27 กันยายน 2555

ปมแม่ - ปมลูก

.




ปรัศนีย์ของสังคมในวันนี้ ก็คือ "เกิดอะไรขึ้น" 

สังคมตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย จึงทำให้เกิดปัญหาถกเถียงยากหาข้อสรุปในเรื่องที่เกี่ยวกับปมแม่ปมลูกถึงสองกรณี  

ปมหนึ่ง กรณีของแม่วัยชรานามคุณยายถนิม เลาหะวัฒนะ ผู้ถูกโยงใยให้กลายเป็นจุดศุนย์กลางในความขัดแย้งระหว่างลูกชายทั้งสองที่สังคมไทยให้ความสนใจ นั่นคือนายสุเทพและ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ พี่น้องร่วมสายโลหิตแห่งตระกูล "เลาหะวัฒนะ"

พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะกำลังเผชิญชะตากรรมชีวิตที่อาจะเรียกว่าหนักหนาที่สุดในชีวิต ด้วยข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตจา ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของตำรวจและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆที่จะต้องทำให้ความจริงนี้กระจ่างแจ้ง

ในช่วงเวลาที่ตำรวจดำเนินการขุดค้นเพื่อหาซากศพหรือโครงกระดูกเกี่ยวกับคดีการหายตัวไปของสามีภรรยาชาวเมืองเพชร    ภาพคลิปของคุณยายนิ่มก็ปรากฏขึ้นเหมือนให้ความกระจ่างกับสังคมที่สะท้อนถึงพฤติกรรมและจิตใจของ "ลูกชายคนเล็ก" ด้วยคำพูดที่สะเทือนใจ

 "มันไม่มีที่อยู่ มันคิดฆ่าแม่แน่ ไอ้ตั้วใจร้ายมาก มันไม่ได้รักแม่เลย เลี้ยงมันมา ให้เงินมันตั้งแยะ อกตัญญูและบาปกรรม ทุกวันนี้ก็เห็นแล้ว กรรมเวรมันได้รับแล้ว"


ในความพยายามหนึ่ง  พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์หรือหมอตั๊วต้องการให้สังคมไทยได้เห็นอีกด้านอีกมุมหนึ่งว่า ตัวเองเป็นคนรักแม่และแม่ก็รักลูกคนนี้จริงๆ ด้วยภาพที่ปรากฏต่อสาธารณชนที่สะท้อนเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากความรักความผูกพันระหว่างแม่และลูกคนเล็กคนนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า ใครบ้างจะไม่รักแม่ตัวเองบ้างมีไหมในโลกนี้ "



“ใครบ้างจะไม่รักแม่ตัวเองบ้างมีไหมในโลกนี้ "



นอกเหนือจากคดีที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาแล้ว  พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ก็ต้องสู้กับคดีทางสังคมในข้อหาว่า เป็นลูกอกตัญญู(?)

อีกปมหนึ่ง เป็นเรื่องราวของคุณยายสุภาณี ศรีสุภะ อดีตเจ้าแม่พัฒน์พงศ์ ที่ชีวิตตกอับไร้ที่อยู่ที่พักพิง ไร้ลูกหลานพี่น้องเหลียวแล

สังคมไทยได้รับรู้เรื่องราวจากปากของคุณยายสุภาณีอย่างสะเทือนใจว่า ถูกลูกในไส้ถูกหลานในอกขับไล่ไส่ส่งออกจากบ้านอย่างน่าอดสูเป็นที่สุด(?) แม้กระทั่งเงินเลี้ยงดูจากทางการก็ถูกลูกเก็บลูกกันไว้ไม่ให้ใช้  

จนสุดท้ายเมื่อไร้ที่พำนักอาศัยจริงๆ จึงต้องโยกย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา ที่พึ่งสุดท้ายจริงๆของคนวัยชรา

ถึงแม้จะเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ  แต่ทั้งสองกรณีก็สร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้กับผู้คนในสังคมไม่น้อย

เป็นความสะเทือนใจที่สังคมไทยไม่สามารถรับได้กับพฤติกรรมและจิตใจของผู้เป็นลูกที่กระทำต่อแม่ผู้ให้กำเนิด 

แต่บางครั้งสังคมไทยเราก็มักจะตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งในทันทีแบบ take it for granted หรือ "รู้ๆกันอยู่" โดยไม่ได้ฟังไม่ได้ตรวจสอบให้ครบถ้วนจากทั้งสองฝ่าย ถึงมูลเหตุหรือแรงจูงใจในพฤติกรรมหนึ่งๆ

ในทางจิตวิทยาแล้ว เรื่องในลักษณะดังกล่าวนี้ยากที่จะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ "ปม" ที่ทำให้เกิดเรื่องน่าสะเทือนใจนี้ย่อมมีที่มาที่ไป เรียกได้ว่าเป็นปมที่ฝังรากลึกจนกลายเป็นความฝังใจที่ทำให้เกิดจิตใจเช่นนี้ได้

ปมหนึ่งที่อาจจะเป็น "เชื้อ" ที่ค่อยๆบ่มเพาะให้ลูกคนหนึ่งปักใจและฝังใจเชื่อมาตลอดก็คือปม "แม่รักลูกไม่เท่ากันหรือปม "แม่รักพี่ชายมากกว่า"

ผลกระทบด้านบวกของปม "แม่รักลูกไม่เท่ากัน" มีส่วนผลักดันให้ลูกคนเล็กซึ่งก็คือหมอตั๊วมีแรงจูงใจมีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรต่อมิอะไรให้เหนือกว่าให้ดีกว่าพี่ชายให้ปรากฏต่อสายตาของผู้เป็นแม่ 

แต่ด้วยปมเดียวกันนี้ อาจจะมีพลังมหาศาลที่สามารถทำให้ลูกสามารถทำอะไรก็ได้จนลืมสายสัมพันธ์สายโลหิต

เช่นเดียวกับปมของคุณยายสุภานีก็ต้องมีเหตุจูงใจให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้

สมมติฐานหนึ่งที่เชื่อว่า เป็น "ปม" ของเรื่องน่าสะเทือนใจเช่นนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะความเชื่อปักใจและฝังใจมาตลอดทั้งชีวิตของผู้เป็นลูกว่า "แม่ไม่เคยคิดจะให้ลูกเกิดมามีชีวิตตั้งแต่แรก" แต่เมื่อเกิดมาแล้ว "แม่ก็ไม่ได้ให้ชีวิตอะไรกับลูก ซ้ำร้ายยังคิดทำร้ายและทำลายลูกอีกด้วย"

เป็นความรู้สึก เป็นปมที่ฝังใจลูกมาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งจะมีเฉพาะแม่และลูกเท่านั้นที่รู้ข้อเท็จจริงประการนี้

บางครั้ง ปมลูกและปมแม่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินไปจนยากจะสมานได้ด้วยเวลาของปมที่ผ่านมาเนิ่นนาน 

