28 พฤษภาคม 2555

112 : วิกฤติซ้ำรอย

.



    
          เป็นเรื่องแปลกหรือจะเรียกว่าเป็นความบังเอิญก็ได้ ที่หมายเลข "112" เข้ามาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของประเทศไทยอย่างน่าสนใจ
          เป็นความเกี่ยวข้องที่ต้องกังวลต้องเรียกว่าวิกฤติของชาติ




วิกฤติ 112



ย้อนหลังไปเมื่อ 119 ปีก่อน ชาติสยามของเรา ณ เวลานั้นกำลังเผชิญกับวิกฤติครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์นับ ตั้งแต่ยุคสุโขทัยเป็นต้นมา เมื่อเกิดความขัดแย้งจนถึงขั้นนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสยามกับฝรั่งเศส  หนึ่งในมหาอำนาจทางยุโรปที่เพิ่งบอบช้ำจากการพ่ายแพ้ทางทหารอย่างน่าละอายเป็นที่สุดต่อกองทัพปรัสเซียซึ่งก็คือชนชาติเยอรมัน
          ความขัดแย้งระหว่างกรุงเทพฯและปารีสในปี พ.ศ.2436 เป็นผลสืบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2431 ในการอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ถือเป็นวิกฤติ "ภัยตะวันตก" ที่ร้ายแรงที่สุดในยุคสมัยรัตนโกสินทร์ก็ว่าได้ จนเรียกขานและรู้จักกันดีว่า "วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112"
        ถึงที่สุดแล้ว "วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112" ก็ลงเอยด้วยความจำใจจำยอมของฝ่ายสยามที่ต้องยกดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่ น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  รวมทั้งตราดและจันทบุรี
        ความสูญเสียดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การสูญเสียดินแดนในกัมพูชาและ ลาวที่เหลืออยู่ในเวลาต่อมา  ทำให้ชื่อของเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ไชยบุรี จำปาศักดิ์กลายเป็นชื่อดินแดนในอดีตของชาติสยามไปอย่างอย่างขมขื่นช้ำใจเป็น ที่สุดจวบจนถึงปัจจุบัน
        ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความขมขื่นที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตน โกสินทร์  ว่ากันว่า การสูญเสียดินแดนอันเนื่องมาจาก "วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112" ในครั้งนั้น ส่งผลทำให้รัชกาลทีี่่ 5 ทรงไม่เป็นอันเสวยหรือบรรทมจนกระทั่งประชวรหนัก เพราะเหตุทรงเจ็บช้ำพระราชหฤทัย ขมขื่นและระทมทุกข์เป็นยิ่งนักกับการสูญเสียดินแดนอย่างถาวร
       ถึงขนาดทำให้พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บิดาแห่งกองทัพเรือไทย ต้องทรงสักยันต์ "ตราด ร.ศ.๑๑๒" ไว้ตรงพระอุระของพระองค์ เพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงความเจ็บช้ำที่เกิดจากเหตุการณ์ในกาลนั้น




ภาพการรบระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ใน วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่ปากน้ำเมือง
สมุทรปราการ จนนำไปสู่การเสียดินแดนของไทยให้แก่ฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก




ThailandWithFlags.gif
พื้นที่สีฟ้าที่เป็นดินแดนประเทศลาว คือส่วนที่
สยามต้องยกให้ฝรั่งเศสหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112


        
ไม่น่าเชื่อว่า หมายเลข "112" จะกลับคืนมากลายเป็นหมายเลขที่ผ่านหูผ่านตาคนไทยมากที่สุด ณ เวลานี้
         เป็นที่รับรู้กันดีว่า  การรัฐประหารยึดอำนาจในพ.ศ.2549 ได้กลายเป็นจุดเิริ่มต้นที่ทำให้เกิดวิกฤติทางการเมืองภายในประเทศที่ร้าว ลึกต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้
         น่าสนใจว่า ปีพ.ศ.2549 เป็นช่วงเวลาที่ครบ 100 ปีพอดีพอดีของช่วงวิกฤติที่สยามต้องเสียดินแดนส่วนที่เรียกว่าเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณรวมทั้งเกาะกูดให้แก่ฝรั่งเศสอย่างไม่มีวันได้กลับคืน  
         หนึ่งศตวรรษแห่งวิกฤติ ร.ศ.112 ได้ผ่านไป  แต่สังคมไทยกลับต้องเผชิญกับวิกฤติครั้งร้ายแรงอีกครั้งหนึ่ง เป็นความแตกแยกแตกร้าวทางการเมืองอย่างชัดเจน เป็นวิกฤติทางการเมืองที่เรียกว่าเลวร้ายที่สุดในรอบ 100 ปีก็ว่าได้
         ผลพวงหนึ่งของความขัดแย้งดังกล่าวก็คือประเด็นเรื่องของมาตรา 112 ที่ทำให้ความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมไทยดำรงอยู่อย่างชัดเจนต่อไป เพราะความละเอียดอ่อนของมาตรา 112 ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกับ "รากแก้ว" ของชาติไทย




นักวิชาการกลุ่ม "นิติราษฏร์"




วิกฤติ 112: ปัญหาคนหรือปัญหาตัวอักษร?

        
ความคิดเห็นที่แตกแยกแตกต่างกันในสังคมไทยต่อมาตรา 112 โดย-เฉพาะนักวิชาการกลุ่มนิติราษฏร์ (ซึ่งสมาชิกบางคนมีความคิดค่อนข้าง "ถอนรากถอนโคน" ผ่านการศึกษาจากฝรั่งเศส) ที่มีบทบาทโดดเด่นเป็น "หัวหอก" ในการรณรงค์ให้มีการแก้ไข มาตรา 112 จนถูกมองว่า ช่วยตอกย้ำและขยายวงความขัดแย้งให้ร้าวลึกยิ่งขึ้น จนอาจกลายเป็น "วิกฤติการณ์ 112" อีกครั้งหนึ่ง 
          ครั้งหนึ่ง มาตรา 112 ถูกมองว่าเป็นผลพวงที่เกิดมาจากรัฐประหาร 2549  จนค่อยๆพัฒนากลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างไม่น่าจะเป็น และในปัจจุบัน มาตรา 112 ถูกโยงใยให้กลายเป็นเงื่อนไขทีสำคัญหนึ่งของการสมานฉันท์ปรองดองอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้  รวมถึงการโยงใยเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเป็นเสมือนหนึ่งมาตรวัดระดับความเป็น ประชาธิปไตยและเสรีภาพ
           ไม่มีใครทราบว่า ความขัดแย้งจนขยายวงกลายเป็น "วิกฤติ ม.112" ณ พ.ศ.ปัจจุบันนี้ จะมีส่วนทำให้ในหลวงพระองค์ท่านต้องทรงโทมนัสมากน้อยแค่ไหน 
         เว้นเสียแต่ว่าสังคมไทยจะสามารถหาทางออกและพลิก "วิกฤติการณ์ ม.112" ให้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ผลักดันทำให้การสมานฉันท์เกิดขึ้นเป็นจริงได้




.

4 พฤษภาคม 2555

ในวันที่ City(ไม่)United

.




