การต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ฝ่ายไทยได้โต้แย้งคัดค้านเขตอำนาจศาลโลก(Preliminary Objection)ด้วย แต่เมื่อศาลโลกได้มีคำพิพากษาให้ฝ่ายกัมพูชาชนะคดีดังกล่าวซึ่งได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาแห่งคดีแล้ว  ขั้นตอนหลังจากศาลโลกมีคำพิพากษาแล้ว(Post Adjudicative Phrase)ไม่มีหน่วยงานที่จะทำหน้าที่บังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา (Enforcement Unit)โดยตรงเหมือนศาลยุติธรรมภายในประเทศ แต่กฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ ๙๔(๒) กำหนดให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(UN Security Council) มีดุลพินิจ(Discretion) ในการที่จะออกคำแนะนำ(Recommendation) หรือมาตรการ (Measure) เพื่อให้คำพิพากษาศาลโลกมีผลใช้บังคับได้  เนื่องจากกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ ๙๔(๑) บัญญัติให้ รัฐที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา ซึ่งคดีนี้ศาลโลกเองก็ไม่ได้มีการออกคำบังคับเพื่อให้มีการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา(Enforcement) แต่ประการใด แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยสมัยนั้นก็ได้มีหนังสือไปถึงเลขาธิการสหประชาชาติว่าไทยยอมรับที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งผลที่เกิดขึ้นเท่ากับว่าฝ่ายไทยยอมรับเขตอำนาจศาลโลกแบบคำประกาศฝ่ายเดียวหรือเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาฝ่ายเดียว (Single Compliance )ในเฉพาะคดีดังกล่าวเท่านั้น และไทยเราก็ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลโลกคดีดังกล่าวแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๕ ในฐานะสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาติ ซึ่งจนถึงขณะนี้ระยะเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านพ้นมาเป็นเวลากว่า ๕๐ ปีแล้ว
  
ประการที่สอง  ภายหลังจากศาลโลกมีคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารโดยใช้หลักกฏหมายปิดปาก (estoppel) ที่ศาลยกประเด็นว่าไทยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านแผนที่ระวางอัตรา ๑ :๒๐๐,๐๐๐ ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นในสมัยที่กัมพูชาเป็นประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศส  มีผลเท่ากับว่าไทยยอมรับที่จะผูกพันตามแผนที่ดังกล่าวมาพิพากษาให้ไทยแพ้คดีแล้ว ไทยก็ได้ให้การยอมรับปฎิบัติจนครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลโลกทุกประการในฐานะของสมาชิกสหประชาชาติที่ดี   โดยยอมรับว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา และรัฐบาลไทยในขณะนั้นก็ได้มีหนังสือเพื่อตั้งข้อสงวนสิทธิ์และดำเนินการล้อมรั้วลวดหนามรอบตัวปราสาทพระวิหารเพื่อกำหนดให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นที่บริเวณภายนอกโดยรอบตัวปราสาทพระวิหารเป็นของไทย และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทางรัฐบาลกัมพูชาก็ไม่เคยมีการอุทธรณ์คำพิพากษา และไม่เคยโต้แย้งหรือท้วงติงว่าการกระทำดังกล่าวของไทยเป็นการละเมิดคำพิพากษาและเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชาแต่ประการใด 


พระวิหาร - เรื่องกลุ่มใจสุดๆของรัฐมนตรีต่างประเทศ




การที่กัมพูชาไม่เคยอุทธรณ์คำพิพากษาคดี ปราสาทพระวิหารและไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้านการล้อมรั้วลวดหนามรอบตัวปราสาท พระวิหารเพื่อกำหนดให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นที่บริเวณภายนอกโดยรอบตัว ปราสาทพระวิหารเป็นของไทย  เพราะฉะนั้น ผลทางกฏหมายก็เท่ากับว่าฝ่ายกัมพูชายอมรับมาตลอดแล้วว่าเฉพาะตัวปราสาทพระ วิหารเป็นของกัมพูชาและพื้นที่โดยรอบตัวปราสาทพระวิหารเป็นของไทยมาโดยตลอด  ดังนั้น  หากคำพิพากษาศาลโลกมีมาตรฐาน หลักกฎหมายปิดปากที่ศาลโลกเคยใช้ในคดีดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕ ก็(ควร)จะต้องถูกยกขึ้นมาอ้างอิงและใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้ด้วยเช่นกัน 