มีกรณีสองตัวอย่างที่อยากให้ผู้อ่านได้ลองพิจารณาเทียบเคียง เพื่อจะเข้าใจสภาพและสภาวะจิตใจของมนุษย์เรามากขึ้น

กรณีหนึ่ง เกิดขึ้นกับ Mario Balotelli  นักฟุตบอลผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอิตาลี ที่กำลังเป็นสตาร์ดาวดังในวงการฟุตบอลยุโรป  

เรื่องเศร้าก็คือว่า Mario Balotelli  ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่บุญธรรม   อาจจะด้วยเหตุผลความยากจนหรือปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้พ่อแม่แท้ๆจำใจต้องสละและให้คนอื่นเลี้ยงดูตั้งแต่ยังวัยอ่อน

Mario Balotelli  ปักใจและฝังใจเชื่อว่า ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งอย่างไม่มีเยื่อไยหรือสายใยแห่งความรัก  และพูดอย่างน่าสะเทือนใจ(สำหรับคนไทย) ว่า ตอนเล็กๆตอนลำบากทำไมหัวอกของผู้เป็นพ่อเป็นแม่จึงกล้าทิ้งลูกน้อยได้ลงคอ(?) แต่พอในวันนี้ ลูกชายคนนี้กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงมีเงินมีทอง ทำไมพ่อแม่จึงมาทวงสิทธิความเป็นพ่อเป็นแม่(?)




Mario Balotelli 




อีกกรณีหนึ่ง เกิดขึ้นจากการฟังรายการวิทยุรายการหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งโทรเข้าไปในรายการเพื่อขอความช่วยเหลือด้านการเงิน  เนื่องจากลูกชายวัยสองขวบต้องรับการผ่าตัดและมีค่าใช้จ่าย   เธอเล่าให้ฟังถึงชีวิตที่น่าสะเทือนใจว่า ลูกเกิดมามีความไม่ปกติในอวัยวะภายในหลายๆส่วน ลูกไม่ได้มีชีวิตที่ปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆ และหมอผู้รักษาก็บอกกล่าวยืนยันว่า ลูกชายจะไม่มีวันมีชีวิตเหมือนเด็กทั่วๆไป

ความรักของแม่ผู้นี้ที่มีต่อลูกใหญ่หลวงยิ่งนัก แต่ความรักดังกล่าวก็ทำให้เกิดปัญหาชีวิตอื่นๆตามมา เพราะอาการเจ็บป่วยของลูกชายที่ทำให้เธอต้องลาออกจากงานมาดูแลอย่างใกล้ชิด นานวันเข้า ผู้เป็นพ่อซึ่งก็คือสามีของเธอก็ประสบกับปัญหาความเครียด ที่เป็นเสมือนภูเขาไฟ   



ถึงแม้ว่าจะเป็นพระ แต่ผ้าเหลืองก็ไม่สามารถปิดกั้นหรือห้าม


                                                                        การแสดงออกซึ่งความรักความผูกพันระหว่างแม่และลูกได้




ความรักความผูกพันคือความงามของมนุษย์เรา



จนกระทั่งวันหนึ่งมาถึงจุดที่สามีและครอบครัวของสามีไม่อาจทนรับสภาพความเครียดเช่นนี้ได้อีกต่อไป สามีได้หนีออกจากบ้าน หนีออกไปจากชีวิตของภรรยาและของลูกชายอย่างถาวร  ซ้ำร้ายครอบครัวฝั่งสามีก็ปฏิเสธและขับไล่ทั้งเธอและลูกชายออกจากบ้านให้ไปเผชิญชะตา กรรมชีวิตด้วยตนเองอย่างน่าสงสาร

แม้จะต้องสูญเสียชีวิตครอบครัว แม้จะไม่มีงานทำหรือมีรายได้ใดๆ และแม้ว่า คุณหมอจะยืนยันว่าวันเวลาของลูกชายมีจำกัด และไม่มีวันที่จะรักษาอาการป่วยหนักของหนูน้อยได้  แต่เธอก็ยังมีความเชื่อในเรื่องปาฏิหารย์

ถ้าปาฏิหารย์มีจริง เมื่อเติบใหญ่ไป ลูกชายคนนี้จะต้องเป็นลูกรักที่รักและดูแลแม่อย่างดีที่สุด

เพราะลูกคนนี้ไม่มีปมให้สามารถก่อเรื่องน่าสะเทือนใจผู้คนได้



.


9 กันยายน 2555

คนสองปู - ปูสองคน


.


ต้องถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำ "สองปู"  พบปะและเช็กแฮนด์กันอย่างเป็นทางการ
คนหนึ่ง ชื่อ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย


คนหนึ่งชื่อ "ปูลักษณ์" หรือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย

โลกคงไม่มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยนัก


"สองปู" เช็กแฮนด์     

14 สิงหาคม 2555

เรื่องของแก้ว คนแคล้วโชค

.



บนสังเวียนพื้นผ้าใบ จะมีนักชกเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่โชคดีเสมอ
เพราะฉะนั้น การชกชิงเหรียญทองมวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลท์ฟลายเวตในกีฬาโอลิมปิคที่ลอนดอนจึงจบลงด้วยโชคที่เข้าข้างโจว ซื่อหมิงเพียงคนเดียว
ในขณะที่น้ำตาของแก้ว พงษ์ประยูรก็สะท้อนถึงความอับโชคไม่สมหวัง พอๆกับภาพอาการทรุดลงลงไปกองกับพื้นบ่งบอกถึงความเจ็บปวดรวดร้าวเป็นที่สุดของนักชกไทย ผู้ซึ่งมีอายุมากที่สุดในบรรดานักมวยที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงเหรียญทองทั้งหมด