    เชื่อว่าในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้านี้ เมืองแมนเชสเตอร์จะต้องคึกคักเหมือนที่เคยเห็นป็นภาพคุ้นตาในเกือบทุกๆเดือนพฤษภาคมของแต่ละปี   
    สิ่งที่แน่นอนที่สุด ไม่ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวที่ไหนหรือไม่ว่าจะเกิดการรัฐประหารที่ใด  แชมป์ถ้วยพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้จะต้องอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์อย่างแน่นอน
     ไม่ว่าบรรยากาศแห่งการฉลองแชมป์จะอบอวลไปด้วยสีฟ้าของแฟนแมนฯซิตี้ หรือ สีแดงของแฟนแมนฯยูไนเต็ดก็ตาม



ท่านเซอร์ฯ ถ้วยใบนี้ขอผมเถอะ


    
     ต้องถือเป็นครั้งแรกๆในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ ที่สองทีมร่วมเมืองแมนเชสเตอร์ต้องสู้ต้องลุ้นกับตำำแหน่งเกียรติยศสูงสุดของประเทศใบนี้
     สำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้แล้วนี่คือการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการครั้งยิ่งใหญ่นับตั้งแต่มหาเศรษฐี อาหรับเข้ามาซื้อทีมเมื่อสามสี่ปีก่อนพร้อมทุ่มงบมหาศาลจนกลายเป็นผู้ท้าชิงที่น่ากลัวที่สุดของทีมปีศาจแดงในปีนี้
     ณ เวลานี้ ว่ากันว่าแมนฯซิตี้จะได้แชมป์หรือไม่ก็อยู่กับฝีมือของตัวเองเท่านั้น  หากสามารถเอาชนะทั้งสองนัดสุดท้ายที่เหลือ ทีมเรือใบสีฟ้าก็จะเป็นแชมป์อย่างแน่อย่างนอน เบียดเอาคู่ปรับคู่แค้นอย่างปีศาจแดงให้ชอกช้ำแบบน่าเสียดายน่าเจ็บใจ



บางทีประตูโทนของวินเซนต์ กอมปานีลูกนี้อาจจะหมายถึงประตูแชมป์ก็ได้?


     แต่ในวงการฟุตบอล บางครั้งดวงก็เป็นเรื่องสำคัญและมีส่วนสำคัญอย่างไม่น่าเชื่อ
     เพราะถ้าเลือกได้ แมนฯซิตี้คงอยากสลับคู่แข่งสองนัดสุดท้ายกับแมนฯยูไนเต็ดอย่างแน่นอน เพราะสองนัดสุดท้ายที่จะชี้ชะตากับตำแหน่งแชมป์และรองแชมป์นั้น ดูเหมือนแมนฯยูไนเต็ดจะมี
ดวงทีดีกว่าได้เจอทีมที่มีแรงจูงใจน้อยกว่า เพราะแมนฯซิตี้ต้องเจอกับสองทีมที่ลุ้นอันดับ 4 เหมือนกันอย่างบังเอิญ ในขณะที่แมนฯยูไนเต็ดเจอกับทีมที่ไม่ได้มีแรงจูงอะไรเป็นพิเศษ
     นัดรองสุดท้ายในวันอาิทิตย์นี้ แมนฯซีตี้ต้องพบกับศึกหนักนัดชี้ชะตาแชมป์กับทีมนิวคาสเซิลทีมที่กำลังรอลุ้นเป็นอันดับ 4 จากหัวตาราง เพื่อสิทธิในการเข้ารอบไปแข่งฟุตบอลยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกในฤดูกาลหน้า 




'ทักษิณ' ในวันเริงร่ากับแฟนๆเรือใบสีฟ้า


ในใจ 'อภิสิทธิ์' คงกำลังรอลุ้นให้นิวคาสเซิลจมเรือใบสีฟ้า



        
       คงต้องติดตามอย่างน่าสนใจว่า ทีมของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรกับทีมขวัญใจของ อดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ เวชชาชีวะใครจะเข้าวิน
      บางที เราอาจจะได้เห็นอดีตผู้นำทั้งสองคนเกทับข้ามทวีปกันด้วยผลแพ้ชนะของฟุตบอลคู่นี้ก็เป็นได้
      นัดสุดท้ายของแมนฯซิตี้จะเปิดบ้านสนามเอธิฮัด สเตเดี้ยมที่เช่าจากเทศบาลเมืองแมนเชสเตอร์ เพื่อรอลุ้นว่าจะมีโอกาสได้ฉลองแชมป์ในบ้านหรือไม่ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันกับทีมทหารเสือราชินีอย่างควีนปาร์ค แรงเจอร์  ทีมทีรอลุ้นอันดับ 4 จากท้ายตารางเพื่อให้รอดพ้นการตกชั้น 
       และที่ไม่ควรลืมก็คือว่า ในหลายๆครั้งหลายๆโอกาส ศิษย์เก่าโอลด์แทรฟฟอร์ดมีส่วนช่วยเสริมดวงให้กับทีมเก่าอย่างปีศาจแดงคว้าแชมป
       ซึ่งต้องดูว่า มาร์ค ฮิวส์ อดีตนักเตะเก่าของแมนฯยูไนเต็ด ที่ ณ เวลานี้ กุมบังเหียนเป็นนายใหญ่ของทีมควีนปาร์ค แรงเจอร์จะสามารถทำได้มากแค่ไหน  และขึ้นอยู่กับว่าฮิวส์จะพกพาอารมณ์ความหลังเดิมๆที่ถูกปลดออกจากทีมแมนฯซิตี้แบบยอมรับไม่ได้เพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกหรือไม่
       อย่าลืมว่า ฮิวส์เคยทำได้มาแล้ว ในช่วงที่คุมทีมฟูลแล่มสามารถยันเสมอแมนฯซิตี้ถึงถิ่น เมื่อต้นปี 2011
      ถ้าทำได้อีกครั้งในปีนี้ กระแสคำขอบคุณจากโอด์ลแทรฟฟอร์ดจะหลั่งไหลไปถึงฮิวส์แบบไม่รู้จบ ทำให้ฮิวส์กลายเป็นฮีโร่อีกครั้งของแฟนๆปีศาจแดง
 
      

ไม่ต้องห่วงครับนาย

       ด้วยเหตุเพราะดวงของแมนฯซิตี้ต้องเจอกับทีมที่มีแรงฮึดแรงจูงใจเพื่อลุ้นอันดับ 4 จึงต้องถือว่าโชคไม่ดีนัก เพราะดวงเช่นนี้ อาจทำให้แมนฯซิตี้พลาดอดได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
      ในขณะที่ทีมแมนฯยูไนเต็ดก็ใช่ว่า จะมีดวงดีขี่คู่แข่งร่วมเมืองจนสามารถคว้าแชมป์แบบเฉียดฉิวไปได้เสียทีเดียว เพระสองนัดสุดท้ายที่เจอกับสวอนซี และ ซันเดอร์แลนด์นั้น ก็มีความหมายบางอย่างที่ไม่อาจมองข้ามได้
     เพราะทั้งสวอนซีและซันเดอร์แลนด์คือสองทีมที่เคยยัดเยียดความปราชัยให้กับทีมแมนฯซิตี้มาแล้ว อย่างไม่น่าเชื่อ

