9 กันยายน 2555

คนสองปู - ปูสองคน


.


ต้องถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำ "สองปู"  พบปะและเช็กแฮนด์กันอย่างเป็นทางการ
คนหนึ่ง ชื่อ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย


คนหนึ่งชื่อ "ปูลักษณ์" หรือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย

โลกคงไม่มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยนัก


"สองปู" เช็กแฮนด์     

14 สิงหาคม 2555

เรื่องของแก้ว คนแคล้วโชค

.



บนสังเวียนพื้นผ้าใบ จะมีนักชกเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่โชคดีเสมอ
เพราะฉะนั้น การชกชิงเหรียญทองมวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลท์ฟลายเวตในกีฬาโอลิมปิคที่ลอนดอนจึงจบลงด้วยโชคที่เข้าข้างโจว ซื่อหมิงเพียงคนเดียว
ในขณะที่น้ำตาของแก้ว พงษ์ประยูรก็สะท้อนถึงความอับโชคไม่สมหวัง พอๆกับภาพอาการทรุดลงลงไปกองกับพื้นบ่งบอกถึงความเจ็บปวดรวดร้าวเป็นที่สุดของนักชกไทย ผู้ซึ่งมีอายุมากที่สุดในบรรดานักมวยที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงเหรียญทองทั้งหมด




ข้าชื่อโจว ซื่อหมิง - สุดยอดนักชกกำปั้นหนึ่งเดียวจากจีนแผ่นดินใหญ่


ต้องยอมรับความจริงว่า นอกเหนือจากฝีมือขั้นเทพแล้ว นักมวยจีนนามโจว ซื่อหมิงคนนี้ เป็นนักมวยที่มีโชคช่วยบุญเสริมมา(เกือบ)ตลอดบนเส้นทางสร้างความยิ่งใหญ่บน สังเวียนมวยสากลสมัครเล่น ประการสำคัญ โจว ซื่อหมิงคือนักมวยแห่งประวัติศาสตร์วงการกีฬาจีนที่สร้างประวัติศาสตร์หลายๆ หน้าในแก่ประเทศของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักมวยจีนคนแรกที่คว้าเหรียญโอลิมปิค เป็นคนแรกที่คว้าเหรียญทอง เป็นคนแรกที่คว้าสองเหรียญทองติดต่อกัน และเป็นคนแรก(ซึ่งอาจจะเป็นคนเดียว) ที่สามารถคว้าได้สามเหรียญสามสมัยติดต่อกัน  ยิ่งไปกว่านั้น ดีกรีแห่งความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกมวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลท์ฟลายเวตสามสมัย ก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงฝีมือขั้นเทพของโจว ซื่อหมิง
บนเกียรติประวัติแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ดังกล่าวนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า อย่างน้อยที่สุดชื่อของโจว ซื่อหมิง ได้กลายเป็นตำนานหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์มวยสากลสมัคร เล่นไปแล้ว
แต่ในเบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของยอดมวยชาวจีนคนนี้ ก็มีเรื่องกังขาถึงขั้นฉาวโฉ่เกิด ขึ้นให้คนในวงการมวยตั้งเป็นคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสงสัยในสองเหรียญทองโอลิมปิคที่ได้มา อย่างชนิดที่เรียกว่าไม่ขาวสะอาดให้ภูมิใจได้ร้อยเปอร์ เซ็นต์สักเท่าไหร่นัก
นับตั้งแต่สร้างชื่อเสียงเป็นนักมวยจีนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าเหรียญ(ทอง แดง)ในกีฬาโอลิมปิคที่กรุงเอเธนส์เมื่อ 8 ปีที่แล้ว จนทำให้ชื่อของโจว ซื่อหมิงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการกีฬาจีนมากขึ้น  โจว ซื่อหมิงได้กลายเป็นความหวังหนึ่งเดียวที่จะคว้าเหรียญทองโอลิมปิคจากกีฬาชกมวยให้คนจีนได้ภาคภูมิใจ
เพราะครั้งหนึ่ง กีฬาชกมวยถือเป็นกีฬาต้องห้ามสำหรับคนจีน เนื่องจากเหม๋าเจ๋อตุงอดีตผู้นำจีนมองว่า กีฬาประเภทนี้มีความเป็นตะวันตกมากเกินไป  โจว ซื่อหมิงจึงถือเป็นนักมวยจีนคนแรกๆที่สร้างประวัติศาสตร์ประกาศศักดานักมวยจีนสู่เวทีมวยโลก และเปิดประตูกีฬาชกมวยสู่สังคมจีน
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อจีนได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิคในปี 2008 โจว ซื่อหมิงจึงถูกคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะต้องได้เหรียญทองอย่างแน่นอน และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
บนโพเดี้ยมแห่งเกียรติยศ โจว ซื่อหมิงสามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองเหรียญแรกจากกีฬามวยสมัครเล่นให้แก่ประเทศจีน หมายเลข “2008” กลายเป็นเลขที่มีความหมายอย่างยิ่งทั้งต่อโจว ซื่อหมิง และวงการกีฬาของจีน
แต่เบื้องหลังแห่งความยิ่งใหญ่ดังกล่าว ก็เกิดเป็นข้อครหาว่า เหรียญทองนี้ของโจว ซื่อหมิงไม่ได้มาอย่างสมศักดิ์ศรีของแชมป์  ถึงแม้ว่าโจว ซื่อหมิงจะสามารถเอาชนะแพทริก บาร์นส์ ยอดนักมวยจากไอร์แลนด์เหนือในรอบรองชนะเลิศได้อย่างสะดวกสบายด้วยคะแนน15 ต่อ 0 ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้สำหรับนักมวยในระดับดีกรีเหรียญทองแดงสองสมัย (ในปี 2008 และ 2012) แล้วความจริงก็ปรากฏเป็นประจักษ์ขึ้นมาว่า หมัดและแต้มที่ควรจะเป็นของบาร์นส์อย่างชัดเจน กลับกลายว่ากรรมการได้ทำหน้าที่ผิดพลาด (โดยเจตนา?) กดเป็นคะแนนให้นักมวยจีนไปทั้งหมดอย่างไม่น่าเชื่อ
ในรอบชิงชนะเลิศ โจว ซื่อหมิงพบกับสุดยอดนักมวยจากมองโกเลียนามเซอร์ดัมบา พูเรดอร์จผู้เป็นขวากหนามสำคัญที่สุดสำหรับภาระกิจสร้างประวัติศาสตร์ของโจว ซื่อหมิงในครั้งนี้ แต่ดูเหมือน ว่าชะตาลิขิตและโชคอำนวยให้โจว ซื่อหมิงสามารถคว้าชัยได้แบบไม่เหนื่อยมากนัก เนื่องจากคู่ชิงจากมองโกเลียขอยุติการชกในช่วงต้นยกที่ 2 เพราะบาดเจ็บที่หัวไหล่ขวา
ภายใต้ทฤษฏีสมคบคิด ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่ายอดนักมวยมองโกเลียนคนนี้บาดเจ็บจริงหรือไม่(?) จนต้องขอยอมแพ้ หรือว่าเป็นการเสียสละเพื่อชาติเพื่อความ สัมพันธ์อันดีระหว่างมองโกเลียและพี่ใหญ่อย่างจีน(?)
และด้วยความเชื่อของทฤษฏีสมคบคิด(ที่ดูมีน้ำหนักยิ่งขึ้น?) ดูเหมือนว่า เหรียญเงินโอลิมปิคสำหรับ พูเรดอร์จถูกชดเชยหรือทดแทนด้วยตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวทที่มิลานในปี 2009(?) เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะว่าโจว ซื่อหมิงถอนตัวไม่เข้าร่วมชิงชัยด้วย ทั้งๆที่นักมวยจีนคนนี้เป็นตัวเต็งจ๋ามีดีกรีเป็นแชมป์โลกแชมป์เก่าสองสมัย ในปี 2005 และ 2007 และแชมป์เหรียญทองโอลิมปิคสดๆร้อนๆ ในปีก่อนหน้านั้น แต่หลังจากนั้น โจว ซื่อหมิงก็กลับมาคว้าแชมป์โลกสมัยที่สามในปี 2011
โจว ซื่อหมิงมีภารกิจสร้างประวัติศาสตร์อีกหลายๆหน้าในโอลิมปิคที่ลอนดอนในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิสูจน์ให้วงการมวยโลกได้ประจักษ์ว่า เหรียญทองโอลิมปิคที่ได้มาเมื่อสี่ปีที่แล้วนั้นใสสะอาดไม่มีเบื้องหน้า เบื้องหลังใดๆ  แต่สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม
ต้องยอมรับว่า โชคมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้โจว ซื่อหมิงผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในครั้งนี้ เพราะสามารถเอาชนะคู่ปรับเก่าอย่างแพทริก บาร์นส์ ในรอบรองชนะเลิศได้อย่างเฉียวฉิวที่สุดด้วยคะแนนที่เท่ากัน 15 ต่อ 15 จนต้องตัดสินด้วยจำนวนหมัดที่ชกหรือคะแนนดิบ




เหรียญทองโอลิมปิคที่มีค่าเพียงแค่ทองคำ?