ข้าชื่อโจว ซื่อหมิง - สุดยอดนักชกกำปั้นหนึ่งเดียวจากจีนแผ่นดินใหญ่


ต้องยอมรับความจริงว่า นอกเหนือจากฝีมือขั้นเทพแล้ว นักมวยจีนนามโจว ซื่อหมิงคนนี้ เป็นนักมวยที่มีโชคช่วยบุญเสริมมา(เกือบ)ตลอดบนเส้นทางสร้างความยิ่งใหญ่บน สังเวียนมวยสากลสมัครเล่น ประการสำคัญ โจว ซื่อหมิงคือนักมวยแห่งประวัติศาสตร์วงการกีฬาจีนที่สร้างประวัติศาสตร์หลายๆ หน้าในแก่ประเทศของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักมวยจีนคนแรกที่คว้าเหรียญโอลิมปิค เป็นคนแรกที่คว้าเหรียญทอง เป็นคนแรกที่คว้าสองเหรียญทองติดต่อกัน และเป็นคนแรก(ซึ่งอาจจะเป็นคนเดียว) ที่สามารถคว้าได้สามเหรียญสามสมัยติดต่อกัน  ยิ่งไปกว่านั้น ดีกรีแห่งความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกมวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลท์ฟลายเวตสามสมัย ก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงฝีมือขั้นเทพของโจว ซื่อหมิง
บนเกียรติประวัติแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ดังกล่าวนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า อย่างน้อยที่สุดชื่อของโจว ซื่อหมิง ได้กลายเป็นตำนานหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์มวยสากลสมัคร เล่นไปแล้ว
แต่ในเบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของยอดมวยชาวจีนคนนี้ ก็มีเรื่องกังขาถึงขั้นฉาวโฉ่เกิด ขึ้นให้คนในวงการมวยตั้งเป็นคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสงสัยในสองเหรียญทองโอลิมปิคที่ได้มา อย่างชนิดที่เรียกว่าไม่ขาวสะอาดให้ภูมิใจได้ร้อยเปอร์ เซ็นต์สักเท่าไหร่นัก
นับตั้งแต่สร้างชื่อเสียงเป็นนักมวยจีนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าเหรียญ(ทอง แดง)ในกีฬาโอลิมปิคที่กรุงเอเธนส์เมื่อ 8 ปีที่แล้ว จนทำให้ชื่อของโจว ซื่อหมิงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการกีฬาจีนมากขึ้น  โจว ซื่อหมิงได้กลายเป็นความหวังหนึ่งเดียวที่จะคว้าเหรียญทองโอลิมปิคจากกีฬาชกมวยให้คนจีนได้ภาคภูมิใจ
เพราะครั้งหนึ่ง กีฬาชกมวยถือเป็นกีฬาต้องห้ามสำหรับคนจีน เนื่องจากเหม๋าเจ๋อตุงอดีตผู้นำจีนมองว่า กีฬาประเภทนี้มีความเป็นตะวันตกมากเกินไป  โจว ซื่อหมิงจึงถือเป็นนักมวยจีนคนแรกๆที่สร้างประวัติศาสตร์ประกาศศักดานักมวยจีนสู่เวทีมวยโลก และเปิดประตูกีฬาชกมวยสู่สังคมจีน
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อจีนได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิคในปี 2008 โจว ซื่อหมิงจึงถูกคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะต้องได้เหรียญทองอย่างแน่นอน และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
บนโพเดี้ยมแห่งเกียรติยศ โจว ซื่อหมิงสามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองเหรียญแรกจากกีฬามวยสมัครเล่นให้แก่ประเทศจีน หมายเลข “2008” กลายเป็นเลขที่มีความหมายอย่างยิ่งทั้งต่อโจว ซื่อหมิง และวงการกีฬาของจีน
แต่เบื้องหลังแห่งความยิ่งใหญ่ดังกล่าว ก็เกิดเป็นข้อครหาว่า เหรียญทองนี้ของโจว ซื่อหมิงไม่ได้มาอย่างสมศักดิ์ศรีของแชมป์  ถึงแม้ว่าโจว ซื่อหมิงจะสามารถเอาชนะแพทริก บาร์นส์ ยอดนักมวยจากไอร์แลนด์เหนือในรอบรองชนะเลิศได้อย่างสะดวกสบายด้วยคะแนน15 ต่อ 0 ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้สำหรับนักมวยในระดับดีกรีเหรียญทองแดงสองสมัย (ในปี 2008 และ 2012) แล้วความจริงก็ปรากฏเป็นประจักษ์ขึ้นมาว่า หมัดและแต้มที่ควรจะเป็นของบาร์นส์อย่างชัดเจน กลับกลายว่ากรรมการได้ทำหน้าที่ผิดพลาด (โดยเจตนา?) กดเป็นคะแนนให้นักมวยจีนไปทั้งหมดอย่างไม่น่าเชื่อ
ในรอบชิงชนะเลิศ โจว ซื่อหมิงพบกับสุดยอดนักมวยจากมองโกเลียนามเซอร์ดัมบา พูเรดอร์จผู้เป็นขวากหนามสำคัญที่สุดสำหรับภาระกิจสร้างประวัติศาสตร์ของโจว ซื่อหมิงในครั้งนี้ แต่ดูเหมือน ว่าชะตาลิขิตและโชคอำนวยให้โจว ซื่อหมิงสามารถคว้าชัยได้แบบไม่เหนื่อยมากนัก เนื่องจากคู่ชิงจากมองโกเลียขอยุติการชกในช่วงต้นยกที่ 2 เพราะบาดเจ็บที่หัวไหล่ขวา
ภายใต้ทฤษฏีสมคบคิด ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่ายอดนักมวยมองโกเลียนคนนี้บาดเจ็บจริงหรือไม่(?) จนต้องขอยอมแพ้ หรือว่าเป็นการเสียสละเพื่อชาติเพื่อความ สัมพันธ์อันดีระหว่างมองโกเลียและพี่ใหญ่อย่างจีน(?)
และด้วยความเชื่อของทฤษฏีสมคบคิด(ที่ดูมีน้ำหนักยิ่งขึ้น?) ดูเหมือนว่า เหรียญเงินโอลิมปิคสำหรับ พูเรดอร์จถูกชดเชยหรือทดแทนด้วยตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวทที่มิลานในปี 2009(?) เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะว่าโจว ซื่อหมิงถอนตัวไม่เข้าร่วมชิงชัยด้วย ทั้งๆที่นักมวยจีนคนนี้เป็นตัวเต็งจ๋ามีดีกรีเป็นแชมป์โลกแชมป์เก่าสองสมัย ในปี 2005 และ 2007 และแชมป์เหรียญทองโอลิมปิคสดๆร้อนๆ ในปีก่อนหน้านั้น แต่หลังจากนั้น โจว ซื่อหมิงก็กลับมาคว้าแชมป์โลกสมัยที่สามในปี 2011
โจว ซื่อหมิงมีภารกิจสร้างประวัติศาสตร์อีกหลายๆหน้าในโอลิมปิคที่ลอนดอนในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิสูจน์ให้วงการมวยโลกได้ประจักษ์ว่า เหรียญทองโอลิมปิคที่ได้มาเมื่อสี่ปีที่แล้วนั้นใสสะอาดไม่มีเบื้องหน้า เบื้องหลังใดๆ  แต่สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม
ต้องยอมรับว่า โชคมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้โจว ซื่อหมิงผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในครั้งนี้ เพราะสามารถเอาชนะคู่ปรับเก่าอย่างแพทริก บาร์นส์ ในรอบรองชนะเลิศได้อย่างเฉียวฉิวที่สุดด้วยคะแนนที่เท่ากัน 15 ต่อ 15 จนต้องตัดสินด้วยจำนวนหมัดที่ชกหรือคะแนนดิบ




เหรียญทองโอลิมปิคที่มีค่าเพียงแค่ทองคำ?