      แต่เหตุการณ์ที่กำลังจะเำกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2012 กลับคลับคล้ายคลับคลากับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1968 อย่างเหลือเชื่อ
      สำหรับแฟนบอลรุ่นแรกๆที่ยังไม่ถูกโรคอัลไซเมอร์รบกวน ก็คงอาจจะจำเหตุการณ์เมื่อ 44 ปีก่อนได้ไม่มากก็น้อย และเป็นเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้แฟนๆของทีมแมนฯซิตี้ภาวนาให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย 
      ในการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 1 (ซึ่งถือเป็นลีกสูงสุดของอังกฤษในเวลานั้น) นัดสุดท้ายประจำฤดูกาลเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1968 เป็นนัดที่สำคัญที่สุดที่ชี้ชะตาว่าแมนฯซิตี้หรือแมนฯยูไนเต็ดใครจะเข้าวินคว้าชมป์ไปครอง นั่นเป็นครั้งสุดท้ายทีทั้งสองทีมร่วมเมืองแมนเชสเตอร์ต้องทำศึกจนถึงวันสุดท้ายเพื่อแย่งแชมป์ก่อนจะเกิดขึ้นอีกครั้งในฤดูกาลนี้





ประตูแรกของไมค์ ซัมเมอร์บีที่เปิดทางให้แมนฯซิตี้คว้าชัย 4-3 เหนือนิวคาสเซิล





ภาพแฟนๆเรือใบสีฟ้าที่วิ่งลงสนามเซนต์เจมส์ปาร์คฉลองแชมป์เมื่อปี 1968






        ณ เวลานั้น ทั้งสองทีมต่างมีคะแนนเท่ากัน โดยแมนฯซิตี้มีลูกได้เสียดีกว่าเหมือนเช่นในวันนี้ และที่บังเอิญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ  นัดสุดท้ายชี้ชะตา แมนฯซิตี้ต้องล่องเรือใบไปเยือนถิ่นนิวคาสเซิลด้วยเป้าหมายว่าชัยชนะคือแชมป์เีปี้ยนแน่นอนเช่นเดียวกับเหตุการณ์ในฤดูกาลนี้ ส่วนแมนฯยูไนเต็ดทำศึกกับซันเดอร์แลนด์ ด้วยเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้ดีกว่าทีมปฏิปักษ์คู่เมือง   
         สุดท้ายแล้ว กลายเป็นแมนฯซิตี้ที่สามารถคว้าแชมป์ได้อย่างชนิดลุ้นจนตัวโกร่ง  ชัยชนะต่อนิวคาสเซิลในวันนั้นเพียงพอสำหรับตำแหน่งแชมป์ที่เป็นแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศครั้งล่าสุดของสโมสร  เพราะแมนฯยูไนเต็ดพ่ายแพ้ให้แก่ซันเดอร์แลนด์ไปแบบหมดลุ้น
       คงต้องรอลุ้นในอาทิตย์นี้ว่า สุดท้ายแล้ว ดวงใครจะแข็งกว่ากัน ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่  แมนฯซิตี้จะสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ได้หรือไม่ หลังจากที่เฝ้ารอคอยมานานกว่า 44 ปี หรือว่าแมนฯยูไนเต็ดจะตอกย้ำความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นสมัยที่ 13 ได้หรือไม่   
       แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าใครจะเป็นแชมป์ เมืองแมนเชสเตอร์จะไม่เป็นหนึ่งเดียวอย่างแน่นอน




.

23 เมษายน 2555

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 4)

.....................................................................................................................



คลิกอ่าน 

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 1) 

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 2)

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 3)


 

ในเกาะอังกฤษเองอาจจะมีหลายๆทีมที่รู้จักมักคุ้นและยอมรับในฝีเท้าของนักเตะเลือดดัทช์ นับตั้งแต่อิปสวิท ทาวน์ในยุคของบ๊อบบี้ ร็อบสันผู้บุกเบิกนำนักเตะอัศวินสีส้มเข้ามาบรรเลงเพลงเตะเป็นครั้งแรกเมื่อ 30 ปีก่อน รวมทั้งเชลซี, อาร์เซนัลและลิเวอร์พูล

จอห์น ม็องคูสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะดัทช์ชี่และนักเตะยุโรปคนแรกของสโมสรเชลซี โดยย้ายมาร่วมทีมในปี 1989 ซึ่งเชลซี่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา และสร้างผลงานยอดเยี่ยมจนได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสรแห่งนี้ กลายเป็นนักเตะผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ของทีมที่ได้รับรางวัลเกียรติยศนี้

แต่นักเตะดัทช์ชี่คลาสระดับโลกที่สุดก็คือรุด กุลลิค ถึงแม้ว่าจะผ่านจุดพีคในฐานะนักฟุตบอลอาชีพกับเอซี มิลานมาแล้ว แต่คลาสของกุลลิคคือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติเปลี่ยนโฉมเชลซี ที่เปิดทางให้นักเตะระดับโลกคนอื่นๆได้เข้ามาค้าแข้งอยู่เชลซีและทีมอื่นๆ


เกลน ฮ๊อดเดิลดึงลุด กุลลิคเข้าสู่ถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ในปี 1995

ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จใดๆในฐานะนักเตะ แต่กุลลิคก็สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่ดัทช์คอนเนค ชั่นในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์แห่งนี้ เมื่อได้รับการโปรโมตให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่แทนที่เกลน ฮ๊อดเดิลและสร้างผลงานคว้าแชมป์เอฟเอคัพในปี 1997


กุลลิคกับประวัติศาสตร์ในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์
ผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ของ
สโมสรเชลซีที่มีมาจนถึงทุกวันนี้

ในวันที่ดัทช์ชี่เบิกบานเต็มใบ


เอ็ดเดอ-กอยสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้รักษา
ประตูค่าตัวแพงที่สุดในปี 1997 และสร้าง
เกียรติยศให้แก่ดัทช์คอนเนคชั่นร่วมกับกุลลิค
ในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์

หลังจากที่กุลลิคได้สร้างชื่อให้กับดัทช์คอนเนคชั่นแล้ว เชลซีก็เปิดประตูต้อนรับนักเตะดัทช์ชี่คนใหม่ๆเรื่อยมาเรียงเสียงเรียงนามตั้งแต่มาริโอ เมลคิอ็อต,วินส์ตัน โบกาเด่,จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์และอาเยิน ร๊อบเบ็นเป็นยุคที่ดัทช์ชี่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็ว่าได้

และกุส ฮิดดิ้งค์ก็มาขยายดัทช์คอนเนคชั่นในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ให้ฝังรากลึกยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าจะทำหน้าที่บอสใหญ่ชั่วคราวเพียงแค่ 3 เดือน แต่ฮิดดิ้งค์ได้ฝากผลงานและความประทับใจที่แสนอบอุ่นในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์




วินส์ตัน โบกาเด่ผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้า
อับอายให้แก่ดัทช์ชี่ในชุดสีน้ำเงินคาม
ลงเล่นเพียง 7 นัดตลอด 4 ฤดูกาล

จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์ระเบิดฟอร์มจนทำให้ดัทช์ชี่บินได้

มาริโอ เมลคิอ๊อตและฮัสเซลแบงค์สองคู่เกลอดัทช์ชี่


ร็อบเบ็นผู้สร้างความปรากฏการณ์ให้แฟนๆ
สิงโตน้ำเงินครามได้ลุ้นตลอดเวลา

เกียรติประวัติถ้วยเอฟเอคัพสำหรับฮิดดิ้งค์และเชลซีในปี2009

ความใกล้ชิดกับโรมัน อับราโมวิกมหาเศรษฐีเจ้าของทีมทำ
ให้ประตูของสแตมฟอร์ดบริดจ์เปดต้อนรับฮิดดิ้งค์เสมอ