และโชคก็หนุนส่งอีกครั้งหนึ่งทำให้โจว ซื่อหมิงสามารถคว้าเหรียญทองเหรียญที่สองให้กับตัวเอง ด้วยชัยชนะที่เหนือแก้ว พงศ์ประยูรอย่างน่ากังขาเป็นที่สุด และชนิดที่ว่า ทฤษฏีสมคบคิดตาม มาหลอกหลอนอีกครั้ง จนถึงกับมีการกล่าวหาว่านักมวยไทยถูกปล้นชัยชนะ(?)
แน่นอนที่สุด  น้ำตาของโจว ซื่อหมิงในวันที่คว้าเหรียญทองในปักกิ่งเกมส์เมื่อสี่ปีที่แล้ว ย่อมแตกต่างจากน้ำตาของแก้วในลอนดอนเกมส์ปีนี้อย่างสิ้นเชิง 
ในการแข่งขันโอลิมปิคครั้งนี้ ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่หัวใจสลายไปกับแก้ว แต่คนฟิลิปปินส์เองก็หัวใจสลายไม่แพ้กัน เพราะมาร์ค บาริกก้านักมวยความหวังเหรียญทองหนึ่งเดียวของฟิลิปปินส์ในรุ่นไลท์ฟลายเวทเดียวกันนี้ ก็ต้องแพ้ภัยถูกตัดคะแนนแบบน่ากังขาเช่นเดียวกับกรณีของแก้วแพ้ตกรอบไปแบบเจ็บปวดที่สุด
หัวใจสลายของคนไทยในครั้งนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะไม่สามารถยอมรับในสิ่งที่ตัดสินแบบค้านสายตาเช่นนี้ และเชื่อได้ว่า ต่อให้ไปฟ้อง ครูอังคณา  หรือศาลไหนๆก็ยากที่จะทำให้สหพันธ์มวยสา กลสมัครเล่นนานาชาติหรือไอบ้ากลับคำตัดสินได้




สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งสมาคมมวยฯ - อดีตนายกสมาคม(ซ้ายมือ)และนายกสมาคมคนปัจจุบัน (ขวามือ)

ประธานไอบ้าชาวไต้หวัน

สำหรับสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย(และสมาคมกีฬาอื่นๆ) มีบทเรียนที่ควรจะ ต้องพิจารณาทบทวน 2 ประการ ดังนี้
หนึ่ง จะเห็นได้ว่า สมาคมมวยฯมีข้อบกพร่องอย่างชัดเจนถึงสองครั้งในการยื่นเรื่องประท้วงผลการตัดสิน ครั้งแรก ก็คือกรณีที่(ผู้แทน)สมาคมฯไม่มีเงินสด 500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 15,500 บาท ที่จะต้องจ่ายมัดจำให้ไอบ้าเมื่อต้องการยื่นเรื่องประท้วงผลการตัดสินกรณี ของสายลม อาดีตามกฎระเบียบ จนต้องถึงขั้นต้องยืมเงินจากนักข่าว ซึ่งเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่จะเกิดขึ้นกับสมาคมกีฬาที่เป็นความหวังสูงสุด ของประเทศ ครั้งที่สองก็คือการทึกทักเอาเอง(จนเข้าใจผิด)ว่า สามารถยื่นเรื่องประท้วงผลการตัดสินได้ภายใน 30 นาทีในกรณีของแก้ว พงศ์ประยูร  ทั้งๆที่ระเบียบตัวอักษรของไอบ้าเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องดำเนินการภายใน 5 นาที
สอง ดูเหมือนว่า การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารในสมาคมฯเมื่อปีที่แล้วไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้บริหารชุดเก่าโดยเฉพาะพล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ อดีตนายกสมาคมฯมีเรื่องมีราวเป็นคู่กรณีกับประธานไอบ้าชาวไต้หวันจนถึงขั้น ฟ้องร้องกัน ความขัดแย้งดังกล่าว นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนายกสมาคมฯคนใหม่ด้วยความหวังว่า ไอบ้าจะอำนวยโชคให้แก่นักมวยไทยบ้างไม่มากก็น้อยซึ่งน่าจะเป็นเช่นนั้น  แต่ภายใต้ทฤษฏีสมคบคิด การไปปรากฏตัวและนั่งเชียร์ถึงขอบเวทีของพล.อ.ทวีป ไม่ว่าจะในฐานะอดีตนายกสมาคมฯหรือในฐานะคนไทยผู้ชื่นชอบกีฬาประเภทนี้ก็ตาม ก็อาจจะทำให้ประธานไอบ้าผู้เป็นไม้เบื่อไม้เบาเกิดอาการหมั่นใจไม่พอใจ จนมีผลต่อความพ่ายแพ้ของแก้วไปอย่างน่าเสียดายเป็นที่สุดก็เป็นได้



บนสังเวียนกำปั้น มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่โชคดี


ใช่...นี่คือผู้ชนะตัวจริง


นี่คือความหมายของเกมกีฬา - ผู้ชนะที่ปลอบใจผู้แพ้


สำหรับแก้ว พงษ์ประยูรแล้ว เหรียญเงินที่ได้ในครั้งนี้ ดูเหมือนว่ามีค่ามีความภูมิใจมากกว่าเหรียญทอง(ของโจว ซื่อหมิงที่)เสียอีก โดยเฉพาะการเห็นอกเห็นใจจากคนไทยทั่วประเทศซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด       




อิวานเดอร์ โฮลิฟิลด์ สุดยอดมวยยักษ์คนหนึ่งในประวัติศาสตร์


 
รอย โจนส์ จูเนียร์ สุดยอดมวยโลกที่ยอดเยี่ยมที่สุด


ประการสำคัญที่อยากฝากให้คิดก็คือว่ามีนักมวยระดับโลกที่สามารถเป็นตัวอย่าง เป็นโมเดลให้แก้วสามารถก้าวข้ามพ้นความผิดหวังครั้งใหญ่นี้ได้อย่างเป็นอย่างดี เพราะสุดยอดมวยโลกชาวอเมริกันอย่างอีวานเดอร์ โฮลิฟิลล์อดีตแชมป์โลกมวยรุ่นยักษ์ที่ยิ่ง ใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติ ศาสตร์มวยสหรัฐฯ และรอย โจนส์ จูเนียร์สุดยอดแชมป์ที่ได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุด(แบบปอนด์ต่อปอนด์)ตลอดกาล ก็เคยผ่านประสบ การณ์ที่ผิดหวังเป็นที่สุดในเกมส์โอลิมปิคมาแล้ว
การถูกโกงถูกปล้นชัยชนะอย่างหน้าตาเฉยแบบค้านสายตาผู้ชมทั่วโลก มีส่วนสำคัญที่ผลัก ดันให้ทั้งโฮลิฟิลล์และรอย โจนส์ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่บนสังเวียนการต่อสู่ในเวลาต่อมาจนกลายเป็นตำนานในประ วัติศาสตร์


.

11 สิงหาคม 2555

พลังของคน "สระแอล"

.







