8 พฤษภาคม 2556

ดำใน ไสวนอก


ในวงการแฟชั่นระดับโลก ไม่มีนางแบบไทยคนไหนที่ก้าวไกลไปกว่า ยุ้ย รจนา เพชรกัณหา  

เช่นเดียวกัน  ในวงการมวยไทยระดับโลกแล้ว ไม่มีใครที่จะมีชื่อเสียงโดดเด่นยิ่งไปกว่า บัวขาว ป.ประมุข อีกแล้ว 
 
ทั้งสองคนเป็นตัวอย่าง เป็นกรณีศึกษาสำหรับสังคมไทยได้เป็นอย่างดี สำหรับความเป็น ดำใน- ไสวนอก    
  
 ชื่อของ ยุ้ย รจนา เพชรกัณหา โด่งดังถึงขั้นเป็นเพชรเม็ดงามจากเอเชีย เพราะสร้างประวัติ ศาสตร์เป็นนางแบบสาวไทยคนแรกและเพียงคนเดียวที่เคยเจิดจรัสบนเวทีนางแบบโลก อย่างชนิดที่ยังไม่มีคนที่สองที่เจริญรอยตามได้อย่างทัดเทียม
 
ด้วยบุคลิกลักษณะแลผิวพรรณแล้ว ยุ้ย รจนาไม่ใช่ พิมพ์นิยมสำหรับสังคมไทยอย่างแน่นอน 
 
เด็กสาวบ้านนอกผิวสองสี (สีที่ไม่มีวันได้ดีบนเวทีแค๊ทว๊อค) หน้าตาไทยๆแบบ บ้านๆ ซ้ำยังดั้งหัก (ที่ไม่มีวันได้เป็นนางเอกหนังไทย)   รูปร่างผอมบางเป็นไม้กระดาน (เพราะความยากจน) 
 
ด้วยบุคลิกลักษณะแลผิวพรรณเช่นว่านี้ ดูเหมือน แทบจะไม่มี พื้นที่ว่างในสังคมแฟชั่นไทยให้แก่ ยุ้ย รจนา อย่างแน่นอน 
 
จากเด็กสาวบ้านนอกถิ่นอีสานที่ใฝ่หาโอกาสในชีวิต โดยอาศัยเรียนระบบการศึกษาผู้ใหญ่ภาคค่ำหรือกศน. พร้อมทั้งทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟเด็กล้างจานล้างชาม อยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นข้างทางแถววัดธาตุทอง จนกระทั่งถูกค้นพบจากแมวมองสาวลูกครึ่งโดยบังเอิญ และถูกนำไปรจนาขัดฉวีจนคว้าตำแหน่งแชมป์ยอดนางแบบ Elite Super Model of Thailand 1994 อย่างน่าอัศจรรย์ในวัยสาวแรกรุ่น 19 ขวบ


ใบหน้าแบบไทยๆที่ไม่มีที่ยืนในสังคมไทย?
.
หลายคนกังขาและมองว่า ยุ้ย รจนา ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งแชมป์นางแบบในคราวนั้นเลย และไม่คิดว่า ยุ้ย รจนา  จะมีอนาคตที่สดใสบนแคทว๊อล์คบางกอกรอท่าอยู่

เพราะคุณสมบัติ บ้านๆ ของ ยุ้ย รจนาที่ไม่เคยผ่านเวทีประกวดนางงาม ไม่เคยเรียนหนังสือต่างประเทศ เป็นเพียงลูกชาวนาจนๆไทยแท้คนหนึ่งที่คุ้นเคยกับการเลี้ยงกระบือ ซึ่งถือว่าแตกต่างจากพิมพ์นิยมอย่างนางแบบดังๆ ในยุคนั้นไม่ว่าจะเป็นลูกเกด เมทินี กิ่งโพยม, เฮเลน ปทุมรัตน์ วรมาลี, คาร่า พลสิทธิ์, มาช่า, เยลหลีหรือจอย วราลักษณ์ วาณิชย์กุล 