ประการที่สาม  การแสดงให้เห็นว่ามีการยอมรับเขตอำนาจศาลโลก สามารถกระทำได้ ๒ แนวทางคือ แนวทางแรก  เป็นการยอมรับอำนาจเขตศาลแบบคำประกาศฝ่ายเดียว และแนวทางที่สอง เป็นการยอมรับเขตอำนาจศาลแบบทำความตกลงเป็นพิเศษ(Special Agreement) โดยรัฐที่เป็นคู่พิพาทยินยอมพร้อมใจหรือตกลงกันให้นำเสนอข้อพิพาทให้ศาลโลก พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ปัจจุบันไทยไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยศาลโลก เพราะความเป็นภาคีสมาชิกของไทยสิ้นสุดลงพร้อมกับคำพิพากษาศาลโลกที่ตัดสิน ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๐๕ แล้ว หลังจากนั้นต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันไทยก็ยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกของ ศาลโลกอีก และไทยก็ไม่ได้มีการแสดงให้เห็นว่า มีการยอมรับเขตอำนาจศาลโลก ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับอำนาจเขตศาลแบบคำประกาศฝ่ายเดียว หรือเป็นการยอมรับเขตอำนาจศาลแบบทำความตกลงเป็นพิเศษ

ประการสุดท้าย การยื่นคำร้องของกัมพูชาครั้งนี้เพื่อให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระ วิหารที่เคยตัดสินไปแล้วในปี พ.ศ.๒๕๐๕ ดังกล่าวจะถือว่าเป็นการเสนอข้อพิพาทขึ้นใหม่ของกัมพูชา หรือเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษา ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเด็นหลักที่ฝ่ายกัมพูชามุ่งประสงค์ให้ศาลโลกวินิจฉัยตาม คำร้องคดีนี้นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพื้นที่โดยรอบตัวปราสาทพระวิหาร ไม่ใช่ให้วินิจฉัยชี้ขาดตัวปราสาทพระวิหารโดยตรง ดังนั้นการยื่นคำร้องคดีดังกล่าวจึงไม่เป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาเนื่องจากคดี เดิมนั้นได้ล่วงพ้นระยะเวลามาเกินกว่าสิบปีแล้วและคดีดังกล่าวก็ได้ถึงที่ สุดไปแล้ว และไม่ใช่เป็นการเสนอข้อพิพาทขึ้นใหม่เนื่องจากการยื่นคำร้องของกัมพูชา ครั้งนี้เป็นเพียงการขอให้ศาลโลกอธิบายคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารที่เคยตัดสินไปแล้วในปี พ.ศ.๒๕๐๕ ดังกล่าวว่า จริงๆแล้วคำพิพากษาคดีดังกล่าวกินความรวมถึงพื้นที่อื่นๆ(ตามร่างแผนที่แนบท้ายคำร้องของกัมพูชา) ที่อยู่โดยรอบตัวปราสาทพระวิหารด้วยหรือไม่เท่านั้น  ซึ่งการยื่นคำร้องขอให้ศาลอธิบายคำพิพากษาตามหลักกฏหมายทั่วไปจะกระทำได้ก็ต่อ เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่เข้าใจคำพิพากษาและไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้ถูกต้องตามคำพิพากษาได้ และการยื่นคำร้องขอให้อธิบายคำพิพากษากรณีที่มีคู่ความทั้งสองฝ่ายคู่ความทั้งสองฝ่ายจะต้องเป็นผู้ยื่นคำร้องร่วมกัน แต่คดีนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ศาลอธิบายคำพิพากษา เนื่องจากคำพิพากษาในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีโดยชัดแจ้งแล้ว โดยทั้งไทยและกัมพูชาเข้าใจคำพิพากษาดีโดยไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์หรือโต้แย้งคัด ค้านคำพิพากษาคดีดังกล่าวและไทยก็ได้ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษาอย่าง ครบถ้วนแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๕ ซึ่งกัมพูชาก็ยอมรับมาโดยตลอดและไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้านการล้อมรั้วลวด หนามรอบตัวปราสาทพระวิหารเพื่อกำหนดให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา  ส่วนพื้นที่บริเวณภายนอกโดยรอบตัวปราสาทพระวิหารเป็นของไทย หากศาลโลกจะวินิจฉัยในเรื่องของพื้นที่ดังกล่าวอีกก็จะไม่เป็นการอธิบายคำ พิพากษาแต่จะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดก้าวล่วงเข้าไปในเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่อง เขตแดนโดยไม่มีกฏหมายที่จะให้อำนาจศาลโลกกระทำได้


พระราชวังสันติภาพ - สถานที่ตั้งของศาลโลก - คำตัดสินที่จะนำสู่สันติภาพ?





การวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ของศาลโลกจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า ศาลโลกจะเป็นศาลที่ส่งเสริมสันติภาพหรือส่งเสริมสงคราม ซึ่งคงไม่นานเกินรอก็จะได้รู้กัน แต่ใครก็ตามที่ร่วมสมคบคิดกันใช้อำนาจศาลโลกเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการทำให้ไทยต้องเสียดินแดน พึงระลึกให้จงหนักว่าการกระทำใดๆก็ตามถ้ามีผลให้มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือมีผลให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือทำให้เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐเสื่อมเสียไป จะเป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑ ที่บัญญัติว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้และอาจถูกดำเนินคดีอาญาในฐานความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๙  ที่บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำการใดๆเพื่อให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตได้ ซึ่งผู้เขียนและคนไทยทั้งประเทศมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฏหมาย ก็คงไม่อาจนิ่งเฉยอย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนและคนไทยทั้งประเทศยังมีความหวังและมีความเชื่อมั่นว่าไม่ว่าศาลโลกจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร แต่ด้วยศักยภาพของรัฐบาลในขณะนี้คงจะจัดการกับเรื่องดังกล่าวให้ลุล่วงไปได้ด้วยดีโดยไม่มีการสูญเสียอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ในขณะเดียวกันเราก็สามารถที่จะปฏิสัมพันธ์กับกัมพูชา มิตรประเทศอื่นๆและองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีต่อไป





อุดมศักดิ์ โหมดม่วง


อ่าน ""พระวิหารพิพาท : ฤาจะสู้เพื่อแพ้?

.

7 มีนาคม 2556

ฤกษ์งามยามบังเอิญ

.





คนไทยมีความเชื่อและยอมรับต่อพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ ที่สามารถส่งผลดีหรือผลร้ายต่อชีวิตของคนหนึ่งๆได้อย่างน่าอัศจรรย์
ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง แต่คนไทยก็ยอมรับการดำรงอยู่ของความเชื่อหนึ่งๆ และให้ความเคารพเกรงกลัว
 บางคนยอมรับในเรื่องอิทธิพลและการดำรงอยู่ของความเชื่ออย่างมากจนถูกมองว่างมงายเกินเหตุ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเรื่องยากที่ใครสักคนหนึ่งจะเป็นอิสระจากอิทธิพลของความเชื่อได้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการปรามอยู่ในทีสำหรับใครก็ตามที่ปฏิเสธการดำรงอยู่ของความเชื่อด้วยคำเตือนว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
 ด้วยความเชื่อที่มีต่อสิ่งหนึ่งๆ อย่างไม่มีข้อสงสัย จนถึงขั้นเลื่อมใสและเห็นดีเห็นงาม จึงทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆตามมา เพื่อสนองตอบต่อความเชื่อนั้นๆ
ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นผู้นำในสังคมไทยแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับการดำรงอยู่ของความเชื่อหนึ่งๆอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความเชื่อที่เกี่ยวกับฤกษ์ยามและตัวเลข รวมถึงเรื่องเคล็ดต่างๆ
ผู้นำแต่ละคนจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมและจำเป็นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง เพื่อสร้างเสริมกำลังใจ และขอพรให้ประสบความสำเร็จความสมหวังในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนที่สะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงนี้  พฤติกรรมหลายๆประการของทั้งม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตรและพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญสะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงนี้อย่างชัดเจนตลอดช่วงระยะเวลาของการเลือกตั้งครั้งนี้




          

        ถึงแม้ว่าจะร่ำเรียนศึกษาในต่างประเทศตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงปริญญาโทนานกว่า 15 ปี แต่หม่อมสุขุมพันธุ์ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำคนหนึ่งที่เชื่อถือในเรื่องของโชคลางและสิ่งศักดิ์สิทธิค่อนข้างมาก และมีพฤติกรรมที่สะท้อนถึงเรื่องความเชื่อที่โดดเด่นมาก (เมื่อเทียบกับผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย)
      


รอยยิ้มกับหมายเลข 16 ที่ไม่ได้ปรารถนา?