ชั่วโมงนี้ ต้องเรียกว่าสระแอลมาแรงเหลือเกิน  เรียกว่า ชั่วโมงนี้ หากไม่ได้อยู่ในหลืบเขา ก็คงไม่มีใครไม่รู้จักคนไทยพันธ์สระแอลที่ดังที่สุด 3 คน

พิมพ์ศิริ ศิริแก้วหรือแต้วคือนักกีฬาผู้คว้าเหรียญเงินเป็นเหรียญแรกให้กับทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันโอลิมปิค 2012 ที่กรุงลอนดอน

เป็นเหรียญโอลิมปิคที่ทำให้คนไทยมีความสุขตั้งแต่วันแรกๆของการแข่งขัน



พลังแต้ว พลังหญิง






เหรียญเงินนี้ที่ได้มา วาสนาจะรุ่งโรจน์





และแก้ว พงษ์ประยูรคือนักกีฬา "สระแอล" ที่เป็นความหวังสูงสุดของคนไทย ณ เวลานี้

เป็นความหวังเหรียญทองเดียวของกองทัพนักกีฬาไทยทั้ง 37 คน

ทั้งแก้วและแต้วต่างเป็นนักกีฬา "สระแอล" ด้วยความบังเอิญ ยิ่งหากดูนามสกุลของแต้วแล้ว ก็ต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีทองของของคนชื่อ(สกุล) "แก้ว" จริงๆ 


ถึงแม้ว่าชื่อแก้ว แต่ก็หวังทองเป็นที่สุด



ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่า ดวงชะตาของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะมีส่วนกำหนดโชคชะตาว่า  แก้ว พงษ์ประยูรจะสามารถคว้าเหรียญทองได้หรือไม่ 



คนที่สามนามตัวแอลที่ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จักก็คือชื่อ "แม้ว" ซึ่งเป็นชื่อนิกเนมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  นักการเมืองที่ยอมรับว่าชื่อดังที่สุด

คุณ "แม้ว" เกี่ยวข้องกับโอลิมปิคอย่างที่คนไทยส่วนใหญ่หลงลืมกันไป เพราะนับตั้งแต่ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนโอลิมปิคไทย ไปร่วมในพิธีเปิดโอลิมปิคที่ประเทศจีนเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2551 จนถึงบัดนี้ก็ครบ 4 ปีพอดี  อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ก็ยังไม่กลับมาเมืองไทยเสียที  ราวกับตั้งปณิธานว่า จะอยู่ดูโอลิมปิคให้ครบสองสมัยติดต่อกัน เมื่อดูครบทั้งปักกิ่งและลอนดอนแล้วจึงค่อยคิดกลับเมืองไทย

แน่นอนที่สุด คุณ"แม้ว" วาดหวังเป็นที่สุดว่า โอลิมปิคครั้งหน้าในปี 2559 ที่กรุงริโอเดอจาไนโร ประเทศบราซิล จะมีโอกาสนั่งชมสุดยอดเกมการแข่งขันกีฬาของโลกบนหน้าจอทีวีร่วมกับครอบครัวที่เมืองไทย



.

31 กรกฎาคม 2555

สีเสื้อของผู้นำ

.




นับเป็นเรื่องแปลกหรือเรื่องบังเอิญที่อยู่ๆ  เกิดปรากฏการณ์ สีเกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี   สองท่านราวกับนัดหมาย  และเป็นสิ่งที่ดูเหมือนขัดกับความรู้สึกหรือขัดสายตาของผู้คนในสังคม ชนิดที่ไม่อยากเชื่อ

          ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่เป็นไปแล้ว                      

          คืนวันที่ 29 กรกฏาคม คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะสร้างความประหลาดใจให้ผู้คนอย่างชนิดแทบไม่เชื่อสายตา  เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศคนนี้สวมใส่เสื้อสีแดงขึ้นเวทีกล่าวปราศรัย เดินหน้าผ่าความจริงหยุดล้มรัฐธรรมนูญ-ออกกฎหมายล้างผิดคนโกง เรียกร้องให้มีการคืน สีแดง ให้กับประชาชน เพราะ สีแดง ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

          จนเกิดคำถามขึ้น ว่า คุณอภิสิทธิ์ไปรับประทานดีหมีมาจากไหน จึงกล้าหาญใส่เสื้อสีแดงปรากฏต่อสาธารณชนเช่นนี้ เพราะจุดยืนทางการเมืองของอดีตผู้นำคนนี้ตรงข้ามหรือเป็นเส้นขนานกับ"สีแดง"อย่างชัดเจน เสมือนหนึ่งเป็นการท้าทายกลุ่มคนเสื้อแดง(?) 

          คุณอภิสิทธิ์ให้เหตุผลว่า ที่ใส่สีแดงก็เพราะสีแดงเป็นของทุกคน ไม่ควรทีใครหรือกลุ่มใดจะยึดถือเป็น(สี)ของตัวเอง และในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็ควรที่จะมีสิทธิและเสรีภาพ(ในการเลือกสวมใส่เสื้อ สีอะไรก็ได้) โดยไม่ควรที่จะมีใครมาขัดขวางหรือต่อว่า และถือเป็นความตั้งใจของอดีตผู้นำคนนี้ที่เจตนาใส่เสื้อสีแดง เพื่อบอกกับคนที่อ้างตัวว่าเป็นเสื้อแดงและชอบว่าสีแดงเป็นอุดมการณ์
    


"อภิสิทธิ์" กับเสื้อสีแดงที่ไม่คุ้นตา



จนเกิดกระแสไม่ยอมรับจากกลุ่มคนเสื้อแดงทำนองสีแดงข้าเอ็งอย่าใส่ หรือในภาษาสำนวน      ของคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อแกนนำสำคัญของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ว่า เหมือนอยู่ในบ้านและเห็นแมลงสาป  จะเข้าบ้าน เป็นธรรมดาที่เจ้าของบ้านต้องต่อต้าน

คุณณัฐวุฒิมองว่า อดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้ ผิด ปกติและอาการและอยู่ในขั้นที่ประชาชนต้องพิจารณาแล้ว เพราะหลังจากพรรคประชาธิปัตย์เปิดเวทีปราศรัยทั่วประเทศอาการก็เริ่มหนัก ขึ้นทุกวัน”  พร้อมทั้งยืนยันว่า การใส่เสื้อแดงไม่ได้ให้ความหมายเหมือนที่คุณอภิสิทธิ์ต้องการ และไม่มีผลกระทบ    ต่อ ความเคลื่อนไหวหรือทำให้การต่อสู้ของคนเสื้อแดงอ่อนแอหรือแตกแยกแต่อย่างใด   มี แต่จะทำให้  คนเสื้อแดงตื่นตัว เข้มแข็งและรวมพลังกันมากขึ้น เพราะรู้ว่าท่าที(การใส่เสื้อสีแดง)ของคุณอภิสิทธิ์ไม่  จริงใจ แต่ มีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝง 




"อภิสิทธิดา" กับศึกสีแดง



ส่วนคุณธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อดีตอาจารย์เภสัชฯลงความเห็นว่าคุณอภิสิทธิ์  “เพี้ยนไปแล้วจนไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองเป็นใคร การที่เป็น   หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้วทำแบบนี้เหมือนมาเล่นตลกให้คนดู”  สอดคล้องกับความ เห็นของคุณ   นพดล ปัทมะ ที่กระทบกระเทียบว่า "การใส่เสืือแดงที่ทุกคนมีสิทธิใส่ แต่บางคนใส่แต่เข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของเสื้อแดง และใส่เพื่อวัตถุประสงค์ ที่ฉาบฉวย จนบางคนดูแล้วขบขัน

หนักเข้า ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุลถึงขั้นมองว่า คุณอภิสิทธิ์กำลัง ป็นคนที่จิตป่วยมากๆแล้ว   ท่านต้องพบจิตแพทย์ และหลบไปอยู่ในที่สงบๆสักพัก



Facebook ช่องทางสื่อ "สี"



วันถัดมา (ราวกับนัดหมาย) คุณพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้โพสต์ ในเฟซบุ๊กบอกกล่าวให้สังคมไทยได้รับรู้รับทราบว่า วันที่ 30 กรกฏาคม 2555 “เป็นวันที่ โอ๊ค, เอม, อิ๊งค์   ถือเป็นจุดเริ่มต้นของครอบครัวเรา”  เพราะเป็นวันครบ 3 รอบ (36 ปี) ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานน้ำสังข์เนื่องในงานมงคลสมรสระหว่างร้อย ตำรวจเอกทักษิณ ชินวัตร กับนางสาวพจมาน ดามาพงศ์

          ในเฟสบุ๊กดังกล่าว ลูกชายคนเดียวของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ได้ลงภาพประกอบของครอบครัว ชินวัตร ที่ใกล้ชิดอบอุ่นอย่างมีความหมาย ถึงแม้ว่าจะเป็นภาพเก่าที่ถ่ายมานานพอสมควร(ไม่น่า   จะต่ำกว่า 10 ปี?)