และโชคก็หนุนส่งอีกครั้งหนึ่งทำให้โจว ซื่อหมิงสามารถคว้าเหรียญทองเหรียญที่สองให้กับตัวเอง ด้วยชัยชนะที่เหนือแก้ว พงศ์ประยูรอย่างน่ากังขาเป็นที่สุด และชนิดที่ว่า ทฤษฏีสมคบคิดตาม มาหลอกหลอนอีกครั้ง จนถึงกับมีการกล่าวหาว่านักมวยไทยถูกปล้นชัยชนะ(?)
แน่นอนที่สุด  น้ำตาของโจว ซื่อหมิงในวันที่คว้าเหรียญทองในปักกิ่งเกมส์เมื่อสี่ปีที่แล้ว ย่อมแตกต่างจากน้ำตาของแก้วในลอนดอนเกมส์ปีนี้อย่างสิ้นเชิง 
ในการแข่งขันโอลิมปิคครั้งนี้ ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่หัวใจสลายไปกับแก้ว แต่คนฟิลิปปินส์เองก็หัวใจสลายไม่แพ้กัน เพราะมาร์ค บาริกก้านักมวยความหวังเหรียญทองหนึ่งเดียวของฟิลิปปินส์ในรุ่นไลท์ฟลายเวทเดียวกันนี้ ก็ต้องแพ้ภัยถูกตัดคะแนนแบบน่ากังขาเช่นเดียวกับกรณีของแก้วแพ้ตกรอบไปแบบเจ็บปวดที่สุด
หัวใจสลายของคนไทยในครั้งนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะไม่สามารถยอมรับในสิ่งที่ตัดสินแบบค้านสายตาเช่นนี้ และเชื่อได้ว่า ต่อให้ไปฟ้อง ครูอังคณา  หรือศาลไหนๆก็ยากที่จะทำให้สหพันธ์มวยสา กลสมัครเล่นนานาชาติหรือไอบ้ากลับคำตัดสินได้




สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งสมาคมมวยฯ - อดีตนายกสมาคม(ซ้ายมือ)และนายกสมาคมคนปัจจุบัน (ขวามือ)

ประธานไอบ้าชาวไต้หวัน

สำหรับสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย(และสมาคมกีฬาอื่นๆ) มีบทเรียนที่ควรจะ ต้องพิจารณาทบทวน 2 ประการ ดังนี้
หนึ่ง จะเห็นได้ว่า สมาคมมวยฯมีข้อบกพร่องอย่างชัดเจนถึงสองครั้งในการยื่นเรื่องประท้วงผลการตัดสิน ครั้งแรก ก็คือกรณีที่(ผู้แทน)สมาคมฯไม่มีเงินสด 500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 15,500 บาท ที่จะต้องจ่ายมัดจำให้ไอบ้าเมื่อต้องการยื่นเรื่องประท้วงผลการตัดสินกรณี ของสายลม อาดีตามกฎระเบียบ จนต้องถึงขั้นต้องยืมเงินจากนักข่าว ซึ่งเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่จะเกิดขึ้นกับสมาคมกีฬาที่เป็นความหวังสูงสุด ของประเทศ ครั้งที่สองก็คือการทึกทักเอาเอง(จนเข้าใจผิด)ว่า สามารถยื่นเรื่องประท้วงผลการตัดสินได้ภายใน 30 นาทีในกรณีของแก้ว พงศ์ประยูร  ทั้งๆที่ระเบียบตัวอักษรของไอบ้าเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องดำเนินการภายใน 5 นาที
สอง ดูเหมือนว่า การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารในสมาคมฯเมื่อปีที่แล้วไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้บริหารชุดเก่าโดยเฉพาะพล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ อดีตนายกสมาคมฯมีเรื่องมีราวเป็นคู่กรณีกับประธานไอบ้าชาวไต้หวันจนถึงขั้น ฟ้องร้องกัน ความขัดแย้งดังกล่าว นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนายกสมาคมฯคนใหม่ด้วยความหวังว่า ไอบ้าจะอำนวยโชคให้แก่นักมวยไทยบ้างไม่มากก็น้อยซึ่งน่าจะเป็นเช่นนั้น  แต่ภายใต้ทฤษฏีสมคบคิด การไปปรากฏตัวและนั่งเชียร์ถึงขอบเวทีของพล.อ.ทวีป ไม่ว่าจะในฐานะอดีตนายกสมาคมฯหรือในฐานะคนไทยผู้ชื่นชอบกีฬาประเภทนี้ก็ตาม ก็อาจจะทำให้ประธานไอบ้าผู้เป็นไม้เบื่อไม้เบาเกิดอาการหมั่นใจไม่พอใจ จนมีผลต่อความพ่ายแพ้ของแก้วไปอย่างน่าเสียดายเป็นที่สุดก็เป็นได้



บนสังเวียนกำปั้น มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่โชคดี


ใช่...นี่คือผู้ชนะตัวจริง


นี่คือความหมายของเกมกีฬา - ผู้ชนะที่ปลอบใจผู้แพ้


สำหรับแก้ว พงษ์ประยูรแล้ว เหรียญเงินที่ได้ในครั้งนี้ ดูเหมือนว่ามีค่ามีความภูมิใจมากกว่าเหรียญทอง(ของโจว ซื่อหมิงที่)เสียอีก โดยเฉพาะการเห็นอกเห็นใจจากคนไทยทั่วประเทศซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด       




อิวานเดอร์ โฮลิฟิลด์ สุดยอดมวยยักษ์คนหนึ่งในประวัติศาสตร์


 
รอย โจนส์ จูเนียร์ สุดยอดมวยโลกที่ยอดเยี่ยมที่สุด


ประการสำคัญที่อยากฝากให้คิดก็คือว่ามีนักมวยระดับโลกที่สามารถเป็นตัวอย่าง เป็นโมเดลให้แก้วสามารถก้าวข้ามพ้นความผิดหวังครั้งใหญ่นี้ได้อย่างเป็นอย่างดี เพราะสุดยอดมวยโลกชาวอเมริกันอย่างอีวานเดอร์ โฮลิฟิลล์อดีตแชมป์โลกมวยรุ่นยักษ์ที่ยิ่ง ใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติ ศาสตร์มวยสหรัฐฯ และรอย โจนส์ จูเนียร์สุดยอดแชมป์ที่ได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุด(แบบปอนด์ต่อปอนด์)ตลอดกาล ก็เคยผ่านประสบ การณ์ที่ผิดหวังเป็นที่สุดในเกมส์โอลิมปิคมาแล้ว
การถูกโกงถูกปล้นชัยชนะอย่างหน้าตาเฉยแบบค้านสายตาผู้ชมทั่วโลก มีส่วนสำคัญที่ผลัก ดันให้ทั้งโฮลิฟิลล์และรอย โจนส์ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่บนสังเวียนการต่อสู่ในเวลาต่อมาจนกลายเป็นตำนานในประ วัติศาสตร์


.

11 สิงหาคม 2555

พลังของคน "สระแอล"

.