ยุ้ย รจนาในวันที่สร้างประวัติศาสตร์บนหน้าปก Vogue


ยุ้ย รจนาถูกปฏิเสธถูกมองข้ามจากวงการแฟชั่นบ้านเรา แต่ในสายตาของคนโพ้นทะเลแล้ว ยุ้ย รจนามีทุนทางกายภาพและโครงหน้าที่สมบูรณ์แบบและเป็นเอกลักษณ์ ไม่มีใครเชื่อว่า โชคชะตาจะติดจรวดส่งผลให้ยุ้ย รจนาก้าวโกสู่อินเตอร์ได้ไกลได้เริดหรูขนาดนี้ 
.
   จากจุดเริ่มต้นที่เป็นแบบถ่ายปกให้กับนิตยสาร Vogue  ทำให้ ‘ยุ้ยรจนากลายเป็นนางแบบเอเชียคนแรกที่ได้อวดโฉมถ่ายภาพโฆษนาให้กับผลิตภัณฑ์ของ Chanel ปรากฏหราบนบิลบอร์ดตามเมืองใหญ่ๆทั่วโลก ไล่เรียงตั้งแต่นิวยอร์ค มิลาน ปารีส ลอนดอนจนถึงโตเกียว  จนนิตยสารระดับโลก Newsweek ยกย่องว่าเป็น New face of Asia

 
ภาพประวัติศาสตร์ในวันที่ปรากฏเป็นนางแบบของ Chanel ให้ทั่วโลกได้รู้จัก


ถึงแม้ว่าจะเป็นนางแบบที่โลกแฟชั่นรู้จักเป็นอย่างดี แต่ยุ้ย รจนาก็ยังถูกคนไทยบางกลุ่มค่อนแคะดูถูกว่า สวยเหมือนสาวเวียด(นาม) และถึงแม้จะดังเป็นนางแบบระดับโลกเพียงไหน แต่ ยุ้ย รจนาก็ยังไม่สามารถเอาชนะหรือก้าวข้ามกำแพงทางสังคมบางอย่างได้ และมีเพียงนิตยสารไทยบางฉบับนับหัวได้ที่มีภาพของยุ้ย รจนาขึ้นปก เพราะไม่ใช่ลุคส์สำหรับตลาดเมืองไทย

จึงไม่เป็นที่สงสัยว่า ทำไม ยุ้ย รจนาจึงรู้สึกอบอุ่นในต่างแดน และทำไมลอนดอนและนิวยอร์คจึงกลายเป็นเหมือนบ้านที่สองเด็กสาวเมืองอุบลคนนี้


ในวันที่ยุ้ย รจนาสวยเทียบชั้นอินเตอร์
.
       ‘ยุ้ยรจนาจึงเป็นคนไทยคนแรกๆของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ดำใน-ไสวนอก”       
        เหมือนเช่นชีวิตของสุดยอดนักมวยไทยที่ดังที่สุดในโลกสังเวียนอินเตอร์ ณ ชั่วโมงนี้อย่างบัวขาว ป.ประมุข ไม่มากก็น้อย


          ในช่วงที่สร้างชื่อสร้างเสียงบนสังเวียนมวยไทยในประเทศนั้น  ชื่อของ  บัวขาว ป.ประมุข อาจจะไม่โดดเด่นเป็นแม่เหล็ก เป็นมวยขวัญใจเซียนมุมแดงมุมน้ำเงิน หรือโครตเก่งโครมวยสุดยอดฝีมือไร้เทียมทานแต่อย่างใด แต่ก็ถึงไม่ถึงเป็นนักมวยที่ขี้เหร่เสียทีเดียว


บัวขาว - ขี้เหร่ในบ้าน เกรียงไกรต่างแดน

.
              บัวขาวไม่ใช่เป็นนักมวยแบบแพ้ซ้ำซาก จนเอาดีไม่ได้หรือเข็นไม่ขึ้น จนต้องคิดไปเสี่ยงโชคสร้างชื่อในสังเวียนต่างแดน 
 .
              ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปสร้างชื่ออย่างเกริกเกรียงไกรบนสังเวียน K-1 จนชื่อเสียงขจรไกลไปทั่วโลกนั้น เกียรติประวัติของบัวขาว ก็ต้องถือว่าไม่ธรรมดาเลย 
 .
             บัวขาวเคยคว้าเข็มขัดมีดีกรีเป็นอดีตแชมป์เวทีมวยสยามอ้อมน้อยรุ่นเฟเธอร์เวทและรุ่นไลท์เวท   เป็นอดีตแชมป์ประเทศไทยรุ่นเฟเธอร์เวท รวมทั้งแชมป์มวยไทยมาราธอนโตโยต้า รุ่น 140 ปอนด์
 .
             หลังจากนั้น จึงเริ่มเบนเข็มปรับหางเสือโกอินเตอร์ ไม่ใช่เพราะไร้เทียมทานจนไร้คุ่ต่อกรในสังเวียนเมืองไทย  หรือเป็นเพราะเป็น มวยแก่  ที่ไม่มีโปรโมเตอร์คนไหนใยดีอยากจัดชกด้วย  
 .
             แต่ส่วนหนึ่ง อาจะเป็นเพราะขาดความเป็นแม่เหล็ก ไม่ใช่นักมวยที่ขายได้อะไรปานนั้น 
 .
และส่วนหนึ่งที่สำคัญ  บัวขาวถูกปรามาสว่า ชกแพ้มากกว่าชนะจนต้องเลิกชก  
อาจจะเป็นเพราะโชคชะตาที่กำหนดว่า หากคิดจะเอาดี คิดจะรุ่งต้องมุ่งโลกอินเตอร์
 .
             เหมือนโชคชะตาเข้าข้าง  ด้วยอายุเพียง 22 ปี  บัวขาวก็สร้างชื่อให้ระบือโลกมวยไทย เมื่อสามารถคว้าแชมป์รายการ K-1 World Max ที่ประเทศญี่ปุ่น และแชมป์สมัยที่ 2 ในอีก 2 ปีถัดมา 