"ทักษิณ" กับเสื้อสีเหลืองในอดีต


"ทักษิณ" สวมใส่เสื้อเหลืองจ๋า




แม้แต่ทนายโรเบิร์ต อัมสเตอดัมยังเคยผูกไทเหลือง


       
เชื่อได้ว่า เป็นความตั้งใจของคุณพานทองแท้ที่ลงภาพของคุณทักษิณและคุณหญิงพจมานใน    ชุดเสื้อสีเหลือง เป็นความตั้งใจที่ต้องการให้ภาพดูสอดคล้องกับตัวอักษร

          ในขณะที่สังคมไทยไม่เคยเห็นคุณอภิสิทธิ์สวมใส่เสื้อสีแดงมาก่อนเลยแต่สำหรับคุณทักษิณแล้ว เสื้อสีเหลืองไม่ใช่ของแสลงที่ไม่เคยสวมใส่  เพราะโดยข้อเท็จจริง  สังคมไทยได้เห็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้สวมใส่เสื้อสีเหลืองในหลายครั้งหลาย โอกาส โดยแทบไม่มีเสียงคัดค้านต่อต้านใดๆจาก   กลุ่มคนเสื้อเหลืองหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง   ด้วยเหตุนี้ คุณทักษิณจึงโชคดีมากกว่าคุณอภิสิทธิ์ 

           ไม่ว่าอดีตผู้นำทั้งสองจะใส่เสื้อสีอะไรและในโอกาสวาระไหน แต่อย่างน้อยที่สุด สีเสื้อที่สวมใส่ ไม่สามารถสะท้อนให้เห็นว่า อดีตผู้นำทั้งสองเปลี่ยนไป(?)
            


.

28 พฤษภาคม 2555

112 : วิกฤติซ้ำรอย

.



    
          เป็นเรื่องแปลกหรือจะเรียกว่าเป็นความบังเอิญก็ได้ ที่หมายเลข "112" เข้ามาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของประเทศไทยอย่างน่าสนใจ
          เป็นความเกี่ยวข้องที่ต้องกังวลต้องเรียกว่าวิกฤติของชาติ




วิกฤติ 112



ย้อนหลังไปเมื่อ 119 ปีก่อน ชาติสยามของเรา ณ เวลานั้นกำลังเผชิญกับวิกฤติครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์นับ ตั้งแต่ยุคสุโขทัยเป็นต้นมา เมื่อเกิดความขัดแย้งจนถึงขั้นนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสยามกับฝรั่งเศส  หนึ่งในมหาอำนาจทางยุโรปที่เพิ่งบอบช้ำจากการพ่ายแพ้ทางทหารอย่างน่าละอายเป็นที่สุดต่อกองทัพปรัสเซียซึ่งก็คือชนชาติเยอรมัน
          ความขัดแย้งระหว่างกรุงเทพฯและปารีสในปี พ.ศ.2436 เป็นผลสืบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2431 ในการอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ถือเป็นวิกฤติ "ภัยตะวันตก" ที่ร้ายแรงที่สุดในยุคสมัยรัตนโกสินทร์ก็ว่าได้ จนเรียกขานและรู้จักกันดีว่า "วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112"
        ถึงที่สุดแล้ว "วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112" ก็ลงเอยด้วยความจำใจจำยอมของฝ่ายสยามที่ต้องยกดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่ น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  รวมทั้งตราดและจันทบุรี
        ความสูญเสียดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การสูญเสียดินแดนในกัมพูชาและ ลาวที่เหลืออยู่ในเวลาต่อมา  ทำให้ชื่อของเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ไชยบุรี จำปาศักดิ์กลายเป็นชื่อดินแดนในอดีตของชาติสยามไปอย่างอย่างขมขื่นช้ำใจเป็น ที่สุดจวบจนถึงปัจจุบัน
        ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความขมขื่นที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตน โกสินทร์  ว่ากันว่า การสูญเสียดินแดนอันเนื่องมาจาก "วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112" ในครั้งนั้น ส่งผลทำให้รัชกาลทีี่่ 5 ทรงไม่เป็นอันเสวยหรือบรรทมจนกระทั่งประชวรหนัก เพราะเหตุทรงเจ็บช้ำพระราชหฤทัย ขมขื่นและระทมทุกข์เป็นยิ่งนักกับการสูญเสียดินแดนอย่างถาวร
       ถึงขนาดทำให้พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บิดาแห่งกองทัพเรือไทย ต้องทรงสักยันต์ "ตราด ร.ศ.๑๑๒" ไว้ตรงพระอุระของพระองค์ เพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงความเจ็บช้ำที่เกิดจากเหตุการณ์ในกาลนั้น




ภาพการรบระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ใน วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่ปากน้ำเมือง
สมุทรปราการ จนนำไปสู่การเสียดินแดนของไทยให้แก่ฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก




ThailandWithFlags.gif
พื้นที่สีฟ้าที่เป็นดินแดนประเทศลาว คือส่วนที่
สยามต้องยกให้ฝรั่งเศสหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112


        
ไม่น่าเชื่อว่า หมายเลข "112" จะกลับคืนมากลายเป็นหมายเลขที่ผ่านหูผ่านตาคนไทยมากที่สุด ณ เวลานี้
         เป็นที่รับรู้กันดีว่า  การรัฐประหารยึดอำนาจในพ.ศ.2549 ได้กลายเป็นจุดเิริ่มต้นที่ทำให้เกิดวิกฤติทางการเมืองภายในประเทศที่ร้าว ลึกต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้
         น่าสนใจว่า ปีพ.ศ.2549 เป็นช่วงเวลาที่ครบ 100 ปีพอดีพอดีของช่วงวิกฤติที่สยามต้องเสียดินแดนส่วนที่เรียกว่าเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณรวมทั้งเกาะกูดให้แก่ฝรั่งเศสอย่างไม่มีวันได้กลับคืน  
         หนึ่งศตวรรษแห่งวิกฤติ ร.ศ.112 ได้ผ่านไป  แต่สังคมไทยกลับต้องเผชิญกับวิกฤติครั้งร้ายแรงอีกครั้งหนึ่ง เป็นความแตกแยกแตกร้าวทางการเมืองอย่างชัดเจน เป็นวิกฤติทางการเมืองที่เรียกว่าเลวร้ายที่สุดในรอบ 100 ปีก็ว่าได้
         ผลพวงหนึ่งของความขัดแย้งดังกล่าวก็คือประเด็นเรื่องของมาตรา 112 ที่ทำให้ความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมไทยดำรงอยู่อย่างชัดเจนต่อไป เพราะความละเอียดอ่อนของมาตรา 112 ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกับ "รากแก้ว" ของชาติไทย




นักวิชาการกลุ่ม "นิติราษฏร์"




วิกฤติ 112: ปัญหาคนหรือปัญหาตัวอักษร?

        
ความคิดเห็นที่แตกแยกแตกต่างกันในสังคมไทยต่อมาตรา 112 โดย-เฉพาะนักวิชาการกลุ่มนิติราษฏร์ (ซึ่งสมาชิกบางคนมีความคิดค่อนข้าง "ถอนรากถอนโคน" ผ่านการศึกษาจากฝรั่งเศส) ที่มีบทบาทโดดเด่นเป็น "หัวหอก" ในการรณรงค์ให้มีการแก้ไข มาตรา 112 จนถูกมองว่า ช่วยตอกย้ำและขยายวงความขัดแย้งให้ร้าวลึกยิ่งขึ้น จนอาจกลายเป็น "วิกฤติการณ์ 112" อีกครั้งหนึ่ง 
          ครั้งหนึ่ง มาตรา 112 ถูกมองว่าเป็นผลพวงที่เกิดมาจากรัฐประหาร 2549  จนค่อยๆพัฒนากลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างไม่น่าจะเป็น และในปัจจุบัน มาตรา 112 ถูกโยงใยให้กลายเป็นเงื่อนไขทีสำคัญหนึ่งของการสมานฉันท์ปรองดองอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้  รวมถึงการโยงใยเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเป็นเสมือนหนึ่งมาตรวัดระดับความเป็น ประชาธิปไตยและเสรีภาพ
           ไม่มีใครทราบว่า ความขัดแย้งจนขยายวงกลายเป็น "วิกฤติ ม.112" ณ พ.ศ.ปัจจุบันนี้ จะมีส่วนทำให้ในหลวงพระองค์ท่านต้องทรงโทมนัสมากน้อยแค่ไหน 
         เว้นเสียแต่ว่าสังคมไทยจะสามารถหาทางออกและพลิก "วิกฤติการณ์ ม.112" ให้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ผลักดันทำให้การสมานฉันท์เกิดขึ้นเป็นจริงได้




.

4 พฤษภาคม 2555

ในวันที่ City(ไม่)United

.