        จะเห็นได้ว่า ก่อนถึงเวลาจับสลากเลือกหมายเลขผู้สมัคร หม่อมสุขุมพันธุ์ไปสักการะพระพุทธรูปประจำศาลาว่าการ กทม. เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย  หลังจากนั้น เมื่อจับสลากได้หมายเลขแล้ว  ก็เดินทางต่อไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ศาลหลักเมืองและพระบรมรูปทรงม้า เพื่อทำการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล

       ถึง แม้ว่าจะผิดหวังที่จับฉลากได้หมายเลข 16 เพราะเชื่อและหวังจะได้หมายเลข 2 ซึ่งถือเป็นเลขนำโชคอีกครั้งมากกว่า เพราะเคยประสบประสบความสำเร็จได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าสมัยแรกเมื่อปี 2552




เดินสายสักกาะระไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์







แต่เมื่ออดวงชะตากำหนดให้ได้หมายเลข 16 ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หม่อมสุขุมพันธุ์ก็ยังสามารถหาเหตุผลเพื่อสร้างเสริมกำลังใจ ด้วยการอ้างอิงว่า หมายเลข 16 เป็นหมายเลขที่ถูกโฉลกเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะมีฐานะเป็นผู้ว่ากทม.คนที่ 16 พอดิบพอดีหากชนะการเลือกตั้งครั้งนี้
ไม่เพียงแต่เท่านั้น หม่อมสุขุมพันธุ์ก็ยังถือฤกษ์เวลา 8.16 เดินทางไปถึงคูหาเลือกตั้งที่โรงเรียนศรีอยุธยาเพื่อเอาชัย  แต่เมื่อกำลังจะกาบัตร ก็ให้เกิดปัญหาบังเอิญปากกาภายในคูหาเขียนไม่ติด จนหม่อมสุขุมพันธุ์ต้องใช้ปากกาของตนเองมากาบัตรลงคะแนนแทน ด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีเพราะหวั่นว่าจะเป็นลางไม่ดี   แน่นอนที่สุดว่า ณ วินาทีนั้น เชื่อได้ว่า หม่อมสุขุมพันธุ์เริ่มหวั่นวิตกกับความเชื่อบางประการที่อาจจะไม่ส่งผลดีต่อตัวเอง
ทั้งนี้ ก่อนจะเดินทางไปยังคูหาเลือกตั้งตามฤกษ์เวลาดังกล่าว หม่อมสุขุมพันธุ์ก็ได้พยายามใช้ทุกโอกาสเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลและแน่นอนที่สุดเพื่อความสมหวังสมปรารถนา  หม่อมสุขุมพันธุ์เดินทางไปสักการะเสาพ่อฟ้าแม่ดิน บริเวณด้านหน้าทางเข้าโบสถ์ณ วัดสุทัศน์เทพวรารามวรมหาราชวิหาร พร้อมทั้งเข้าไปกราบไหว้องค์พระศรีศากยมุนี พระประธานภายในพระวิหารวัดสุทัศน์ฯ ก่อนออกมาไหว้พระบรมราชาอนุสาวรีย์รัชการที่ 8 ที่อยู่ในวัด