ทั้งเข็มขัดทั้งถ้วยการันตรี Super Black คนนี้
       
             ณ เวลานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า บัวขาวกลายเป็นนักมวยไทยระดับแม่เหล็กที่แฟนมวยทั่วโลกอยากชมอยากเห็นมากที่สุด เป็นนักมวยไทยที่มีแฟนคลับ แม่ยกสาวๆชาวญี่ปุ่นมากที่สุด  เป็นนักมวยไทยที่มีชื่อเสียงที่สุดมากที่สุดในโลกสังเวียนการต่อสู้แบบนายขนมต้มยุคปัจจุบันก็ว่าได้
 .
             แต่ไม่ว่า จะมีชื่อเสียงโด่งดังมากแค่ไหน มีดีกรีแชมป์ยิ่งใหญ่ในต่างแดนสักกี่เส้น แต่ผู้คนในสังคมไทยส่วนหนึ่งก็มีคำถามในใจและไม่ยอมรับบัวขาว ป.ประมุข แบบเต็มๆ เพราะนักมวยไทยชื่อดังที่สุดคนนี้ ไม่มีเกียรติประวัติเคยคว้าเข็มขัดแชมป์ใดๆของเวทีลุมพินีและเวทีราชดำเนินเลยสักเส้นเดียว
 .
             บางคนบอกว่า  แชมป์ K-1 สองสมัย ก็มิอาจเทียบชั้นแชมป์เพียงหนึ่งเส้นของสุดยอดสองเวทีมาตรฐานในเมืองไทยได้เลย
 .
             ซ้ำร้าย บัวขาวยังเคยถูกปรามาสว่าเป็นนักมวยที่เก่งเฉพาะกับคู่ต่อสู้ต่างด้าวที่ฝีมือมวย ไทยไม่แข็งโป๊กเหมือนลูกหลานนายขนมต้นสายตรง  
 .
             หนักเข้า ยังถูกปรามาสว่า เป็นนักมวยที่ใช้ หัวใจ  มากกว่า หัว  มุ่งพละกำลังมากกว่าสมองปัญญา หรือในภาษาของสมรักษ์ คำสิงห์ สุดยอดมวยไทยคนหนึ่งที่ว่า ไอ้นี่มวยขี้เปียก  แบบว่า เป็นมวยแข็งแกร่งอย่างเดียว ไอคิวมวยน้อย เหลี่ยมมวยไม่มี   จนอดีตแชมป์เหรียญทองมวยโอลิมปิคคนแรกของประเทศไทยอย่างสมรักษ์ในวัย 40 ถึงกับประกาศท้าต่อยประลองฝีมือกับบัวขาวแบบไม่มีกลัวพละกำลังของนักมวยรุ่นน้องที่มีวัยห่างกันถึง 9 ปี



สักวันหนึ่ง บัวขาว-ปากเกียว จะเป็นคู่หยุดจักรวาลมวย
.
             ว่ากันว่า บัวขาวได้ก้าวสู่อินเตอร์จนไกลเกินกว่าจะหันกลับมาชกกับนักมวยไทยด้วยกัน  เรียก ว่าไกลจนถึงขั้นถูกจับคู่ให้ชกกับสุดยอดมวยโลกอย่างแมนนี่ ปาเกียวที่รอวันเป็นคู่หยุดจักรวาล(มวย)  เหมือนเช่นที่ยุ้ย รจนาขึ้นชั้นเป็นแบบให้น้ำหอม Chanel 
    กรณีของยุ้ย รจนาและบัวขาวเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ดำใน- ไสวนอก  หรือเรียกว่า ขี้เหร่ในบ้าน เบ่งบานต่างแดน ก็ไม่ผิด
เป็นมหัศจรรย์แห่งชีวิตที่น้อยรายจะโชคดีเช่นนี้
 



.