    เชื่อว่าในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้านี้ เมืองแมนเชสเตอร์จะต้องคึกคักเหมือนที่เคยเห็นป็นภาพคุ้นตาในเกือบทุกๆเดือนพฤษภาคมของแต่ละปี   
    สิ่งที่แน่นอนที่สุด ไม่ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวที่ไหนหรือไม่ว่าจะเกิดการรัฐประหารที่ใด  แชมป์ถ้วยพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้จะต้องอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์อย่างแน่นอน
     ไม่ว่าบรรยากาศแห่งการฉลองแชมป์จะอบอวลไปด้วยสีฟ้าของแฟนแมนฯซิตี้ หรือ สีแดงของแฟนแมนฯยูไนเต็ดก็ตาม



ท่านเซอร์ฯ ถ้วยใบนี้ขอผมเถอะ


    
     ต้องถือเป็นครั้งแรกๆในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ ที่สองทีมร่วมเมืองแมนเชสเตอร์ต้องสู้ต้องลุ้นกับตำำแหน่งเกียรติยศสูงสุดของประเทศใบนี้
     สำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้แล้วนี่คือการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการครั้งยิ่งใหญ่นับตั้งแต่มหาเศรษฐี อาหรับเข้ามาซื้อทีมเมื่อสามสี่ปีก่อนพร้อมทุ่มงบมหาศาลจนกลายเป็นผู้ท้าชิงที่น่ากลัวที่สุดของทีมปีศาจแดงในปีนี้
     ณ เวลานี้ ว่ากันว่าแมนฯซิตี้จะได้แชมป์หรือไม่ก็อยู่กับฝีมือของตัวเองเท่านั้น  หากสามารถเอาชนะทั้งสองนัดสุดท้ายที่เหลือ ทีมเรือใบสีฟ้าก็จะเป็นแชมป์อย่างแน่อย่างนอน เบียดเอาคู่ปรับคู่แค้นอย่างปีศาจแดงให้ชอกช้ำแบบน่าเสียดายน่าเจ็บใจ



บางทีประตูโทนของวินเซนต์ กอมปานีลูกนี้อาจจะหมายถึงประตูแชมป์ก็ได้?


     แต่ในวงการฟุตบอล บางครั้งดวงก็เป็นเรื่องสำคัญและมีส่วนสำคัญอย่างไม่น่าเชื่อ
     เพราะถ้าเลือกได้ แมนฯซิตี้คงอยากสลับคู่แข่งสองนัดสุดท้ายกับแมนฯยูไนเต็ดอย่างแน่นอน เพราะสองนัดสุดท้ายที่จะชี้ชะตากับตำแหน่งแชมป์และรองแชมป์นั้น ดูเหมือนแมนฯยูไนเต็ดจะมี
ดวงทีดีกว่าได้เจอทีมที่มีแรงจูงใจน้อยกว่า เพราะแมนฯซิตี้ต้องเจอกับสองทีมที่ลุ้นอันดับ 4 เหมือนกันอย่างบังเอิญ ในขณะที่แมนฯยูไนเต็ดเจอกับทีมที่ไม่ได้มีแรงจูงอะไรเป็นพิเศษ
     นัดรองสุดท้ายในวันอาิทิตย์นี้ แมนฯซีตี้ต้องพบกับศึกหนักนัดชี้ชะตาแชมป์กับทีมนิวคาสเซิลทีมที่กำลังรอลุ้นเป็นอันดับ 4 จากหัวตาราง เพื่อสิทธิในการเข้ารอบไปแข่งฟุตบอลยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกในฤดูกาลหน้า 




'ทักษิณ' ในวันเริงร่ากับแฟนๆเรือใบสีฟ้า


ในใจ 'อภิสิทธิ์' คงกำลังรอลุ้นให้นิวคาสเซิลจมเรือใบสีฟ้า



        
       คงต้องติดตามอย่างน่าสนใจว่า ทีมของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรกับทีมขวัญใจของ อดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ เวชชาชีวะใครจะเข้าวิน
      บางที เราอาจจะได้เห็นอดีตผู้นำทั้งสองคนเกทับข้ามทวีปกันด้วยผลแพ้ชนะของฟุตบอลคู่นี้ก็เป็นได้
      นัดสุดท้ายของแมนฯซิตี้จะเปิดบ้านสนามเอธิฮัด สเตเดี้ยมที่เช่าจากเทศบาลเมืองแมนเชสเตอร์ เพื่อรอลุ้นว่าจะมีโอกาสได้ฉลองแชมป์ในบ้านหรือไม่ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันกับทีมทหารเสือราชินีอย่างควีนปาร์ค แรงเจอร์  ทีมทีรอลุ้นอันดับ 4 จากท้ายตารางเพื่อให้รอดพ้นการตกชั้น 
       และที่ไม่ควรลืมก็คือว่า ในหลายๆครั้งหลายๆโอกาส ศิษย์เก่าโอลด์แทรฟฟอร์ดมีส่วนช่วยเสริมดวงให้กับทีมเก่าอย่างปีศาจแดงคว้าแชมป
       ซึ่งต้องดูว่า มาร์ค ฮิวส์ อดีตนักเตะเก่าของแมนฯยูไนเต็ด ที่ ณ เวลานี้ กุมบังเหียนเป็นนายใหญ่ของทีมควีนปาร์ค แรงเจอร์จะสามารถทำได้มากแค่ไหน  และขึ้นอยู่กับว่าฮิวส์จะพกพาอารมณ์ความหลังเดิมๆที่ถูกปลดออกจากทีมแมนฯซิตี้แบบยอมรับไม่ได้เพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกหรือไม่
       อย่าลืมว่า ฮิวส์เคยทำได้มาแล้ว ในช่วงที่คุมทีมฟูลแล่มสามารถยันเสมอแมนฯซิตี้ถึงถิ่น เมื่อต้นปี 2011
      ถ้าทำได้อีกครั้งในปีนี้ กระแสคำขอบคุณจากโอด์ลแทรฟฟอร์ดจะหลั่งไหลไปถึงฮิวส์แบบไม่รู้จบ ทำให้ฮิวส์กลายเป็นฮีโร่อีกครั้งของแฟนๆปีศาจแดง
 
      

ไม่ต้องห่วงครับนาย

       ด้วยเหตุเพราะดวงของแมนฯซิตี้ต้องเจอกับทีมที่มีแรงฮึดแรงจูงใจเพื่อลุ้นอันดับ 4 จึงต้องถือว่าโชคไม่ดีนัก เพราะดวงเช่นนี้ อาจทำให้แมนฯซิตี้พลาดอดได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
      ในขณะที่ทีมแมนฯยูไนเต็ดก็ใช่ว่า จะมีดวงดีขี่คู่แข่งร่วมเมืองจนสามารถคว้าแชมป์แบบเฉียดฉิวไปได้เสียทีเดียว เพระสองนัดสุดท้ายที่เจอกับสวอนซี และ ซันเดอร์แลนด์นั้น ก็มีความหมายบางอย่างที่ไม่อาจมองข้ามได้
     เพราะทั้งสวอนซีและซันเดอร์แลนด์คือสองทีมที่เคยยัดเยียดความปราชัยให้กับทีมแมนฯซิตี้มาแล้ว อย่างไม่น่าเชื่อ

      แต่เหตุการณ์ที่กำลังจะเำกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2012 กลับคลับคล้ายคลับคลากับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1968 อย่างเหลือเชื่อ
      สำหรับแฟนบอลรุ่นแรกๆที่ยังไม่ถูกโรคอัลไซเมอร์รบกวน ก็คงอาจจะจำเหตุการณ์เมื่อ 44 ปีก่อนได้ไม่มากก็น้อย และเป็นเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้แฟนๆของทีมแมนฯซิตี้ภาวนาให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย 
      ในการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 1 (ซึ่งถือเป็นลีกสูงสุดของอังกฤษในเวลานั้น) นัดสุดท้ายประจำฤดูกาลเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1968 เป็นนัดที่สำคัญที่สุดที่ชี้ชะตาว่าแมนฯซิตี้หรือแมนฯยูไนเต็ดใครจะเข้าวินคว้าชมป์ไปครอง นั่นเป็นครั้งสุดท้ายทีทั้งสองทีมร่วมเมืองแมนเชสเตอร์ต้องทำศึกจนถึงวันสุดท้ายเพื่อแย่งแชมป์ก่อนจะเกิดขึ้นอีกครั้งในฤดูกาลนี้