ดินทางถึงคูหาเลือกตั้งเวลา 8.16 ในชุดเสื้อตัวเก่งนำโชค





ยิ่งไปกว่านั้น หม่อมสุขุมพันธุ์ก็ยังถือโอกาสวันเลือกตั้งนี้เอาฤกษ์เอาชัยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และทำในเกือบทุกรูปแบบ   จะเห็นได้ว่า ในเช้าวันเลือกตั้งนี้ หม่อมสุขุมพันธุ์เลือกสวมเสื้อโปโลลายขวางสีกรมท่า แดง เขียวเป็นเคล็ด เพราะเชื่อว่าเป็นเสื้อตัวเก่งนำโชคนำชัย เพราะหม่อมสุขุมพันธุ์จะประสบชัยชนะในทุกการเลือกตั้งที่ใส่เสื้อตัวเก่งตัวนี้ นับตั้งแต่ปี 2539 ถึงแม้ว่าจะเป็นเสื้อที่เก่าเก็บกว่า 16 ปีจนสีดูซีดไประดับหนึ่งก็ตาม
ภายหลังหลังการเลือกตั้งสิ้นสุดลงและทราบผลอย่างไม่เป็นทางการ หม่อมสุขุมพันธุ์ก็ได้เดินทางไปยังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์   และทันที่ที่ไปถึง หม่อมสุขุมพันธุ์ตรงเข้าไปคุกเข่า พนมมือและหลับตาเพื่อสักการะ(และขอบคุณ)พระแม่ธรณีบีบมวยผม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรคที่(หม่อมสุขุมพันธุ์เชื่อว่า)เป็นกำลังใจทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในครั้งนี้
ในวันรุ่งขึ้น ก่อนที่จะเดินทางไปถวายพระพรและนำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ ศาลาศิริราชร้อยปี โรงพยาบาลศิริราช หม่อมสุขุมพันธุ์ก็ได้ไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
ทางด้านของผู้สมัครพรรคเพื่อไทยอย่างพล.ต.อ.พงศพัศก็มีพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างจากผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์มากนัก 


ดีใจเป็นที่สุดกับโชคหมายเลข 9


การเริ่มต้นของพล.ต.อ.พงศพัศต้องถือว่าดวงดีและโชคดีกว่าหม่อมสุขุมพันธุ์มาก ทั้งๆที่เป็นผู้จับสลากคนสุดท้าย แต่ก็จับได้หมายเลข 9 ซึ่งถือเป็นหมายเลขที่สังคมไทยเชื่อว่าเป็นมงคลที่สุด  
โชคดีของพล.ต.อ.พงศพัศลำดับต่อมาที่อาจจะเรียกว่าชะตาลิขิตหรือความบังเอิญก็ได้  เพราะไม่เพียงแต่เกิดวันที่ 9 ธันวาคมเท่านั้น แต่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยรายนี้พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่  19 และอยู่ในลำดับที่ 19 ของบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งประจำหน่วยเลือกตั้งภายในกองบัญชาการศึกษาแขวงลาดยาว เขตจตุจักร
สำหรับผู้สนับสนุนพล.ต.อ.พงศพัศย่อมมีความเชื่อว่า ความบังเอิญดังกล่าวนี้เป็นเรื่องของชะตาลิขิต แต่ภายใต้ทฤษฏีสมคบคิด ผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ย่อมมีเหตุผลที่ยากจะเห็นคล้อยตามได้ และตั้งข้อสงสัยว่า เป็นเรื่องความบังเอิญหรือความตั้งใจที่ทำให้ได้ลำดับที่ 19 ในบัญชีรายชื่อเพื่อให้ถูกโฉลก(เพื่อผลในชัยชนะ?)  โดยลูกสาวและภรรยาอยู่ในลำดับที่ 17 และ 18 ตามลำดับ



งวดวันที่ 16 กพ. รวยอย่างเดียวกัยเลขท้าย 909 ถึง 16 ใบ


ความบังเอิญต่อมาก็คือผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดกลางเดือนกุมภาพันธ์   ซึ่งปรากฏผลเลขท้าย 2 ตัวหมายเลข 09 และเลขท้าย 3 ตัวหมายเลข 109  จนทำให้เกิดกระแสความเป็นไปได้ของทฤษฏีสมคบคิดไปทั่วแผ่นดิน เพราะเชื่อว่าเป็นเรื่องยากเกินกว่าที่จะเกิดความบังเอิญเช่นนี้ได้ เพียง 2 อาทิตย์ก่อนถึงวันเลือกตั้ง
แต่สิ่งอื่นๆที่อยู่นอกเหนือจากความบังเอิญหรือชะตาลิขิต ก็เป็นสิ่งที่พล.ต.อ.พงศพัศสามารถกำหนดและแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่สะท้อนให้เห็นว่ามีความเชื่อในเรื่องของโชคลางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเหนียวแน่น  โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับหมายเลข 9 ในทุกโอกาสที่เอื้ออำนวยเพื่อตอกย้ำลัคกี้นัมเบอร์นี้
ครั้งหนึ่ง พล.ต.อ.พงศพัศตั้งใจลงมือทำขนมถ้วยจำนวน 9 ถ้วย รวมทั้ง ร่วมแต่งหน้าเค๊กเป็นหมายเลข 9
ครั้งหนึ่ง  ในช่วงเดินทางลงพื้นที่หาเสียงที่ ตลาดอมรพันธ์ 9  พล.ต.อ.พงศพัศก็ถือโอกาสนี้
ทอดปาท่องโก๋เป็นรูปหมายเลข 9 และหั่นซี่โครงหมู 9 ชิ้นอย่างตั้งใจ  

