4 ธันวาคม 2557

ความเป็นพ่อ

.


นักวิชาการ Victor Parachin เคยเขียนไว้ว่า

                    When a father becomes successful or not,
                    he is still a "great" man to his child and bigger
                    and better than anyone else. For a child a father
                    is a combination of hero, guide, mentor, protector,
                    teacher and friend.

อดีตประธานาธิบีดริชาร์ด นิสันเคยพูดถึงพ่อซึ่งล้มเหลวในชีวิตว่า "พ่อก็คือพ่อ"

ไม่ว่าพ่อจะทำผิดหรือเป็นคนเลวในสายตาของสังคมสักแค่ไหน แต่ผู้ชายคนนี้ก็คือพ่อของเณรไปทั้งชีวิต Once a father, always a father


ความหมายคือ ไม่ว่าพ่อจะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จอย่างไร  ความเป็นพ่อไม่ได้หายไปไหน
"พ่อ" ก็ยังคงเป็น "พ่อ" ของลูกเสมอ และเป็นพ่อที่ดีขึ้นกว่าเดิม  พ่อเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ผสมรวมกัน 
เป็นทั้งฮีโร่ ไกด์  ผู้ฝึกสอน  ผู้ปกป้อง ครูและเพื่อน

Once a father, always a father นั่นคือเมื่อเป็นพ่อแล้วก็เป็นพ่อไปทั้งชีวิต

.

3 ธันวาคม 2557

สอนลูกแบบ พ่ออินทรีย์

.


ในหัวอกของความเป็นพ่อ เหอ หลี่เซิงย่อมมีเหตุผลมากเกินพอที่จะตอบโลกว่า ทำไมจึงต้องฝึกลูกชายใน “ทางหนัก” ฝึกให้ลูกรู้จักความลำบากยากเข็ญตั้งแต่วัยต้นๆของชีวิต มากเสียจนคนอื่นๆทนไม่ได้หรือรับไม่ได้

เพราะลูกชายคลอดก่อนกำหนด ไม่แข็งแรงและมีโอกาสที่จะมีชีวิตรอดได้น้อยหรือยากที่จะมีชีวิตได้ปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆ เหอ หลี่เซิงจึงไม่จำเป็นต้องค้นหาเหตุผลหรือแรงจูงใจใดๆอีกแล้ว นอกเหนือจากสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ จะทำอย่างไรให้เหอ ยี่เต๋อ หรือตั๋วตั๋วมีชีวิตรอดให้ได้และต้องแกร่งกว่าเด็กคนอื่นๆ 


สอนลูกให้โบยบินอย่างพญาอินทรีย์

2 ธันวาคม 2557

28 ตุลาคม 2557

การขับฝ่าจุดตัดรถไฟ : อุบัติเหตุหรือวัฒนธรรม?

ถึงแม้ว่า จะไม่ได้เป็นข่าวพาดหัวตัวโตทางหน้าหนังสือพิมพ์  แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นประจำบ่อยครั้ง ณ จุดตัดถนนกับทางรถไฟทั่วประเทศเป็นปัญหาที่ไม่อาจจะละเลยเฉื่อยชาไม่ให้ความสำคัญได้อีกต่อไป เพราะนับวัน อุบัติเหตุแต่ละครั้งจะเกิดถี่ขึ้น ทวีความรุนแรงจนถึงขั้นสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น สถิติตัวเลขระบุว่า ในช่วงระหว่างปี 2545-2551 มีอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟเกิดขึ้นประมาณ 1,200 ครั้ง ในช่วง 5 ปีต่อมา (คือช่วง 2552-2556) พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวมทั้งสิ้นรวม 2,768 เฉลี่ย   ส่วนตัวเลขในปีงบประมาณ 2557 (ตุลาคม 2556 - ตุลาคม 2557) เกิดอุบัติเหตุรวม 219 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตถึง 33 ราย โดยเฉพาะในช่วงสามเดือนล่าสุด ได้เกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงหลายๆครั้งติดต่อกันจนเกิดเป็นกระแสที่พูดถึงในวงกว้าง 






26 กันยายน 2557

Kingdom be United : ในวันที่สก๊อตแลนด์ตัดสินอนาคต (ตอนที่ 2)

.