เมื่อหมดยุคของฮิดดิงค์แล้ว ดูเหมือนว่าดัทช์ชี่ก็อยู่ในช่วงขาลงไปด้วย สแตนฟอร์ดบริดจ์ในวันนี้ไม่มีนักเตะดัทช์ชี่คลาสระดับโลกหลงเหลืออีกเลยนอกเหนือจากเพียงนักเตะดาวรุ่งสองหน่ออย่างเจ๊ฟ ฟรี่ บรูมา และแพรทริค ฟานอันฮอลท์ที่ชื่อยังโนเนมเกินไป


ในอีกฟากหนึ่งของมหานครลอนดอน อาร์เซนัลเป็นอีกสโมสรหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับดัทช์คอนเนคชั่น ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นช้ากว่าเชลซีและมีนักเตะดัทช์ร่วมทีมน้อยกว่ามาก แต่จุดเปลี่ยนของเชลซีและอาร์เซนัลก็เริ่มต้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

เดนนิส เบิร์กแคมป์คือดัทช์ชี่คนแรกๆในประวัติศาสตร์ของสโมสร โดยเริ่มเปิดศักราชในปี 1995 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กุลลิคย้ายมาร่วมสังกัดเชลซี

ในช่วงแรกๆ เบิร์กแคมป์มีมาร์ก โอเวอมาร์สเป็นดัทช์ชี่คนที่ 2 ที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์คว้าดับเบิลแชมป์ในฤดูกาล 1997-1998  เมื่อโอเวอมาร์สย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่าในปี 2000 เบิร์กแคมป์เป็นดัทช์ชี่โลนลี่เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น เพราะจิโอ ฟาน บรอนค์ฮอสท์ได้ย้ายมาร่วมชายคาด้วย 



 
ฟาน บรอนค์ฮอสท์อาจจะเป็นดัทช์ชี่
ที่เงียบฉี่ที่สุดในถิ่นไฮบิวรี่

ตลอดช่วงระยะเวลา 11 ปีในถิ่นไฮบิวรี่ เบิร์กแคมป์มีบทบาทสำคัญมากๆ ในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับอาร์เซนัลในยุคของอาร์เซง แวงเกอร์ จนคว้าแชมป์ต่างๆรวมกันถึง 10 แชมป์  โดยเฉพาะการสร้างประวัติศาสตร์ The Invicibles ไม่แพ้ติดต่อกัน 49 นัดในฤดูกาล 2003-2004  ที่อาจจะไม่มีทีมไหนทำลายสถิติได้

ถึงแม้จะได้รับการโหวตจากแฟนคลับของเดอะกันเนอร์ให้เป็นนักเตะทียิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากเธียรี่ อองรีในประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่เบิร์กแคมป์ก็ได้รับการยกย่องจากอลัน แฮนเซ่นอดีตนักเตะตำนานลิเวอร์พูลว่าเป็นนักเตะต่างชาติที่สุดยอดที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของเกาะอังกฤษ


หมายเลข 10 ของเบิร์กแคมป์ย่อมบ่งบอกความพิเศษเมื่อเทียบกับอองรี

ตำนานเสื้อหมายเลข 10 ของเบิร์กแคมป์ได้ถูกส่งผ่านต่อไปให้ดัทช์ชี่คนใหม่นามโรบินฟาน เปอร์ซี่ ผู้ยืนหยัดอยู่กับสโมสรมาอย่างยืนยาวนับแต่ปี 2004 ถึงแม้ว่าอาร์เซนัลจะล้มเหลวไม่สามารถคว้าแชมป์ใดๆได้เลยนับตั้งแต่ปี 2005  ถือเป็นความท้าทายสำหรับฟาน เปอร์ซี่เป็นยิ่งนัก ในฐานะนักเตะดัทช์ชี่หนึ่งเดียว ที่ได้รับความไว้วางใจให้สืบทอดตำแหน่งอันยิ่งใหญ่เป็นตำนานจากเบิร์กแคมป์ และได้รับความไว้วางใจให้เป็นกัปตันทีม




ฟาน เปอร์ซี่กำลังร้อนแรง ไต่เต้าสร้าง
ประวัติศาสตร์ให้เทียบเท่าหรือล้ำเกินหน้าเบิร์กแคมป์


หมายเลข 10 ของฟาน เปอร์ซี่ที่เป็นมรดกตกทอด
มาจากดัทช์ชี่รุ่นพี่อย่างเบิร์กแคมป์

ดูเหมือนว่า     ไม่มีทีมไหนที่ถูกโฉลกกับนักเตะดัทช์มากเท่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกแล้ว อาร์โนลด์ มูห์เรน คือเฟิสต์ลิงค์ผู้ปักธงดัทช์คอนเนคชั่นในถิ่นโอลด์แทฟฟอร์ดเมื่อปี 1982 หลังจากมีส่วนสำคัญช่วยให้อิปสวิชคว้าแชมป์ยูเอฟ่าคัพหรือคัพวินเนอร์คัพเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรในปี 1981  ไม่เพียงเป็นดัทช์ชี่คนแรกเท่านั้นแต่ยังเป็นนักเตะยุโรปจากภาคพื้นทวีปคนแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
(และของเกาะอังกฤษ) ด้วย


ชื่ออาร์โนลด์ มูห์เรนอาจจะไม่สตาร์ชื่อดังในความทรงจำ


ในฤดูกาลแรก ถึงแม้จะไม่โดดเด่นแต่มูห์เรนมีส่วนสำคัญไม่น้อยช่วยให้แมนฯยูไนเต็ดคว้าถ้วยแชมป์เอฟเอคัพเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี แต่มูห์เรนไม่ใช่สตาร์ระดับโลกเหมือนเพื่อนร่วมชาติอย่างฟานบาสเตน กุลลิค หรือไรท์การ์ดที่สามารถเปิดทางให้ดัทช์ชี่รุ่นน้องๆ ได้เจริญรอยตามอย่างง่ายๆ

กว่าที่ดัทช์ชี่คนที่ 2 คนที่ 3 จะมีโอกาสก้าวเข้ามาร่วมชายคาถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดก็ต้องรอจนถึงปี 1996 ซึ่งเป็นปีที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันอยู่ในตำแหน่งบอสใหญ่แห่งปีศาจแดงครบทศวรรษ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ดาวเด่นระดับโลก แต่ทั้งไรมอนด์ ฟาน เดอฮาวและยอร์ดี ครัยฟ์ (ลูกชายของโยฮัน ครัยฟ์)  ก็เล่นบทบาท "มือสอง" ในความสำเร็จไม่มากก็น้อย 



ถึงแม้จะสวมบทบาทมือสองของปีเตอร์ ชไมเคิล
แต่ไรมอนด์ ฟาน เดอร์ ฮาวก็มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จ
ในยิ่งใหญ่ของทีมปีศาจแดงในปี 1999