ประตูแรกของไมค์ ซัมเมอร์บีที่เปิดทางให้แมนฯซิตี้คว้าชัย 4-3 เหนือนิวคาสเซิล





ภาพแฟนๆเรือใบสีฟ้าที่วิ่งลงสนามเซนต์เจมส์ปาร์คฉลองแชมป์เมื่อปี 1968






        ณ เวลานั้น ทั้งสองทีมต่างมีคะแนนเท่ากัน โดยแมนฯซิตี้มีลูกได้เสียดีกว่าเหมือนเช่นในวันนี้ และที่บังเอิญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ  นัดสุดท้ายชี้ชะตา แมนฯซิตี้ต้องล่องเรือใบไปเยือนถิ่นนิวคาสเซิลด้วยเป้าหมายว่าชัยชนะคือแชมป์เีปี้ยนแน่นอนเช่นเดียวกับเหตุการณ์ในฤดูกาลนี้ ส่วนแมนฯยูไนเต็ดทำศึกกับซันเดอร์แลนด์ ด้วยเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้ดีกว่าทีมปฏิปักษ์คู่เมือง   
         สุดท้ายแล้ว กลายเป็นแมนฯซิตี้ที่สามารถคว้าแชมป์ได้อย่างชนิดลุ้นจนตัวโกร่ง  ชัยชนะต่อนิวคาสเซิลในวันนั้นเพียงพอสำหรับตำแหน่งแชมป์ที่เป็นแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศครั้งล่าสุดของสโมสร  เพราะแมนฯยูไนเต็ดพ่ายแพ้ให้แก่ซันเดอร์แลนด์ไปแบบหมดลุ้น
       คงต้องรอลุ้นในอาทิตย์นี้ว่า สุดท้ายแล้ว ดวงใครจะแข็งกว่ากัน ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่  แมนฯซิตี้จะสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ได้หรือไม่ หลังจากที่เฝ้ารอคอยมานานกว่า 44 ปี หรือว่าแมนฯยูไนเต็ดจะตอกย้ำความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นสมัยที่ 13 ได้หรือไม่   
       แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าใครจะเป็นแชมป์ เมืองแมนเชสเตอร์จะไม่เป็นหนึ่งเดียวอย่างแน่นอน




.

23 เมษายน 2555

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 4)

.....................................................................................................................



คลิกอ่าน 

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 1) 

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 2)

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 3)


 

ในเกาะอังกฤษเองอาจจะมีหลายๆทีมที่รู้จักมักคุ้นและยอมรับในฝีเท้าของนักเตะเลือดดัทช์ นับตั้งแต่อิปสวิท ทาวน์ในยุคของบ๊อบบี้ ร็อบสันผู้บุกเบิกนำนักเตะอัศวินสีส้มเข้ามาบรรเลงเพลงเตะเป็นครั้งแรกเมื่อ 30 ปีก่อน รวมทั้งเชลซี, อาร์เซนัลและลิเวอร์พูล

จอห์น ม็องคูสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะดัทช์ชี่และนักเตะยุโรปคนแรกของสโมสรเชลซี โดยย้ายมาร่วมทีมในปี 1989 ซึ่งเชลซี่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา และสร้างผลงานยอดเยี่ยมจนได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสรแห่งนี้ กลายเป็นนักเตะผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ของทีมที่ได้รับรางวัลเกียรติยศนี้

แต่นักเตะดัทช์ชี่คลาสระดับโลกที่สุดก็คือรุด กุลลิค ถึงแม้ว่าจะผ่านจุดพีคในฐานะนักฟุตบอลอาชีพกับเอซี มิลานมาแล้ว แต่คลาสของกุลลิคคือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติเปลี่ยนโฉมเชลซี ที่เปิดทางให้นักเตะระดับโลกคนอื่นๆได้เข้ามาค้าแข้งอยู่เชลซีและทีมอื่นๆ


เกลน ฮ๊อดเดิลดึงลุด กุลลิคเข้าสู่ถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ในปี 1995

ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จใดๆในฐานะนักเตะ แต่กุลลิคก็สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่ดัทช์คอนเนค ชั่นในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์แห่งนี้ เมื่อได้รับการโปรโมตให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่แทนที่เกลน ฮ๊อดเดิลและสร้างผลงานคว้าแชมป์เอฟเอคัพในปี 1997


กุลลิคกับประวัติศาสตร์ในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์
ผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ของ
สโมสรเชลซีที่มีมาจนถึงทุกวันนี้

ในวันที่ดัทช์ชี่เบิกบานเต็มใบ


เอ็ดเดอ-กอยสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้รักษา
ประตูค่าตัวแพงที่สุดในปี 1997 และสร้าง
เกียรติยศให้แก่ดัทช์คอนเนคชั่นร่วมกับกุลลิค
ในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์

หลังจากที่กุลลิคได้สร้างชื่อให้กับดัทช์คอนเนคชั่นแล้ว เชลซีก็เปิดประตูต้อนรับนักเตะดัทช์ชี่คนใหม่ๆเรื่อยมาเรียงเสียงเรียงนามตั้งแต่มาริโอ เมลคิอ็อต,วินส์ตัน โบกาเด่,จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์และอาเยิน ร๊อบเบ็นเป็นยุคที่ดัทช์ชี่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็ว่าได้

และกุส ฮิดดิ้งค์ก็มาขยายดัทช์คอนเนคชั่นในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ให้ฝังรากลึกยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าจะทำหน้าที่บอสใหญ่ชั่วคราวเพียงแค่ 3 เดือน แต่ฮิดดิ้งค์ได้ฝากผลงานและความประทับใจที่แสนอบอุ่นในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์




วินส์ตัน โบกาเด่ผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้า
อับอายให้แก่ดัทช์ชี่ในชุดสีน้ำเงินคาม
ลงเล่นเพียง 7 นัดตลอด 4 ฤดูกาล

จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์ระเบิดฟอร์มจนทำให้ดัทช์ชี่บินได้

มาริโอ เมลคิอ๊อตและฮัสเซลแบงค์สองคู่เกลอดัทช์ชี่


ร็อบเบ็นผู้สร้างความปรากฏการณ์ให้แฟนๆ
สิงโตน้ำเงินครามได้ลุ้นตลอดเวลา

เกียรติประวัติถ้วยเอฟเอคัพสำหรับฮิดดิ้งค์และเชลซีในปี2009

ความใกล้ชิดกับโรมัน อับราโมวิกมหาเศรษฐีเจ้าของทีมทำ
ให้ประตูของสแตมฟอร์ดบริดจ์เปดต้อนรับฮิดดิ้งค์เสมอ


เมื่อหมดยุคของฮิดดิงค์แล้ว ดูเหมือนว่าดัทช์ชี่ก็อยู่ในช่วงขาลงไปด้วย สแตนฟอร์ดบริดจ์ในวันนี้ไม่มีนักเตะดัทช์ชี่คลาสระดับโลกหลงเหลืออีกเลยนอกเหนือจากเพียงนักเตะดาวรุ่งสองหน่ออย่างเจ๊ฟ ฟรี่ บรูมา และแพรทริค ฟานอันฮอลท์ที่ชื่อยังโนเนมเกินไป


ในอีกฟากหนึ่งของมหานครลอนดอน อาร์เซนัลเป็นอีกสโมสรหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับดัทช์คอนเนคชั่น ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นช้ากว่าเชลซีและมีนักเตะดัทช์ร่วมทีมน้อยกว่ามาก แต่จุดเปลี่ยนของเชลซีและอาร์เซนัลก็เริ่มต้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

เดนนิส เบิร์กแคมป์คือดัทช์ชี่คนแรกๆในประวัติศาสตร์ของสโมสร โดยเริ่มเปิดศักราชในปี 1995 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กุลลิคย้ายมาร่วมสังกัดเชลซี

ในช่วงแรกๆ เบิร์กแคมป์มีมาร์ก โอเวอมาร์สเป็นดัทช์ชี่คนที่ 2 ที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์คว้าดับเบิลแชมป์ในฤดูกาล 1997-1998  เมื่อโอเวอมาร์สย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่าในปี 2000 เบิร์กแคมป์เป็นดัทช์ชี่โลนลี่เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น เพราะจิโอ ฟาน บรอนค์ฮอสท์ได้ย้ายมาร่วมชายคาด้วย 



 
ฟาน บรอนค์ฮอสท์อาจจะเป็นดัทช์ชี่
ที่เงียบฉี่ที่สุดในถิ่นไฮบิวรี่

ตลอดช่วงระยะเวลา 11 ปีในถิ่นไฮบิวรี่ เบิร์กแคมป์มีบทบาทสำคัญมากๆ ในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับอาร์เซนัลในยุคของอาร์เซง แวงเกอร์ จนคว้าแชมป์ต่างๆรวมกันถึง 10 แชมป์  โดยเฉพาะการสร้างประวัติศาสตร์ The Invicibles ไม่แพ้ติดต่อกัน 49 นัดในฤดูกาล 2003-2004  ที่อาจจะไม่มีทีมไหนทำลายสถิติได้