ในที่สุด การลงประชามติครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เพื่อตัดสินอนาคตของสก๊อตแลนด์ก็ผ่านพ้นไปได้อย่างที่ผู้นำทั้งในลอนดอนและทั่วโลกรู้สึก “โล่งอก” ไปตามๆกัน ภายหลังจากที่ชาวสก๊อตสองล้านคนหรือร้อยละ 55.3 โหวต No ต้องการให้สก๊อตแลนด์ยังคงป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรร่วมกับอังกฤษ เวลล์และไอร์แลนด์เหนือต่อไป  ถือเป็นการความดับความฝันของบรรดาผู้นำและผู้สนับสนุน “Yes Scotland” ที่วาดหวังและวางแผนกำหนดการจะประกาศเอกราชจัดตั้งประเทศสก๊อตแลนด์อย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มีนาคม 2016 อย่างสิ้นเชิง
ว่ากันว่า ความคิดความฝันของคนสก๊อต(ส่วนหนึ่ง)ที่ต้องการเป็นอิสระและเอกเทศมีมาตั้งแต่เริ่มแรกที่เข้าร่วมยูเนียนกับอังกฤษเมื่อ 307 ปีที่แล้วและยังสืบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลาย  จุดเริ่มต้นที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนและนำมาสู่การลงประชามติในครั้งนี้เกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อโทนี่ แบลร์สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีสังกัดพรรคแรงงานคนแรกในรอบ 18 ปี  พร้อมทั้งเปิดไฟเขียวให้มีการถ่ายโอนอำนาจ (devolution) ให้แก่สก๊อตแลนด์มากขึ้น เพราะคำนวณ(ผิดพลาด?)ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสหราชอาณาจักรมากกว่าผลเสียหาย
 
 
จากการถ่ายโอนอำนาจในการบริหารกิจการภายในให้แก่สก๊อตแลนด์มากขึ้น นำสู่การจัดตั้งรัฐสภาเป็นของตัวเองในปี 1999 (เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 3 ศตวรรษ) จุดประกายความหวังให้แก่คนสก๊อตได้เชื่อมั่นว่าถึงเวลาแล้วที่สก๊อตแลนด์จะแยกมาตั้งเป็นประเทศใหม่  การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในสก๊อตแลนด์เมื่อปี 2011 พรรคแห่งชาติสก๊อตแลนด์ (SNP) ซึ่งมีนโยบายหลักในการผลักดันเรื่องการลงประชามติชนะการเลือกตั้งได้ครองเสียงข้างมากเป็นครั้งแรก ในขณะที่ พรรคแรงงานพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกเป็นครั้งแรกในรอบแปดทศวรรษ กลายเป็นแรงผลักดันทำให้รัฐบาลของนายดาวิด คาเมรอนต้องคิดหนัก และสุดท้ายก็เห็นชอบ(ในเดือนตุลาคม 2012)ให้มีการมีการประชามติที่มีผลผูกมัดตามรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา
การลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์นี้ กลายเป็นประเด็นที่นานาประเทศให้ความสนใจติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหวั่นเกรงว่าความสำเร็จของสก๊อตแลนด์จะกลายเป็น “ไวรัส” ที่แพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆและเป็นโมเดลที่จะกระตุ้นผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบเดียวกันทั่วโลก จึงไม่เป็นที่สงสัยว่า ทำไมผู้นำของหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะสเปน จีน แคนาดา ออสเตรเลีย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป(อียู) อินเดีย ต่างร่วมใจกัน “แทรกแซง” แสดงท่าทีคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการแยกตัวเป็นอิสระของสก๊อตแลนด์ในครั้งนี้อย่างออกนอกหน้า
 
 
           

21 กันยายน 2557

Kingdom be United : ในวันที่สก๊อตแลนด์ตัดสินอนาคต (ตอนที่ 1)

.
            ในที่สุด การลงประชามติครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 18 กันยายนก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ภายหลังจากที่คนสก๊อตทั้งประเทศกว่า 3.6 ล้านได้เดินเข้าคูหาลงประชามติต่อประเด็นอนาคตของสก๊อตแลนด์ โดยร้อยละ 55 โหวต “No” ตัดสินใจที่จะให้สก๊อตแลนด์คงสถานะภาพเดิมและเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรร่วมกับอังกฤษ เวลล์และไอร์แลนด์เหนือต่อไป  เมื่อเทียบกับร้อยละ 44 ที่โหวต Yes จนไม่สามารถทำให้สก๊อตแลนด์กลายเป็นประเทศอิสระได้


ถึงแม้ว่า การลงประชามติในครั้งนี้ จะถือเป็น “กิจการภายใน” ของสก๊อตแลนด์และสหราชอาณาจักร แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ปรากฏว่า หลายๆประเทศมองว่า การลงประชามติตัดสินอนาคตของสก๊อตแลนด์ในครั้งนี้ ร้อน แรง ร้ายแรงและอ่อนไหวเกินกว่าที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของ “กิจการภายใน” เพียงอย่างเดียวได้      ด้วยเหตุผลละคนความหวั่นวิตกว่า ความสำเร็จของสก๊อตแลนด์ในครั้งนี้ อาจจะพัฒนากลายเป็น “สก๊อตแลนด์โมเดล” ที่ผลักดันหรือขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคอื่นๆทั่วโลกตามไปด้วย เหมือนเช่นกรณีผลกระทบของ “อาหรับสปริง” ที่แพร่กระจายและลุกลามไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกในช่วงสามปีที่ผ่านมา

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...