ถึงจะเป็นลูกชายของนักเตะเทวดา แต่
ยอร์ดี้ ครัยฟ์ก็ไม่ใช่นักเตะเทวดาเหมือนพ่อ
 
แต่ดัทช์ชี่คนแรกที่สร้างชื่อมีบทบาทมีอิทธิพลต่อทีมมากๆ ก็คือยาป สตัม ซึ่งแมนฯยูไนเต็ดลงทุนซื้อกองหลัง "ภูผา" คนนี้ด้วยค่าตัวสูงลิ่วเกือบ 11 ล้านปอนด์สำหรับฤดูกาล 1998-99 ที่กำลังจะเริ่มต้น

การเป็นนักตะดัทช์ที่มีค่าตัวแพงที่สุดและเป็นนักเตะกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังในช่วงเวลานั้น บ่งบอกว่า "เดอะร็อคหน้าตาย" คนนี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน และสตัมก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เฟอร์กูสันตัดสินใจไม่ผิดพลาด


สตัมเหมือนเขื่อนที่กั้นไม่ให้ประตูรั่วไหล
ทำให้ทีมปีศาจแดงเสียประตูยากขึ้น

เพราะข้าเป็น "ภูผา" ความสำเร็จจึงมาถึง

เมื่อมี "ภูผา" คนนี้เป็นด่านขวางกองหน้าคู่ต่อสู้ แมนฯยูไนเต็ดก็กลายเป็นอีกทีมหนึ่งที่แพ้ยากขึ้น เพียงแค่ในฤดูกาลแรก สตัมได้กลายเป็นนักเตะคีย์แมนที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรในการคว้า 3 แชมป์คือแชมป์รายการพรีเมียร์ลีก ยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก และเอฟเอคัพ แถมยังสร้างประวัติศาสตร์ช่วยให้แมนฯยูไนเต็ดเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยติดต่อกันชนิดที่ต้องโค้งคำนับให้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ถึงแม้ฟุตบอลจะเป็นเกมกีฬาที่เน้นความเป็นทีมและเป็นปรัชญาของสโมสรแห่งนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สตัมคือผู้ที่สมควรได้รับเครดิตมากที่สุดคนหนึ่งในความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ของแมนฯยูไนเต็ดในช่วงเวลาดังกล่าว เฟอร์กูสันถึงกับยอมรับว่า การขายสตัมให้แก่ทีมลาซิโอในปี 2001 คือความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเป็นผู้จัดการปีศาจแดง เพราะในฤดูกาล 2001-02 แมนฯยูไนเต็ดล้มเหลวในทุกรายการอย่างไม่น่าเชื่อ  

ความสำเร็จของสตัมเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เฟอร์กูสันเริ่มปักใจเชื่อว่า ดัทช์คอนเนคชั่นจะเป็นปัจจัยที่สำคัญและจำเป็นสำหรับแมนฯยูไนเต็ดหากจะคงความยิ่งใหญ่ไว้ต่อไป   แน่นอนที่สุดว่า บอสใหญ่คนนี้จะไม่มีวันที่จะประยุกต์ "ฟานกาลโมเดล" และซื้อนักเตะดัทช์ชี่พร้อมๆกันหลายคนจนล้นทีม

 
ฟาน นิสเตลรอยผู้ยิงประตูเถิดเทิง
ทำสถิติจารึกไว้ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด

ในปีที่ขายสตัมออกไป เฟอร์กูสันก็ได้นักเตะดัทช์คนใหม่มาร่วมทีมที่สร้างชื่อเสียงสร้างเครดิตให้แก่ดัทช์คอนเนคชั่นไม่ด้อยไปกว่าสตัม นั่นคือรุค ฟานนิสเตลรอยที่เฟอร์กูสันเพียงพยายามตามตื้อจนชนะใจศูนย์หน้าทีมชาติเนเธอร์แลนด์คนนี้


พลายอิ้งดัทช์ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด


ในเวลานั้น เฟอร์กูสันมีความคิดที่จะสร้างดัทช์ชี่คู่ขวัญคู่หน้าเพื่อความยิ่งใหญ่ทั้งในเวทีพรีเมียร์ลีก และสมรภูมิแชมป์เปี้ยนลีก ความคิดที่จะมีทั้งฟานนิสเติลรอยและแพรทริค ไคล์เวิร์ทเป็นคู่กองหน้าหมายเลข 9 หมายเลข 10 แห่งทีมปีศาจแดง  ด้วยความเชื่อมั่นว่า แมนฯยูไนเต็ดจะไร้เทียมทานด้วยสองกองหน้าดัทช์ชี่คู่อันตรายนี้

แต่ความคิดความฝันของเฟอร์กูสันก็ไม่อาจจะเป็นจริงได้ นับเป็นความผิดหวังครั้งที่ 2 สำหรับเฟอร์กูสันที่ชื่นชมและเพียงพยายามที่จะได้ไคล์เวิร์ทมาร่วมทีมให้ได้ เพราะก่อนหน้านี้ ก็ได้พยายามจะซื้อไคล์เวิร์ทเป็นดัทช์ชี่คนที่ 2 ที่จะได้มาอยู่ร่วมกับสตัม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เล่ากันว่า เหตุผลส่วนตัวหนึ่งที่ทำให้ไคล์เวิร์ทตัดสินใจไม่มาร่วมทีมแมนฯยูไนเต็ด เพราะต้องการอาศัยอยู่ในลอนดอนเท่านั้น 
เมื่อโอลด์แทรฟฟอร์ฟอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ ไคล์เวิร์ทจึงตัดสินใจไปอยู่บาร์เซโลน่า


ในวันรุ่งโรจน์ของดัทช์ชีนามฟาน นิสเตลรอย


แต่การได้ฟานนิสเตลรอยเป็นดัทช์ชี่โดดๆ กลับไม่ได้สร้างความผิดหวังให้กับเซอร์อเล็กซ์แม้แต่น้อยเลย เพราะฟานนิสเตลรอยทำหน้าที่ของศูนย์หน้าได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีข้อบกพร่องเลย ในฤดูกาลแรก สามารถระเบิดระบายฟอร์มสุดยอดประหนึ่งเก็บกดมาจากอาการบาดเจ็บเรื้อรังก่อนหน้านั้น ทำลายสถิติต่างๆ ในฐานะดาวซัลโว จนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกและดาวซัลโวทรงคุณค่ารายการยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกรวมทั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของรายการยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก 3 สมัยติดต่อ กัน

ถึงแม้จะมีดีกรีเป็นแชมป์แห่งเกาะอังกฤษ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีนักเตะคนใดกล้าปฏิเสธที่จะมาร่วมทีมด้วย และไม่ว่าเฟอร์กูสันจะเชื่อมั่นในคุณภาพของดัทช์ชี่มากแค่ไหนก็ตาม แต่บอสใหญ่ทีมปีศาจแดงก็ไม่ได้ตัวนักเตะที่ต้องการเสมอไป

ผลงานอันยอดเยี่ยมของฟานนิสเตลรอยทำให้เฟอร์กูสันกระหยิ่มใจและต้องการจะเพิ่มดัทช์ชี่เข้าร่วมทีมอีกคนหนึ่งในช่วงต้นปี 2004 ถึงแม้ว่าจะใช้ความพยายามมากแค่ไหนก็ตาม และถึงแม้จะให้ฟานนิสเติลรอยเป็นพ่อสื่อช่วยกล่อมให้แล้วก็ตาม  แต่ท้ายที่สุดแล้ว อาเยิน ร็อบเบ็นก็เลือกที่จะไปร่วมทีมเชลซี 