ถึงแม้จะได้รับการโหวตจากแฟนคลับของเดอะกันเนอร์ให้เป็นนักเตะทียิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากเธียรี่ อองรีในประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่เบิร์กแคมป์ก็ได้รับการยกย่องจากอลัน แฮนเซ่นอดีตนักเตะตำนานลิเวอร์พูลว่าเป็นนักเตะต่างชาติที่สุดยอดที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของเกาะอังกฤษ


หมายเลข 10 ของเบิร์กแคมป์ย่อมบ่งบอกความพิเศษเมื่อเทียบกับอองรี

ตำนานเสื้อหมายเลข 10 ของเบิร์กแคมป์ได้ถูกส่งผ่านต่อไปให้ดัทช์ชี่คนใหม่นามโรบินฟาน เปอร์ซี่ ผู้ยืนหยัดอยู่กับสโมสรมาอย่างยืนยาวนับแต่ปี 2004 ถึงแม้ว่าอาร์เซนัลจะล้มเหลวไม่สามารถคว้าแชมป์ใดๆได้เลยนับตั้งแต่ปี 2005  ถือเป็นความท้าทายสำหรับฟาน เปอร์ซี่เป็นยิ่งนัก ในฐานะนักเตะดัทช์ชี่หนึ่งเดียว ที่ได้รับความไว้วางใจให้สืบทอดตำแหน่งอันยิ่งใหญ่เป็นตำนานจากเบิร์กแคมป์ และได้รับความไว้วางใจให้เป็นกัปตันทีม




ฟาน เปอร์ซี่กำลังร้อนแรง ไต่เต้าสร้าง
ประวัติศาสตร์ให้เทียบเท่าหรือล้ำเกินหน้าเบิร์กแคมป์


หมายเลข 10 ของฟาน เปอร์ซี่ที่เป็นมรดกตกทอด
มาจากดัทช์ชี่รุ่นพี่อย่างเบิร์กแคมป์

ดูเหมือนว่า     ไม่มีทีมไหนที่ถูกโฉลกกับนักเตะดัทช์มากเท่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกแล้ว อาร์โนลด์ มูห์เรน คือเฟิสต์ลิงค์ผู้ปักธงดัทช์คอนเนคชั่นในถิ่นโอลด์แทฟฟอร์ดเมื่อปี 1982 หลังจากมีส่วนสำคัญช่วยให้อิปสวิชคว้าแชมป์ยูเอฟ่าคัพหรือคัพวินเนอร์คัพเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรในปี 1981  ไม่เพียงเป็นดัทช์ชี่คนแรกเท่านั้นแต่ยังเป็นนักเตะยุโรปจากภาคพื้นทวีปคนแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
(และของเกาะอังกฤษ) ด้วย


ชื่ออาร์โนลด์ มูห์เรนอาจจะไม่สตาร์ชื่อดังในความทรงจำ


ในฤดูกาลแรก ถึงแม้จะไม่โดดเด่นแต่มูห์เรนมีส่วนสำคัญไม่น้อยช่วยให้แมนฯยูไนเต็ดคว้าถ้วยแชมป์เอฟเอคัพเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี แต่มูห์เรนไม่ใช่สตาร์ระดับโลกเหมือนเพื่อนร่วมชาติอย่างฟานบาสเตน กุลลิค หรือไรท์การ์ดที่สามารถเปิดทางให้ดัทช์ชี่รุ่นน้องๆ ได้เจริญรอยตามอย่างง่ายๆ

กว่าที่ดัทช์ชี่คนที่ 2 คนที่ 3 จะมีโอกาสก้าวเข้ามาร่วมชายคาถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดก็ต้องรอจนถึงปี 1996 ซึ่งเป็นปีที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันอยู่ในตำแหน่งบอสใหญ่แห่งปีศาจแดงครบทศวรรษ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ดาวเด่นระดับโลก แต่ทั้งไรมอนด์ ฟาน เดอฮาวและยอร์ดี ครัยฟ์ (ลูกชายของโยฮัน ครัยฟ์)  ก็เล่นบทบาท "มือสอง" ในความสำเร็จไม่มากก็น้อย 



ถึงแม้จะสวมบทบาทมือสองของปีเตอร์ ชไมเคิล
แต่ไรมอนด์ ฟาน เดอร์ ฮาวก็มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จ
ในยิ่งใหญ่ของทีมปีศาจแดงในปี 1999



ถึงจะเป็นลูกชายของนักเตะเทวดา แต่
ยอร์ดี้ ครัยฟ์ก็ไม่ใช่นักเตะเทวดาเหมือนพ่อ
 
แต่ดัทช์ชี่คนแรกที่สร้างชื่อมีบทบาทมีอิทธิพลต่อทีมมากๆ ก็คือยาป สตัม ซึ่งแมนฯยูไนเต็ดลงทุนซื้อกองหลัง "ภูผา" คนนี้ด้วยค่าตัวสูงลิ่วเกือบ 11 ล้านปอนด์สำหรับฤดูกาล 1998-99 ที่กำลังจะเริ่มต้น

การเป็นนักตะดัทช์ที่มีค่าตัวแพงที่สุดและเป็นนักเตะกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังในช่วงเวลานั้น บ่งบอกว่า "เดอะร็อคหน้าตาย" คนนี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน และสตัมก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เฟอร์กูสันตัดสินใจไม่ผิดพลาด


สตัมเหมือนเขื่อนที่กั้นไม่ให้ประตูรั่วไหล
ทำให้ทีมปีศาจแดงเสียประตูยากขึ้น

เพราะข้าเป็น "ภูผา" ความสำเร็จจึงมาถึง

เมื่อมี "ภูผา" คนนี้เป็นด่านขวางกองหน้าคู่ต่อสู้ แมนฯยูไนเต็ดก็กลายเป็นอีกทีมหนึ่งที่แพ้ยากขึ้น เพียงแค่ในฤดูกาลแรก สตัมได้กลายเป็นนักเตะคีย์แมนที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรในการคว้า 3 แชมป์คือแชมป์รายการพรีเมียร์ลีก ยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก และเอฟเอคัพ แถมยังสร้างประวัติศาสตร์ช่วยให้แมนฯยูไนเต็ดเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยติดต่อกันชนิดที่ต้องโค้งคำนับให้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ถึงแม้ฟุตบอลจะเป็นเกมกีฬาที่เน้นความเป็นทีมและเป็นปรัชญาของสโมสรแห่งนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สตัมคือผู้ที่สมควรได้รับเครดิตมากที่สุดคนหนึ่งในความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ของแมนฯยูไนเต็ดในช่วงเวลาดังกล่าว เฟอร์กูสันถึงกับยอมรับว่า การขายสตัมให้แก่ทีมลาซิโอในปี 2001 คือความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเป็นผู้จัดการปีศาจแดง เพราะในฤดูกาล 2001-02 แมนฯยูไนเต็ดล้มเหลวในทุกรายการอย่างไม่น่าเชื่อ  

ความสำเร็จของสตัมเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เฟอร์กูสันเริ่มปักใจเชื่อว่า ดัทช์คอนเนคชั่นจะเป็นปัจจัยที่สำคัญและจำเป็นสำหรับแมนฯยูไนเต็ดหากจะคงความยิ่งใหญ่ไว้ต่อไป   แน่นอนที่สุดว่า บอสใหญ่คนนี้จะไม่มีวันที่จะประยุกต์ "ฟานกาลโมเดล" และซื้อนักเตะดัทช์ชี่พร้อมๆกันหลายคนจนล้นทีม

 
ฟาน นิสเตลรอยผู้ยิงประตูเถิดเทิง
ทำสถิติจารึกไว้ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด

ในปีที่ขายสตัมออกไป เฟอร์กูสันก็ได้นักเตะดัทช์คนใหม่มาร่วมทีมที่สร้างชื่อเสียงสร้างเครดิตให้แก่ดัทช์คอนเนคชั่นไม่ด้อยไปกว่าสตัม นั่นคือรุค ฟานนิสเตลรอยที่เฟอร์กูสันเพียงพยายามตามตื้อจนชนะใจศูนย์หน้าทีมชาติเนเธอร์แลนด์คนนี้


พลายอิ้งดัทช์ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด


ในเวลานั้น เฟอร์กูสันมีความคิดที่จะสร้างดัทช์ชี่คู่ขวัญคู่หน้าเพื่อความยิ่งใหญ่ทั้งในเวทีพรีเมียร์ลีก และสมรภูมิแชมป์เปี้ยนลีก ความคิดที่จะมีทั้งฟานนิสเติลรอยและแพรทริค ไคล์เวิร์ทเป็นคู่กองหน้าหมายเลข 9 หมายเลข 10 แห่งทีมปีศาจแดง  ด้วยความเชื่อมั่นว่า แมนฯยูไนเต็ดจะไร้เทียมทานด้วยสองกองหน้าดัทช์ชี่คู่อันตรายนี้