ชั่วโมงนี้ ต้องเรียกว่าสระแอลมาแรงเหลือเกิน  เรียกว่า ชั่วโมงนี้ หากไม่ได้อยู่ในหลืบเขา ก็คงไม่มีใครไม่รู้จักคนไทยพันธ์สระแอลที่ดังที่สุด 3 คน

พิมพ์ศิริ ศิริแก้วหรือแต้วคือนักกีฬาผู้คว้าเหรียญเงินเป็นเหรียญแรกให้กับทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันโอลิมปิค 2012 ที่กรุงลอนดอน

เป็นเหรียญโอลิมปิคที่ทำให้คนไทยมีความสุขตั้งแต่วันแรกๆของการแข่งขัน



พลังแต้ว พลังหญิง






เหรียญเงินนี้ที่ได้มา วาสนาจะรุ่งโรจน์





และแก้ว พงษ์ประยูรคือนักกีฬา "สระแอล" ที่เป็นความหวังสูงสุดของคนไทย ณ เวลานี้

เป็นความหวังเหรียญทองเดียวของกองทัพนักกีฬาไทยทั้ง 37 คน

ทั้งแก้วและแต้วต่างเป็นนักกีฬา "สระแอล" ด้วยความบังเอิญ ยิ่งหากดูนามสกุลของแต้วแล้ว ก็ต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีทองของของคนชื่อ(สกุล) "แก้ว" จริงๆ 


ถึงแม้ว่าชื่อแก้ว แต่ก็หวังทองเป็นที่สุด



ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่า ดวงชะตาของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะมีส่วนกำหนดโชคชะตาว่า  แก้ว พงษ์ประยูรจะสามารถคว้าเหรียญทองได้หรือไม่ 



คนที่สามนามตัวแอลที่ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จักก็คือชื่อ "แม้ว" ซึ่งเป็นชื่อนิกเนมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  นักการเมืองที่ยอมรับว่าชื่อดังที่สุด

คุณ "แม้ว" เกี่ยวข้องกับโอลิมปิคอย่างที่คนไทยส่วนใหญ่หลงลืมกันไป เพราะนับตั้งแต่ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนโอลิมปิคไทย ไปร่วมในพิธีเปิดโอลิมปิคที่ประเทศจีนเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2551 จนถึงบัดนี้ก็ครบ 4 ปีพอดี  อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ก็ยังไม่กลับมาเมืองไทยเสียที  ราวกับตั้งปณิธานว่า จะอยู่ดูโอลิมปิคให้ครบสองสมัยติดต่อกัน เมื่อดูครบทั้งปักกิ่งและลอนดอนแล้วจึงค่อยคิดกลับเมืองไทย

แน่นอนที่สุด คุณ"แม้ว" วาดหวังเป็นที่สุดว่า โอลิมปิคครั้งหน้าในปี 2559 ที่กรุงริโอเดอจาไนโร ประเทศบราซิล จะมีโอกาสนั่งชมสุดยอดเกมการแข่งขันกีฬาของโลกบนหน้าจอทีวีร่วมกับครอบครัวที่เมืองไทย



.

31 กรกฎาคม 2555

สีเสื้อของผู้นำ

.




นับเป็นเรื่องแปลกหรือเรื่องบังเอิญที่อยู่ๆ  เกิดปรากฏการณ์ สีเกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี   สองท่านราวกับนัดหมาย  และเป็นสิ่งที่ดูเหมือนขัดกับความรู้สึกหรือขัดสายตาของผู้คนในสังคม ชนิดที่ไม่อยากเชื่อ

          ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่เป็นไปแล้ว                      

          คืนวันที่ 29 กรกฏาคม คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะสร้างความประหลาดใจให้ผู้คนอย่างชนิดแทบไม่เชื่อสายตา  เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศคนนี้สวมใส่เสื้อสีแดงขึ้นเวทีกล่าวปราศรัย เดินหน้าผ่าความจริงหยุดล้มรัฐธรรมนูญ-ออกกฎหมายล้างผิดคนโกง เรียกร้องให้มีการคืน สีแดง ให้กับประชาชน เพราะ สีแดง ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

          จนเกิดคำถามขึ้น ว่า คุณอภิสิทธิ์ไปรับประทานดีหมีมาจากไหน จึงกล้าหาญใส่เสื้อสีแดงปรากฏต่อสาธารณชนเช่นนี้ เพราะจุดยืนทางการเมืองของอดีตผู้นำคนนี้ตรงข้ามหรือเป็นเส้นขนานกับ"สีแดง"อย่างชัดเจน เสมือนหนึ่งเป็นการท้าทายกลุ่มคนเสื้อแดง(?) 

          คุณอภิสิทธิ์ให้เหตุผลว่า ที่ใส่สีแดงก็เพราะสีแดงเป็นของทุกคน ไม่ควรทีใครหรือกลุ่มใดจะยึดถือเป็น(สี)ของตัวเอง และในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็ควรที่จะมีสิทธิและเสรีภาพ(ในการเลือกสวมใส่เสื้อ สีอะไรก็ได้) โดยไม่ควรที่จะมีใครมาขัดขวางหรือต่อว่า และถือเป็นความตั้งใจของอดีตผู้นำคนนี้ที่เจตนาใส่เสื้อสีแดง เพื่อบอกกับคนที่อ้างตัวว่าเป็นเสื้อแดงและชอบว่าสีแดงเป็นอุดมการณ์
    


"อภิสิทธิ์" กับเสื้อสีแดงที่ไม่คุ้นตา



จนเกิดกระแสไม่ยอมรับจากกลุ่มคนเสื้อแดงทำนองสีแดงข้าเอ็งอย่าใส่ หรือในภาษาสำนวน      ของคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อแกนนำสำคัญของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ว่า เหมือนอยู่ในบ้านและเห็นแมลงสาป  จะเข้าบ้าน เป็นธรรมดาที่เจ้าของบ้านต้องต่อต้าน

คุณณัฐวุฒิมองว่า อดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้ ผิด ปกติและอาการและอยู่ในขั้นที่ประชาชนต้องพิจารณาแล้ว เพราะหลังจากพรรคประชาธิปัตย์เปิดเวทีปราศรัยทั่วประเทศอาการก็เริ่มหนัก ขึ้นทุกวัน”  พร้อมทั้งยืนยันว่า การใส่เสื้อแดงไม่ได้ให้ความหมายเหมือนที่คุณอภิสิทธิ์ต้องการ และไม่มีผลกระทบ    ต่อ ความเคลื่อนไหวหรือทำให้การต่อสู้ของคนเสื้อแดงอ่อนแอหรือแตกแยกแต่อย่างใด   มี แต่จะทำให้  คนเสื้อแดงตื่นตัว เข้มแข็งและรวมพลังกันมากขึ้น เพราะรู้ว่าท่าที(การใส่เสื้อสีแดง)ของคุณอภิสิทธิ์ไม่  จริงใจ แต่ มีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝง 




"อภิสิทธิดา" กับศึกสีแดง



ส่วนคุณธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อดีตอาจารย์เภสัชฯลงความเห็นว่าคุณอภิสิทธิ์  “เพี้ยนไปแล้วจนไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองเป็นใคร การที่เป็น   หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้วทำแบบนี้เหมือนมาเล่นตลกให้คนดู”  สอดคล้องกับความ เห็นของคุณ   นพดล ปัทมะ ที่กระทบกระเทียบว่า "การใส่เสืือแดงที่ทุกคนมีสิทธิใส่ แต่บางคนใส่แต่เข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของเสื้อแดง และใส่เพื่อวัตถุประสงค์ ที่ฉาบฉวย จนบางคนดูแล้วขบขัน