แต่ฤดูกาลต่อมา เซอร์อเล็กซ์ก็สมหวังในดัทช์ชี่คนใหม่ที่อยู่ในใจมานานหลายปี เป็นความสมหวังที่มีค่ามีความหมายต่อทีมปีศาจแดงมากๆ เพราะการได้ตัวเอ็ดวิน ฟานเดอ ซาร์ผู้รักษาประตูทีมชาติฮอลแลนด์มาร่วมทีมในปี 2005 คือการแก้ปัญหาจิ๊กซอร์ที่ถูกปล่อยไว้นับตั้งแต่ปีเตอร์ ชไมเคิลย้ายออกไปตั้งแต่ปี 1999 และยังไม่สามารถหาใครมาแทนที่ได้

ฟานเดอซาร์กลายเป็นดัทช์ชี่อีกคนหนึ่งที่สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมให้แก่แมนฯยูไนเต็ด จนได้รับการขนานนามว่า "ฟานเดอเซฟ" ถึงขั้นเฟอร์กูสันยกย่องให้เป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ยุคของ ชไมเคิล


เอ็ดวิน ฟานเดอ ซาร์สร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ให้กับดัทช์ชี่

ดัทช์ชี่ผู้ยิ่งใหญ่คนสุดท้ายในยุคเซอร์เฟอร์กูสัน?

เมื่อสามารถปักหลักและสร้างความมั่นใจให้แก่เซอร์อเล็กซ์แล้ว ฟานเดอซาร์ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ กลายเป็นนักเตะดัทช์ที่อยู่ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดนานที่สุด และตลอดระยะเวลา 6 ฤดูกาลก่อนที่จะรีไทร์จากอาชีพนักฟุตบอล ฟานเดอซาร์คือดัทช์ชี่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดด้วยเกียรติประวัติผลงานรวม 10 แชมป์ทุกรายการ


ฟานเดอ ซาร์คือดัทช์ชี่ที่ก้าวเดินออกจากโอล์ดแทรฟฟอร์ด
ได้อย่างสวยหรูที่สุด เพราะไม่ได้ถูกอัปเปหิขายออกไปเหมือนสตัมหรือฟานนิสเตลรอย

บทบาทและความสำเร็จของสตัม ฟานนิสเตลรอยและฟาน เดอซาร์ในรอบ 13 ปีที่ผ่านมากลายเป็นหลักฐานประจักษ์แจ้งว่า แมนฯยูไนเต็ดถูกโฉลกกับดัทช์ชี่มากๆ

ดูเหมือนว่า ดัทช์คอนเนคชั่นจะถูกโฉลกกับแมนฯไนเต็ดและเฟอร์กูสันอย่างเหลือเชื่อ ด้วยผลงานเป็นที่ประจักษ์นับตั้งแต่สตัมย้ายมาร่วมทีมในปี 1998 เป็นต้นมา  จะเห็นได้ว่า แมนฯยูไนเต็ดมักจะโชคดีได้ลาบได้แชมป์เมื่อมีดาวเด่นดัทช์ระดับโลกหนึ่งคนเป็นดาวเด่นประดับทีมในแต่ละช่วงเวลา 

ด้วยเหตุนี้ อาจเป็นคำตอบหนึ่งว่า ทำไมแมนฯยูไนเต็ดจึงเพียรพยายามและต้องการจะได้ตัวนักเตะหมายเลข 10 ของทีมชาติเนเธอร์แลนด์คนปัจจุบันอย่างเวสลีย์ ชไนเดอร์มาร่วมทีมมากๆ มากกว่าเพียงแค่เหตุผลทางด้านเกมฟุตบอลเพียงอย่างเดียว




เวสลีย์ ชไนเดอร์ดัทช์ชี่ที่อาจจะกลายเป็นอาถรรพ์สำหรับแมนฯยูไนเต็ด?
 

ไม่มีหมายเลข 10 ว่างที่โอลด์แทฟฟอร์ดสำหรับนักเตะหมายเลข 10 คนนี้


เพราะชไนเดอร์เป็นนักเตะดัทช์ที่มีดวงถูกโฉลกกับปีศาจแดงอย่างขาดไม่ได้  เฟอร์กูสันอาจจะไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงเริ่มต้นฤดูกาลใหม่โดยไม่มีดัทช์ชี่ระดับโลกอยู่ในทีมเลย

แต่สุดท้าย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ปีศาจแดงก็ไม่ประสบความสำเร็จในการคว้าตัวชไนเดอร์มาร่วมทีม จนทำให้ใครๆหลายคนรวมทั้งเซอร์อเล๊กเริ่มหวั่นใจว่า แมนฯ ยูไนเต็ดอาจจะคว้าน้ำเหลว ไม่ได้แชมป์ใดๆเลนก็ได้สำหรับในฤดูกาล 2011-2012 นี้ก็เป็นได้ นับตั้งแต่ตกรอบบอลถ้วยลีกคัพ  บอลถ้วยเอฟเอคัพ โดยเฉพาะการตกรอบแรกในรายการยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีคอย่างไม่น่าเชื่อ

ณ เวลานี้ แมนฯยูไนเต็ดเหลือลุ้นอย่างใจหายใจคว่ำกับตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีคเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น

เพื่อพิสูจน์ว่า ดวงแชมป์ของทีมปีศาจแดงนั้นผูกติดกับดัทช์คอนเนคชั่นจริงๆ หรือไีม่



.

16 เมษายน 2555

คนไทยเสื้อแดงที่เสียมราฐ

.



เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นหรือเกิดขึ้นมาก่อนก็ว่าได้ สำหรับปรากฏการณ์ที่คนไทยเสื้อแดงจำนวนหลายหมื่นคนแห่แหนไปที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ด้วยเหตุผลเพื่อร่วมรดน้ำดำหัวและพบปะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศตั้งแต่กลางปี 2551

จากข้อมูลตัวเลขของทางด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือตม.กัมพูชา คนไทยเสื้อแดงจำนวนกว่า 38,000 คน เดินทางเข้าประเทศพร้อมๆกัน ถือเป็นสถิติตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์


ภาพของคนไทยเสื้อแดงจำนวนเรือนหมื่นไ้ด้ร่วมใจแสดงพลังทางการเมืองดังกล่าว ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในประเทศเยอรมนีเมื่อกลางปี 2549  ซึ่ง ณ เวลานั้น เยอรมนีเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก

ว่ากันว่า ในบรรดาประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลในคราวนั้น ไม่มีประเทศใดที่ "แบก" ความทรงจำ   อันขมขื่นและภาระกิจทางประวัติศาสตร์มากเท่ากับเนเธอร์แลนด์

เพราะประเทศเล็กๆที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลอย่างเนเธอร์แลนด์หรืออีกชื่อหนึ่งคือฮอลแลนด์ เคยถูกกองทัพนาซีเยอรมันรุกรานและยึดครองประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นที่สุดสำหรับชาวดัทช์ก็ว่าได้




กองทัพดัทช์สีส้มบนแผ่นดินเยอรมัน


กองทัพดัทช์สีส้มละลานตาบนแผ่นดินเยอรมัน


บางครั้งแฟนบอลอังกฤษจึงเป็นอะไรทีมากกว่าแค่แฟนบอล



ฮูลิแกนคือสัญญลักษณ์หนึ่งที่แสดงออกซึ่งความยิ่งใหญ่ในอดีองอังกฤษโดยเฉพาะเมื่อในต่างแดน