แต่ความคิดความฝันของเฟอร์กูสันก็ไม่อาจจะเป็นจริงได้ นับเป็นความผิดหวังครั้งที่ 2 สำหรับเฟอร์กูสันที่ชื่นชมและเพียงพยายามที่จะได้ไคล์เวิร์ทมาร่วมทีมให้ได้ เพราะก่อนหน้านี้ ก็ได้พยายามจะซื้อไคล์เวิร์ทเป็นดัทช์ชี่คนที่ 2 ที่จะได้มาอยู่ร่วมกับสตัม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เล่ากันว่า เหตุผลส่วนตัวหนึ่งที่ทำให้ไคล์เวิร์ทตัดสินใจไม่มาร่วมทีมแมนฯยูไนเต็ด เพราะต้องการอาศัยอยู่ในลอนดอนเท่านั้น 
เมื่อโอลด์แทรฟฟอร์ฟอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ ไคล์เวิร์ทจึงตัดสินใจไปอยู่บาร์เซโลน่า


ในวันรุ่งโรจน์ของดัทช์ชีนามฟาน นิสเตลรอย


แต่การได้ฟานนิสเตลรอยเป็นดัทช์ชี่โดดๆ กลับไม่ได้สร้างความผิดหวังให้กับเซอร์อเล็กซ์แม้แต่น้อยเลย เพราะฟานนิสเตลรอยทำหน้าที่ของศูนย์หน้าได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีข้อบกพร่องเลย ในฤดูกาลแรก สามารถระเบิดระบายฟอร์มสุดยอดประหนึ่งเก็บกดมาจากอาการบาดเจ็บเรื้อรังก่อนหน้านั้น ทำลายสถิติต่างๆ ในฐานะดาวซัลโว จนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกและดาวซัลโวทรงคุณค่ารายการยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกรวมทั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของรายการยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก 3 สมัยติดต่อ กัน

ถึงแม้จะมีดีกรีเป็นแชมป์แห่งเกาะอังกฤษ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีนักเตะคนใดกล้าปฏิเสธที่จะมาร่วมทีมด้วย และไม่ว่าเฟอร์กูสันจะเชื่อมั่นในคุณภาพของดัทช์ชี่มากแค่ไหนก็ตาม แต่บอสใหญ่ทีมปีศาจแดงก็ไม่ได้ตัวนักเตะที่ต้องการเสมอไป

ผลงานอันยอดเยี่ยมของฟานนิสเตลรอยทำให้เฟอร์กูสันกระหยิ่มใจและต้องการจะเพิ่มดัทช์ชี่เข้าร่วมทีมอีกคนหนึ่งในช่วงต้นปี 2004 ถึงแม้ว่าจะใช้ความพยายามมากแค่ไหนก็ตาม และถึงแม้จะให้ฟานนิสเติลรอยเป็นพ่อสื่อช่วยกล่อมให้แล้วก็ตาม  แต่ท้ายที่สุดแล้ว อาเยิน ร็อบเบ็นก็เลือกที่จะไปร่วมทีมเชลซี 

แต่ฤดูกาลต่อมา เซอร์อเล็กซ์ก็สมหวังในดัทช์ชี่คนใหม่ที่อยู่ในใจมานานหลายปี เป็นความสมหวังที่มีค่ามีความหมายต่อทีมปีศาจแดงมากๆ เพราะการได้ตัวเอ็ดวิน ฟานเดอ ซาร์ผู้รักษาประตูทีมชาติฮอลแลนด์มาร่วมทีมในปี 2005 คือการแก้ปัญหาจิ๊กซอร์ที่ถูกปล่อยไว้นับตั้งแต่ปีเตอร์ ชไมเคิลย้ายออกไปตั้งแต่ปี 1999 และยังไม่สามารถหาใครมาแทนที่ได้

ฟานเดอซาร์กลายเป็นดัทช์ชี่อีกคนหนึ่งที่สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมให้แก่แมนฯยูไนเต็ด จนได้รับการขนานนามว่า "ฟานเดอเซฟ" ถึงขั้นเฟอร์กูสันยกย่องให้เป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ยุคของ ชไมเคิล


เอ็ดวิน ฟานเดอ ซาร์สร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ให้กับดัทช์ชี่

ดัทช์ชี่ผู้ยิ่งใหญ่คนสุดท้ายในยุคเซอร์เฟอร์กูสัน?

เมื่อสามารถปักหลักและสร้างความมั่นใจให้แก่เซอร์อเล็กซ์แล้ว ฟานเดอซาร์ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ กลายเป็นนักเตะดัทช์ที่อยู่ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดนานที่สุด และตลอดระยะเวลา 6 ฤดูกาลก่อนที่จะรีไทร์จากอาชีพนักฟุตบอล ฟานเดอซาร์คือดัทช์ชี่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดด้วยเกียรติประวัติผลงานรวม 10 แชมป์ทุกรายการ


ฟานเดอ ซาร์คือดัทช์ชี่ที่ก้าวเดินออกจากโอล์ดแทรฟฟอร์ด
ได้อย่างสวยหรูที่สุด เพราะไม่ได้ถูกอัปเปหิขายออกไปเหมือนสตัมหรือฟานนิสเตลรอย

บทบาทและความสำเร็จของสตัม ฟานนิสเตลรอยและฟาน เดอซาร์ในรอบ 13 ปีที่ผ่านมากลายเป็นหลักฐานประจักษ์แจ้งว่า แมนฯยูไนเต็ดถูกโฉลกกับดัทช์ชี่มากๆ

ดูเหมือนว่า ดัทช์คอนเนคชั่นจะถูกโฉลกกับแมนฯไนเต็ดและเฟอร์กูสันอย่างเหลือเชื่อ ด้วยผลงานเป็นที่ประจักษ์นับตั้งแต่สตัมย้ายมาร่วมทีมในปี 1998 เป็นต้นมา  จะเห็นได้ว่า แมนฯยูไนเต็ดมักจะโชคดีได้ลาบได้แชมป์เมื่อมีดาวเด่นดัทช์ระดับโลกหนึ่งคนเป็นดาวเด่นประดับทีมในแต่ละช่วงเวลา 

ด้วยเหตุนี้ อาจเป็นคำตอบหนึ่งว่า ทำไมแมนฯยูไนเต็ดจึงเพียรพยายามและต้องการจะได้ตัวนักเตะหมายเลข 10 ของทีมชาติเนเธอร์แลนด์คนปัจจุบันอย่างเวสลีย์ ชไนเดอร์มาร่วมทีมมากๆ มากกว่าเพียงแค่เหตุผลทางด้านเกมฟุตบอลเพียงอย่างเดียว




เวสลีย์ ชไนเดอร์ดัทช์ชี่ที่อาจจะกลายเป็นอาถรรพ์สำหรับแมนฯยูไนเต็ด?
 

ไม่มีหมายเลข 10 ว่างที่โอลด์แทฟฟอร์ดสำหรับนักเตะหมายเลข 10 คนนี้


เพราะชไนเดอร์เป็นนักเตะดัทช์ที่มีดวงถูกโฉลกกับปีศาจแดงอย่างขาดไม่ได้  เฟอร์กูสันอาจจะไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงเริ่มต้นฤดูกาลใหม่โดยไม่มีดัทช์ชี่ระดับโลกอยู่ในทีมเลย

แต่สุดท้าย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ปีศาจแดงก็ไม่ประสบความสำเร็จในการคว้าตัวชไนเดอร์มาร่วมทีม จนทำให้ใครๆหลายคนรวมทั้งเซอร์อเล๊กเริ่มหวั่นใจว่า แมนฯ ยูไนเต็ดอาจจะคว้าน้ำเหลว ไม่ได้แชมป์ใดๆเลนก็ได้สำหรับในฤดูกาล 2011-2012 นี้ก็เป็นได้ นับตั้งแต่ตกรอบบอลถ้วยลีกคัพ  บอลถ้วยเอฟเอคัพ โดยเฉพาะการตกรอบแรกในรายการยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีคอย่างไม่น่าเชื่อ

ณ เวลานี้ แมนฯยูไนเต็ดเหลือลุ้นอย่างใจหายใจคว่ำกับตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีคเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น

เพื่อพิสูจน์ว่า ดวงแชมป์ของทีมปีศาจแดงนั้นผูกติดกับดัทช์คอนเนคชั่นจริงๆ หรือไีม่



.

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...