เตรียมปาท่องโก๋หมายเลข 9



ช่างหมูได้ 9 ขีด


ครั้งหนึ่ง ในระหว่างการเดินหาเสียงบริเวณตลาดกลางดินแดง ซอยประชาสงเคราะห์ 9  พล.ต.อ.พงศพัศได้เจตนาอย่างชัดเจน โดยได้นำหมูสดที่แผงขายหมูขึ้นชั่งกิโลได้ 9 ขีด (พอดิบพอดีอย่างบังเอิญ?)โชว์สื่อมวลชน ในขณะเดียวกัน บรรดาพ่อค้าแม่ค้าผู้สนับสนุนต่างก็ช่วยกันแสดงออกเพื่อเป็นการให้ฤกษ์ให้ชัยแก่ผู้สมัครหมายเลข 9 ท่านนี้ ไม่ว่าจะเป็นการ ลดราคาข้าวปลาอาหารเหลือเพียง 9 บาท แกงส้มถุงละ 9 บาท มะละกอใบละ 9 บาท และหมูปิ้ง 2 ไม้ 9 บาท
ในเช้าวันเลือกตั้ง พล.ต.อ.พงศพัศผู้มีดีกรีปริญญาทางด้านอาชญาวิทยาจากสหรัฐฯก็เดินทางไปทำบุญถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ที่วัดศรีมหาธาตุฯบางเขนเป็นศิริมงคลก่อนที่จะเดินทางไปถึงคูหาเลือกตั้ง ณ เวลา 9.39 ซึ่งถือเป็นเวลาฤกษ์งามยามดีตามความเชื่อ  


พล.ต.อ.พงศพัศและผู้สนับสนุนตระหนักดีว่า ด้วยคะแนนฐานกว่า 9 แสนเสียงที่หม่อมสุขุมพันธุ์ได้รับเลือกเมื่อสี่ปีที่แล้วนั้น ย่อมทำให้ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยเสียเปรียบค่อนข้างมากถึงมาก 
แต่ถึงที่สุดแล้ว ถึงแม้ว่าจะได้รับคะแนนเสียงกว่า 1,077,899 คะแนน และคะแนนเสียงก็ลงท้ายด้วยหมายเลข 9 ถึงสองตัว (ด้วยความบังเอิญจนทำให้เชื่อว่าถูกโฉลกกับหมายเลข 9 จริงๆ) ก็ยังไม่มีเพียงพอที่จะทำให้ได้รับเลือกเป็นผู้ว่ากทม.คนใหม่ได้ แบบเจ็บกระดองใจ
หากมองย้อนกลับไป  ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่า พล.ต.อ.พงศพัศจะโชคดีถึงที่สุดได้เป็นผู้ว่าฯกทม.หรือไม่ หากที่ประชุมพรรคเพื่อไทยมีมติเสนอชื่อพล.ต.อ.พงศพัศเป็นผู้สมัครในนามพรรคในวันที่ 9 มกราคม (แทนที่จะเป็นวันที่ 8 มกราคม)  เพื่อตอกย้ำความบังเอิญหรือโชคชะตาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น


"อดุยย์" ผบ.ตร.คนที่ 9 คนปัจจุบัน





และถึงจะไม่ได้โชคดีจนถึงที่สุด  แต่อย่างน้อย  เส้นทางในอาชีพตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ของพล.ต.อ.พงศพัศก็น่าจะแจ่มใสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้ เพราะมีอายุราชการจนถึงปี 2559 แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้บัญชาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนที่ 9 ก็ตาม




.

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...