ในทางการทหารแล้ว เนเธอร์แลนด์ไม่เคยมีศักยภาพที่จะสามารถต่อสู้ แก้แค้นหรือรุกรานยักษ์ใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำไรท์อย่างเยอรมนีได้เลย ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเยอรมนีเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก จึงเป็นโอกาสอันงามที่หยิบยื่นให้ชาวดัทช์ได้กระทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อระบายหรือสนองตอบต่อความทรงจำที่ขมขื่นของชาวดัทช์ที่ยังฝังลึกรากลึกอยู่ และเป็นแรงจูงใจมากพิเศษให้ชาวดัทช์เดินทางข้ามประเทศไปยังเยอรมนีที่มีพรมแดนติดกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน

ในทางจิตวิทยาแล้ว คนดัทช์รู้สึกไม่น้อยว่า ถึงที่สุดแล้วก็มีวันที่ได้เห็นภาพของกองทัพสีส้มแสดจรัสอยู่บนแผ่นดินเยอรมนีอย่างไม่เกรงกลัวใดๆ


เป็นสัญญลักษณ์ที่ทำให้ชาวดัทช์รู้สึกฮึกโหมมากเป็นพิเศษที่มีโอกาสได้เหยียบแผ่นดินของชาติที่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อน  ทั้งๆที่กองทัพสีส้มจำนวนมากบนท้องถนนหรือตามเมืองต่างๆในเยอรมนีที่ทีมชาติแข่งขันนั้น เป็นเพียงแฟนฟุตบอล

แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญลักษณ์ที่มีความหมายทางจิตวิทยาไม่น้อยสำหรับชาวดัทช์และความทรงจำอันขมขื่นร้าวลึกในอดีต



เช่นเดียวกัน  ภาพของกองทัพคนไทยเสื้อแดงร่วมๆสี่หมื่นบนแผ่นดินเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชาเมื่อช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา พร้อมๆกับการโบกธงชาติไทยผืนใหญ่ี ราวกับว่าอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ย่อมมีความหมายที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และเชื่อได้ว่าเป็นสิ่งที่คนไทยเสื้อแดงกระทำโดยไม่รู้ตัว และเป็นสิ่งที่ผู้นำและคนกัมพูชาไม่คาดคิด

ถือว่าเป็นเรื่องไม่ปกตินักที่รัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่งจะยินยอมอนุญาตให้คนชาติอื่นแห่แหนไปทำกิจกรรมทางการเมืองภายในประเทศอย่างใหญ่โตเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นนี้ ราวกับว่าไม่คำนึงถึงอำนาจอธิปไตยของตัวเอง
 




ในวันที่ "นายใหญ่" ใหญ่จริงๆบนแผ่นดินกัมพูชา


ว่ากันโดยข้อเท็จจริงแล้ว คนไทยส่วนใหญ่สับสนหรือไม่รู้ความหมายที่แ้ท้จริงของคำว่า "เสียมราฐ" และ "เสียมเรียบ" และเรียกขานกันอย่างผิดๆถูกๆ ทั้งๆที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ถึงแม้จะเป็นชื่อเมืองเดียวกันแต่มีความหมายแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

สำหรับคนกัมพูชาแล้ว  "เสียมราฐ"แปลว่า สยามชนะหรือกัมพูชาเป็นเมืองขึ้นของสยาม และ "เสียมเรียบ" หมายถึง สยามแพ้



คลืนคนไทยเสื้อแดงในเสียมราฐ: ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น

ธงไทยไตรรงค์ผืนใหญ่โบกสะบัดในเ้ส้นทางสู่เสียมราฐ


จึงนับเป็นความบังเอิญอย่างยิ่ง ที่ปรากฏการณ์คนไทยเสื้อแดงในเสียมราฐครั้งนี้ กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนความหมายในทางประวัติศาสตร์ของเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของนครวัดแห่งนี้

ทำให้ชือ "เสียมราฐ" มีความหมายเป็น "เสียมราฐ"  ที่คนกัมพูชาย่อมไม่ปลื้มเป็นแน่



.

15 กุมภาพันธ์ 2555

ไม่มีใครแก่เกินรัก

.



อานุภาพของความรักนั้น..บ่อยครั้งที่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ด้วยว่าสามารถทำเรื่อง Mission Impossible ให้เป็นเรื่อง Mission Possible ได้

บางครั้ง ความรักสามารถทำเรื่องที่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องได้  บ่อยครั้งที่ความรักมีอานุภาพจนสามารถเปลี่ยนแปลงคนให้เป็นคนใหม่อย่างไม่น่าเชื่อ 

ว่ากันว่า ความรักสามารแปรเปลี่ยนถทำให้เด็กที่อารมณ์หุนหันพลันแล่นกลับกลายเป็น ผู้ใหญ่ที่ใจเย็นใจนิ่งได้มากขึ้น  แต่ในทางกลับกัน ความรักก็สามารถจุดเชื้อไฟใต้ภูเขาน้ำแข็งให้พลุ่งพล่านได้ สามารถทำให้คู่รักคู่สูงสัยที่ครองรักมาเนิ่นนานกาเลกลับกลายเป็น "เด็ก" ที่ไร้เหตุผลโดยไม่มีเหตุผล



ถึงแม้เส้นเอ็นจะปูดโปน แต่มือคู่นี้ก็อบอุ่นด้วยไอรัก 


เพราะความรักเป็นเรื่องสวยงาม มนุษย์จึงมักถวิลหาความรักอยู่ตลอดเวลา  เด็กน้อยถวิลหาความรักจากแม่พ่อ เป็นความรักที่บริสุทธิ์ไม่มีเงื่อนไขใดๆ  เช่นเดียวกัน ก็ไม่มีกฏธรรมชาติหรือรัฐธรรมนูญข้อไหนมาตราใดห้ามผู้สูงวัยไม่ให้ถวิลหาความรักได้

หากสังคมยอมรับว่า "ไม่มีใครแก่เกินเรียน" ก็ไม่มีใครสามารถห้ามกฏสังคมข้อหนึ่งว่า  "ไม่มีใครแก่หง่อมเกินรัก" ได้เช่นกัน

เรื่องราวของผู้สูงวัยชาวจีนคู่หนึ่งอาจจะไม่ค่อยเป็นข่าวเกรียวกราวมากนัก แต่เพราะความผูกพันที่มีมาต่อเนื่องถึง 8 ปีก็นานพอที่จะทำให้เจ้าบ่ายในวัย 106 ปีหลงรักและแต่งงานกับเจ้าสาววัย 81 ปี เพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีใครให้ผูกพัน เพราะต่างฝ่ายเพิ่งสูญเสียคู่ชีวิตก่อนพรมลิขิตบันดาลให้มาพบกัน เมื่อตัดสินใจผูกพันเป็นหนึ่งเดียว จึงให้สัญญายึดมั่นจะอยู่ด้วยกันจนวันสุดท้ายของชีวิต

นี่คือพลังอานุภาพแห่งความรักของคนสูงวัย

แต่หากจะนับอายุรวมแล้ว คู่รักคู่สูงวัยชาวฝรั่งเศสย่อมมีสถิติที่เหนือกว่า เพราะในวันที่ฟรังซัวร์ เฟอร์นันเดซและแมดเดอลีน ฟรังชิเนอร์ตัดสินใจเข้าสู่ประตูวิวาร์เมื่อ 10 ปีก่อน ทั้งคู่มีอายุห่างกันเพียงแค่ 2 ปีและมีอายุรวมกันได้ถึง 190 ปี