หนักเข้า ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุลถึงขั้นมองว่า คุณอภิสิทธิ์กำลัง ป็นคนที่จิตป่วยมากๆแล้ว   ท่านต้องพบจิตแพทย์ และหลบไปอยู่ในที่สงบๆสักพัก



Facebook ช่องทางสื่อ "สี"



วันถัดมา (ราวกับนัดหมาย) คุณพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้โพสต์ ในเฟซบุ๊กบอกกล่าวให้สังคมไทยได้รับรู้รับทราบว่า วันที่ 30 กรกฏาคม 2555 “เป็นวันที่ โอ๊ค, เอม, อิ๊งค์   ถือเป็นจุดเริ่มต้นของครอบครัวเรา”  เพราะเป็นวันครบ 3 รอบ (36 ปี) ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานน้ำสังข์เนื่องในงานมงคลสมรสระหว่างร้อย ตำรวจเอกทักษิณ ชินวัตร กับนางสาวพจมาน ดามาพงศ์

          ในเฟสบุ๊กดังกล่าว ลูกชายคนเดียวของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ได้ลงภาพประกอบของครอบครัว ชินวัตร ที่ใกล้ชิดอบอุ่นอย่างมีความหมาย ถึงแม้ว่าจะเป็นภาพเก่าที่ถ่ายมานานพอสมควร(ไม่น่า   จะต่ำกว่า 10 ปี?)




"ทักษิณ" กับเสื้อสีเหลืองในอดีต


"ทักษิณ" สวมใส่เสื้อเหลืองจ๋า




แม้แต่ทนายโรเบิร์ต อัมสเตอดัมยังเคยผูกไทเหลือง


       
เชื่อได้ว่า เป็นความตั้งใจของคุณพานทองแท้ที่ลงภาพของคุณทักษิณและคุณหญิงพจมานใน    ชุดเสื้อสีเหลือง เป็นความตั้งใจที่ต้องการให้ภาพดูสอดคล้องกับตัวอักษร

          ในขณะที่สังคมไทยไม่เคยเห็นคุณอภิสิทธิ์สวมใส่เสื้อสีแดงมาก่อนเลยแต่สำหรับคุณทักษิณแล้ว เสื้อสีเหลืองไม่ใช่ของแสลงที่ไม่เคยสวมใส่  เพราะโดยข้อเท็จจริง  สังคมไทยได้เห็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้สวมใส่เสื้อสีเหลืองในหลายครั้งหลาย โอกาส โดยแทบไม่มีเสียงคัดค้านต่อต้านใดๆจาก   กลุ่มคนเสื้อเหลืองหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง   ด้วยเหตุนี้ คุณทักษิณจึงโชคดีมากกว่าคุณอภิสิทธิ์ 

           ไม่ว่าอดีตผู้นำทั้งสองจะใส่เสื้อสีอะไรและในโอกาสวาระไหน แต่อย่างน้อยที่สุด สีเสื้อที่สวมใส่ ไม่สามารถสะท้อนให้เห็นว่า อดีตผู้นำทั้งสองเปลี่ยนไป(?)
            


.

28 พฤษภาคม 2555

112 : วิกฤติซ้ำรอย

.



    
          เป็นเรื่องแปลกหรือจะเรียกว่าเป็นความบังเอิญก็ได้ ที่หมายเลข "112" เข้ามาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของประเทศไทยอย่างน่าสนใจ
          เป็นความเกี่ยวข้องที่ต้องกังวลต้องเรียกว่าวิกฤติของชาติ




วิกฤติ 112



ย้อนหลังไปเมื่อ 119 ปีก่อน ชาติสยามของเรา ณ เวลานั้นกำลังเผชิญกับวิกฤติครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์นับ ตั้งแต่ยุคสุโขทัยเป็นต้นมา เมื่อเกิดความขัดแย้งจนถึงขั้นนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสยามกับฝรั่งเศส  หนึ่งในมหาอำนาจทางยุโรปที่เพิ่งบอบช้ำจากการพ่ายแพ้ทางทหารอย่างน่าละอายเป็นที่สุดต่อกองทัพปรัสเซียซึ่งก็คือชนชาติเยอรมัน
          ความขัดแย้งระหว่างกรุงเทพฯและปารีสในปี พ.ศ.2436 เป็นผลสืบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2431 ในการอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ถือเป็นวิกฤติ "ภัยตะวันตก" ที่ร้ายแรงที่สุดในยุคสมัยรัตนโกสินทร์ก็ว่าได้ จนเรียกขานและรู้จักกันดีว่า "วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112"
        ถึงที่สุดแล้ว "วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112" ก็ลงเอยด้วยความจำใจจำยอมของฝ่ายสยามที่ต้องยกดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่ น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  รวมทั้งตราดและจันทบุรี
        ความสูญเสียดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การสูญเสียดินแดนในกัมพูชาและ ลาวที่เหลืออยู่ในเวลาต่อมา  ทำให้ชื่อของเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ไชยบุรี จำปาศักดิ์กลายเป็นชื่อดินแดนในอดีตของชาติสยามไปอย่างอย่างขมขื่นช้ำใจเป็น ที่สุดจวบจนถึงปัจจุบัน
        ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความขมขื่นที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตน โกสินทร์  ว่ากันว่า การสูญเสียดินแดนอันเนื่องมาจาก "วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112" ในครั้งนั้น ส่งผลทำให้รัชกาลทีี่่ 5 ทรงไม่เป็นอันเสวยหรือบรรทมจนกระทั่งประชวรหนัก เพราะเหตุทรงเจ็บช้ำพระราชหฤทัย ขมขื่นและระทมทุกข์เป็นยิ่งนักกับการสูญเสียดินแดนอย่างถาวร
       ถึงขนาดทำให้พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บิดาแห่งกองทัพเรือไทย ต้องทรงสักยันต์ "ตราด ร.ศ.๑๑๒" ไว้ตรงพระอุระของพระองค์ เพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงความเจ็บช้ำที่เกิดจากเหตุการณ์ในกาลนั้น




ภาพการรบระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ใน วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่ปากน้ำเมือง
สมุทรปราการ จนนำไปสู่การเสียดินแดนของไทยให้แก่ฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก




ThailandWithFlags.gif
พื้นที่สีฟ้าที่เป็นดินแดนประเทศลาว คือส่วนที่
สยามต้องยกให้ฝรั่งเศสหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112