ถึงแม้ว่าจะมีัปํญหาในการได้ยินแต่เจ้าสาววัย 94 ปีก็สามารถได้ยินคำว่า "I love you" อย่างชัดถ้อยชัดคำ









ถึงแม้ว่าจะอยู่ในวัยเกินแกง แต่ทั้งคู่ก็เข้าถึงศิลปะแห่งการรอคอยและต้องรอเวลาถึงเวลาถึง 5 ปีกว่าที่เจ้าบ่าวจะสามารถเปล่งคำ "I love you" จากใจจริง

เหมือนเช่นคู่ของเฮนรี่ เคอร์ (97ปี) กับเวลรี่ เบอร์โกวิทซ์ (87ปี) และคู่ของเลส แอทเวล (94ปี)กับเชล่า เวลส์(87ปี)ที่รู้จักคบหาเป็นเวลา 4-5 ปีก่อนตัดสินใจเข้าสู่ประตูวิวาห์เป็นสถิติของประเทศอังกฤษ  ถือเป็นความงดงามในสายตาของคนอังกฤษ ที่เห็นเจ้าบ่าวในวัย 90 กว่าแต่งงานกับเจ้าสาวในวัย 80 กว่า  โดย
คู่แรกมีอายุรวมกัน 184 ปี มากกว่าอายุรวมกันของคู่หลัง 3 ปี  ยังไม่รวมคู่ของเจมส์ เมสันกับเพ็กกี้ และคู่้ของไซริล เซอร์จีนกับแมดก์ ร๊อบบินส์ที่มีอายุรวมกัน 178 ปีในวันแต่งงาน
 
การแต่งงานในวัยนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกสำหรับสังคมอังกฤษ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเงื่อนไขทางสังคมที่คนสูงวัยมักถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการเหลียวแลจากลูกหลาน การมีใครสักคนหนึ่งเคียงคู่และเคียงข้างย่อมเป็นยาขจัดความเหงาความเปล่าเปลี่ยวได้เป็นอย่างดี



อายุขัยไม่ใช่อุปสรรคสำหรับชีวิตคู่และการแต่งรำของเฮนรี่ เคอร์และเวลรี่ เบอร์โกวิทซ์



แววตาที่สุกประกายบ่งบอกถึงความสุขแห่งความรักของคู่เลส แอทเวลกับเชล่า เวลส์



ใครจะนึกและเชื่อว่า ความรู้สึก first impression จะเกิดขึ้นในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้

นี่คือมหัศจรรย์แห่งความรัก 

คู่ของเฮนรี่ เคอร์กับเวลรี่ เบอร์โกวิทซ์และคู่ของเลส แอทเวลกับเชล่า เวลส์สอดคล้องกับหลักการ "กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว"  เพราะต้องใช้เวลาคบหาดูใจ 4-5 ปีจนชนะใจได้  ต่างฝ่ายต่างเชื่อมั่นในเรื่องของมหัศจรรย์แห่งความรัก และเข้าใจดีกว่าความอดทนเฝ้ารอคือบิดาแห่งความสำเร็จความสมหวัง  และผู้ชายสูงวัยทั้งสองต่างไม่ลืมที่จะแผ่ขยายรังสีโรแมนติกทุกครั้งทุกคราที่มีโอกาส เพื่อสร้างความประทับใจให้กับ girlfriend ที่ไม่ใช่ girl  อีกต่อไป

เฮนรี่ เคอร์ต้องเพียงพยายามเขียนบทกลอนเอื้อนเอ่ยถึงความรักอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่เลส แอทเวล เลือกที่จะบอกรัก ณ สถานที่ๆเคยพบกันเป็นครั้งแรก   น่าเสียดายที่ไม่ได้มอบดอกบัวเป็นสื่อรักในร้านกาแฟภายในห้างโลตัสให้ครบสูตร

แต่อย่างน้อยที่สุด ทั้งคู่ก็เลือกฮันนี่มูนให้อบอุ่นเต็มไปด้วยอารมณ์โรแมนติกอย่างคลาสสิกเท่าที่คนวัยนี้จะทำได้

สำหรับความรักของคนในวัยนี้  ไม่จำเป็นต้องวัดด้วยค่าเดซิเบลทดสอบการเตะปี๊บ ขอเพียงให้สามารถสั่นกระดิ่งกระฆังใจให้ดังแต่แผ่วเบาอยู่ในหัวใจได้ตลอดเวลาก็เพียงพอแล้ว

แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ระยะเวลาของความรักไม่ได้เป็นสูตรตายตัวเสมอไปถึงความนิรันด์ถาวร ใครเลยจะคิดว่า คู่ชีวิตที่ใช้ชีวิตมาเนินนานถึง 77 ปีจะมีวันหย่าร้างกันได้เหมือนเช่นคู่ของอิตาเลี่ยนที่เพิ่งเกิดขึ้น

คู่(เคย)รักคู่ชีวิตนี้ ฝ่ายชายอายุอานามหย่อนร้อยปีไปหนึ่งปี ส่วนฝ่ายหญิงอายุปาเข้าไปเกือบ 96 ทั้งคู่แต่งงานมาได้นาน 77 ปี มีลูก 5 คน หลาน 12 คนและเหลนอีกหนึ่งคน

ทั้งๆที่อายุ 99 แล้ว แต่ฝ่ายชายกลับยอมรับไม่ได้เมื่อได้ค้นเจอจดหมายเก่าเก็บที่ภรรยาคู่ชีวิตเคยเขียนจดหมาย(รัก)ลับถึงผู้ชายอื่นในวัยสาวแรกรุ่น และทั้งๆที่เป็นจดหมายที่เขียนเมื่อ 70 ปีที่แล้ว แต่ฝ่ายชายกลับรู้สึกว่า ถูกหลอกมาตลอด

จนในที่สุด นำไปสู่การหย่าร้างในวัยที่เป็นสถิติโลก เป็นสถิติที่ยากจะหาใครมาทำลายได้ยาก

ไม่น่าเชื่อว่า ความรักความดีความประทับใจที่ผูกพันระหว่างกันมาตลอดมากกว่า 70 ปีจะไร้ความหมายไปในทันทีเพียงแค่จดหมายหนึ่งฉบัับที่เขียนขึ้นมานานมากแล้ว

เหมือนเช่นคู่อังกฤษของเบอร์ตี้ วูดและเจสซี่ วูดที่ต้องจุติชีวิตคู่ที่ร่วมกันมากว่า 36 ปีโดยไม่ทราบเหตุผล ทั้งๆที่ทั้งคู่น่าจะมีแรงจูงใจที่จะประคับประคองให้ชีวิตคู่ดำรงต่อไปอย่างน้อยอีกสองปี เพื่อฉลองอายุครบร้อยของทั้งคู่

ถ้าหากเราเชื่อว่า ไม่มีใครแก่เกินรัก  เราก็ต้องเชื่อด้วยว่า ไม่มีใครที่แก่เกินจนไม่สามารถยุติความรัก ได้ และ  ไม่มีใครแก่เกินจนแยกทางไม่ได้



.

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...