        
ไม่น่าเชื่อว่า หมายเลข "112" จะกลับคืนมากลายเป็นหมายเลขที่ผ่านหูผ่านตาคนไทยมากที่สุด ณ เวลานี้
         เป็นที่รับรู้กันดีว่า  การรัฐประหารยึดอำนาจในพ.ศ.2549 ได้กลายเป็นจุดเิริ่มต้นที่ทำให้เกิดวิกฤติทางการเมืองภายในประเทศที่ร้าว ลึกต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้
         น่าสนใจว่า ปีพ.ศ.2549 เป็นช่วงเวลาที่ครบ 100 ปีพอดีพอดีของช่วงวิกฤติที่สยามต้องเสียดินแดนส่วนที่เรียกว่าเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณรวมทั้งเกาะกูดให้แก่ฝรั่งเศสอย่างไม่มีวันได้กลับคืน  
         หนึ่งศตวรรษแห่งวิกฤติ ร.ศ.112 ได้ผ่านไป  แต่สังคมไทยกลับต้องเผชิญกับวิกฤติครั้งร้ายแรงอีกครั้งหนึ่ง เป็นความแตกแยกแตกร้าวทางการเมืองอย่างชัดเจน เป็นวิกฤติทางการเมืองที่เรียกว่าเลวร้ายที่สุดในรอบ 100 ปีก็ว่าได้
         ผลพวงหนึ่งของความขัดแย้งดังกล่าวก็คือประเด็นเรื่องของมาตรา 112 ที่ทำให้ความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมไทยดำรงอยู่อย่างชัดเจนต่อไป เพราะความละเอียดอ่อนของมาตรา 112 ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกับ "รากแก้ว" ของชาติไทย




นักวิชาการกลุ่ม "นิติราษฏร์"




วิกฤติ 112: ปัญหาคนหรือปัญหาตัวอักษร?

        
ความคิดเห็นที่แตกแยกแตกต่างกันในสังคมไทยต่อมาตรา 112 โดย-เฉพาะนักวิชาการกลุ่มนิติราษฏร์ (ซึ่งสมาชิกบางคนมีความคิดค่อนข้าง "ถอนรากถอนโคน" ผ่านการศึกษาจากฝรั่งเศส) ที่มีบทบาทโดดเด่นเป็น "หัวหอก" ในการรณรงค์ให้มีการแก้ไข มาตรา 112 จนถูกมองว่า ช่วยตอกย้ำและขยายวงความขัดแย้งให้ร้าวลึกยิ่งขึ้น จนอาจกลายเป็น "วิกฤติการณ์ 112" อีกครั้งหนึ่ง 
          ครั้งหนึ่ง มาตรา 112 ถูกมองว่าเป็นผลพวงที่เกิดมาจากรัฐประหาร 2549  จนค่อยๆพัฒนากลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างไม่น่าจะเป็น และในปัจจุบัน มาตรา 112 ถูกโยงใยให้กลายเป็นเงื่อนไขทีสำคัญหนึ่งของการสมานฉันท์ปรองดองอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้  รวมถึงการโยงใยเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเป็นเสมือนหนึ่งมาตรวัดระดับความเป็น ประชาธิปไตยและเสรีภาพ
           ไม่มีใครทราบว่า ความขัดแย้งจนขยายวงกลายเป็น "วิกฤติ ม.112" ณ พ.ศ.ปัจจุบันนี้ จะมีส่วนทำให้ในหลวงพระองค์ท่านต้องทรงโทมนัสมากน้อยแค่ไหน 
         เว้นเสียแต่ว่าสังคมไทยจะสามารถหาทางออกและพลิก "วิกฤติการณ์ ม.112" ให้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ผลักดันทำให้การสมานฉันท์เกิดขึ้นเป็นจริงได้




.

4 พฤษภาคม 2555

ในวันที่ City(ไม่)United

.




    เชื่อว่าในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้านี้ เมืองแมนเชสเตอร์จะต้องคึกคักเหมือนที่เคยเห็นป็นภาพคุ้นตาในเกือบทุกๆเดือนพฤษภาคมของแต่ละปี   
    สิ่งที่แน่นอนที่สุด ไม่ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวที่ไหนหรือไม่ว่าจะเกิดการรัฐประหารที่ใด  แชมป์ถ้วยพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้จะต้องอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์อย่างแน่นอน
     ไม่ว่าบรรยากาศแห่งการฉลองแชมป์จะอบอวลไปด้วยสีฟ้าของแฟนแมนฯซิตี้ หรือ สีแดงของแฟนแมนฯยูไนเต็ดก็ตาม



ท่านเซอร์ฯ ถ้วยใบนี้ขอผมเถอะ


    
     ต้องถือเป็นครั้งแรกๆในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ ที่สองทีมร่วมเมืองแมนเชสเตอร์ต้องสู้ต้องลุ้นกับตำำแหน่งเกียรติยศสูงสุดของประเทศใบนี้
     สำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้แล้วนี่คือการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการครั้งยิ่งใหญ่นับตั้งแต่มหาเศรษฐี อาหรับเข้ามาซื้อทีมเมื่อสามสี่ปีก่อนพร้อมทุ่มงบมหาศาลจนกลายเป็นผู้ท้าชิงที่น่ากลัวที่สุดของทีมปีศาจแดงในปีนี้
     ณ เวลานี้ ว่ากันว่าแมนฯซิตี้จะได้แชมป์หรือไม่ก็อยู่กับฝีมือของตัวเองเท่านั้น  หากสามารถเอาชนะทั้งสองนัดสุดท้ายที่เหลือ ทีมเรือใบสีฟ้าก็จะเป็นแชมป์อย่างแน่อย่างนอน เบียดเอาคู่ปรับคู่แค้นอย่างปีศาจแดงให้ชอกช้ำแบบน่าเสียดายน่าเจ็บใจ



บางทีประตูโทนของวินเซนต์ กอมปานีลูกนี้อาจจะหมายถึงประตูแชมป์ก็ได้?


     แต่ในวงการฟุตบอล บางครั้งดวงก็เป็นเรื่องสำคัญและมีส่วนสำคัญอย่างไม่น่าเชื่อ
     เพราะถ้าเลือกได้ แมนฯซิตี้คงอยากสลับคู่แข่งสองนัดสุดท้ายกับแมนฯยูไนเต็ดอย่างแน่นอน เพราะสองนัดสุดท้ายที่จะชี้ชะตากับตำแหน่งแชมป์และรองแชมป์นั้น ดูเหมือนแมนฯยูไนเต็ดจะมี
ดวงทีดีกว่าได้เจอทีมที่มีแรงจูงใจน้อยกว่า เพราะแมนฯซิตี้ต้องเจอกับสองทีมที่ลุ้นอันดับ 4 เหมือนกันอย่างบังเอิญ ในขณะที่แมนฯยูไนเต็ดเจอกับทีมที่ไม่ได้มีแรงจูงอะไรเป็นพิเศษ
     นัดรองสุดท้ายในวันอาิทิตย์นี้ แมนฯซีตี้ต้องพบกับศึกหนักนัดชี้ชะตาแชมป์กับทีมนิวคาสเซิลทีมที่กำลังรอลุ้นเป็นอันดับ 4 จากหัวตาราง เพื่อสิทธิในการเข้ารอบไปแข่งฟุตบอลยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกในฤดูกาลหน้า 




'ทักษิณ' ในวันเริงร่ากับแฟนๆเรือใบสีฟ้า


ในใจ 'อภิสิทธิ์' คงกำลังรอลุ้นให้นิวคาสเซิลจมเรือใบสีฟ้า



        
       คงต้องติดตามอย่างน่าสนใจว่า ทีมของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรกับทีมขวัญใจของ อดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ เวชชาชีวะใครจะเข้าวิน
      บางที เราอาจจะได้เห็นอดีตผู้นำทั้งสองคนเกทับข้ามทวีปกันด้วยผลแพ้ชนะของฟุตบอลคู่นี้ก็เป็นได้
      นัดสุดท้ายของแมนฯซิตี้จะเปิดบ้านสนามเอธิฮัด สเตเดี้ยมที่เช่าจากเทศบาลเมืองแมนเชสเตอร์ เพื่อรอลุ้นว่าจะมีโอกาสได้ฉลองแชมป์ในบ้านหรือไม่ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันกับทีมทหารเสือราชินีอย่างควีนปาร์ค แรงเจอร์  ทีมทีรอลุ้นอันดับ 4 จากท้ายตารางเพื่อให้รอดพ้นการตกชั้น 
       และที่ไม่ควรลืมก็คือว่า ในหลายๆครั้งหลายๆโอกาส ศิษย์เก่าโอลด์แทรฟฟอร์ดมีส่วนช่วยเสริมดวงให้กับทีมเก่าอย่างปีศาจแดงคว้าแชมป
       ซึ่งต้องดูว่า มาร์ค ฮิวส์ อดีตนักเตะเก่าของแมนฯยูไนเต็ด ที่ ณ เวลานี้ กุมบังเหียนเป็นนายใหญ่ของทีมควีนปาร์ค แรงเจอร์จะสามารถทำได้มากแค่ไหน  และขึ้นอยู่กับว่าฮิวส์จะพกพาอารมณ์ความหลังเดิมๆที่ถูกปลดออกจากทีมแมนฯซิตี้แบบยอมรับไม่ได้เพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกหรือไม่
       อย่าลืมว่า ฮิวส์เคยทำได้มาแล้ว ในช่วงที่คุมทีมฟูลแล่มสามารถยันเสมอแมนฯซิตี้ถึงถิ่น เมื่อต้นปี 2011
      ถ้าทำได้อีกครั้งในปีนี้ กระแสคำขอบคุณจากโอด์ลแทรฟฟอร์ดจะหลั่งไหลไปถึงฮิวส์แบบไม่รู้จบ ทำให้ฮิวส์กลายเป็นฮีโร่อีกครั้งของแฟนๆปีศาจแดง
 
      

ไม่ต้องห่วงครับนาย

       ด้วยเหตุเพราะดวงของแมนฯซิตี้ต้องเจอกับทีมที่มีแรงฮึดแรงจูงใจเพื่อลุ้นอันดับ 4 จึงต้องถือว่าโชคไม่ดีนัก เพราะดวงเช่นนี้ อาจทำให้แมนฯซิตี้พลาดอดได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
      ในขณะที่ทีมแมนฯยูไนเต็ดก็ใช่ว่า จะมีดวงดีขี่คู่แข่งร่วมเมืองจนสามารถคว้าแชมป์แบบเฉียดฉิวไปได้เสียทีเดียว เพระสองนัดสุดท้ายที่เจอกับสวอนซี และ ซันเดอร์แลนด์นั้น ก็มีความหมายบางอย่างที่ไม่อาจมองข้ามได้
     เพราะทั้งสวอนซีและซันเดอร์แลนด์คือสองทีมที่เคยยัดเยียดความปราชัยให้กับทีมแมนฯซิตี้มาแล้ว อย่างไม่น่าเชื่อ

      แต่เหตุการณ์ที่กำลังจะเำกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2012 กลับคลับคล้ายคลับคลากับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1968 อย่างเหลือเชื่อ
      สำหรับแฟนบอลรุ่นแรกๆที่ยังไม่ถูกโรคอัลไซเมอร์รบกวน ก็คงอาจจะจำเหตุการณ์เมื่อ 44 ปีก่อนได้ไม่มากก็น้อย และเป็นเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้แฟนๆของทีมแมนฯซิตี้ภาวนาให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย 
      ในการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 1 (ซึ่งถือเป็นลีกสูงสุดของอังกฤษในเวลานั้น) นัดสุดท้ายประจำฤดูกาลเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1968 เป็นนัดที่สำคัญที่สุดที่ชี้ชะตาว่าแมนฯซิตี้หรือแมนฯยูไนเต็ดใครจะเข้าวินคว้าชมป์ไปครอง นั่นเป็นครั้งสุดท้ายทีทั้งสองทีมร่วมเมืองแมนเชสเตอร์ต้องทำศึกจนถึงวันสุดท้ายเพื่อแย่งแชมป์ก่อนจะเกิดขึ้นอีกครั้งในฤดูกาลนี้





ประตูแรกของไมค์ ซัมเมอร์บีที่เปิดทางให้แมนฯซิตี้คว้าชัย 4-3 เหนือนิวคาสเซิล





ภาพแฟนๆเรือใบสีฟ้าที่วิ่งลงสนามเซนต์เจมส์ปาร์คฉลองแชมป์เมื่อปี 1968






        ณ เวลานั้น ทั้งสองทีมต่างมีคะแนนเท่ากัน โดยแมนฯซิตี้มีลูกได้เสียดีกว่าเหมือนเช่นในวันนี้ และที่บังเอิญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ  นัดสุดท้ายชี้ชะตา แมนฯซิตี้ต้องล่องเรือใบไปเยือนถิ่นนิวคาสเซิลด้วยเป้าหมายว่าชัยชนะคือแชมป์เีปี้ยนแน่นอนเช่นเดียวกับเหตุการณ์ในฤดูกาลนี้ ส่วนแมนฯยูไนเต็ดทำศึกกับซันเดอร์แลนด์ ด้วยเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้ดีกว่าทีมปฏิปักษ์คู่เมือง   
         สุดท้ายแล้ว กลายเป็นแมนฯซิตี้ที่สามารถคว้าแชมป์ได้อย่างชนิดลุ้นจนตัวโกร่ง  ชัยชนะต่อนิวคาสเซิลในวันนั้นเพียงพอสำหรับตำแหน่งแชมป์ที่เป็นแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศครั้งล่าสุดของสโมสร  เพราะแมนฯยูไนเต็ดพ่ายแพ้ให้แก่ซันเดอร์แลนด์ไปแบบหมดลุ้น
       คงต้องรอลุ้นในอาทิตย์นี้ว่า สุดท้ายแล้ว ดวงใครจะแข็งกว่ากัน ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่  แมนฯซิตี้จะสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ได้หรือไม่ หลังจากที่เฝ้ารอคอยมานานกว่า 44 ปี หรือว่าแมนฯยูไนเต็ดจะตอกย้ำความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นสมัยที่ 13 ได้หรือไม่   
       แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าใครจะเป็นแชมป์ เมืองแมนเชสเตอร์จะไม่เป็นหนึ่งเดียวอย่างแน่นอน




.

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...