30 เมษายน 2556

“พระวิหาร 4.6” - “ทักษิณ 4.6” : ความบังเอิญที่เหลือเชื่อ(?)

.



ในช่วงระหว่างที่มีการให้ปากคำต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(ศาลโลก)กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ 15-19 เมษายนที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า ประเด็นที่มีความอ่อนไหวและกังวลมากที่สุดสำหรับฝ่ายไทยก็คือ พื้นที่รอบๆบริเวณปราสาทประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่อาจจะต้องสูญเสียหรือตกเป็นของแก่กัมพูชาตามคำตัดสินของศาลโลก

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรบริเวณปราสาทพระวิหารดังกล่าว ซึ่งทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาต่างก็อ้างสิทธิอธิปไตยและความชอบธรรมเหนือพื้นที่บริเวณนี้  เกิดขึ้นเนื่อง มาจากรัฐบาลกัมพูชาเสนอให้รวมเอาทั้งตัวปราสาทและพื้นที่ทับซ้อนขึ้นเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียวในปี 2548

แรกเริ่มเดิมที รัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรและรัฐบาลฮุนเซนเห็นพ้องต้องกันว่า จะเสนอปราสาทพระวิหารให้ขึ้นเป็นมรดกโลกร่วมกัน แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ รัฐบาลไทยในขณะนั้นดูเหมือนจะใจดียินยอมให้กัมพูชายื่นปราสาทพระวิหารที่ครอบคลุมกินพื้นที่รอบบริเวณอีก 4.6 ตารางเมตรขึ้นเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้คัดค้านใดๆ

ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า ทำไมรัฐบาลไทยในขณะนั้นจึงเปลี่ยนท่าที? และทำไมจึงยินยอม(เสีย)แต่ฝ่ายเดียว?

การเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียวของกัมพูชาในปี 2548 ก่อนที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตรจะถูกรัฐประหารในปี 2549 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวาทกรรม 4.6 ตารางกิโลเมตรที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้





พื้นที่ 4.6 ตร.กม. ที่มีค่ามหาศาลมากกว่าเพียงแค่เงิน 4.6 หมื่นล้านบาท


วาทกรรม 4.6 ตารางกิโลเมตรกลายเป็นเป้าหมายทางการเมืองที่อ่อนไหวและเร่าร้อนมากขึ้น เมื่อมีการกล่าวหาว่า นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศในยุคสมัยนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช กำลังยกอธิปไตยใส่พาน ให้กัมพูชา และทำให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงกับการสูญเสียดินแดงบริเวณนี้ได้  ภายหลังลงนามในแถลงการณ์ไทย-กัมพูชาเมื่อกลางปี 2551      

จนกระทั่งล่าสุด ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องนายนพดลในความผิดที่ลงนามในแถลงการณ์ ข้างต้นโดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา จนอาจทำให้ประเทศไทยมีโอกาสสูญเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร

ความขัดแย้งเหนือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรดังกล่าว ร้อนแรงจนถึงขั้นนำไปสู่การเผชิญหน้าและการปะทะกันทางทหารระหว่างสองประเทศหลายต่อหลายครั้งในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และนำไปสู่ผลกระทบด้านอื่นๆอย่างมีนัยยะสำคัญ

ส่วนหนึ่ง กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประกาศถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกและคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโกในปี 2554

และส่วนสำคัญยิ่งก็คือ กลายเป็นมูลเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลกัมพูชายื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลกเป็นคำรบสอง ณ ปัจจุบันนี้

ประเด็นเรื่องพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างสองประเทศได้เป็นอย่างดี  และแน่นอนที่สุดว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาและโยงใยว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องนี้มากที่สุดก็คือคุณทักษิณ

มีการกล่าวหาว่า อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศคนนี้ อยู่เบื้องหลังชักใยปัญหาความยุ่งยากทั้งปวง และมีท่าทีสนับสนุนผลประโยชน์ของกัมพูชามากกว่าผลประโยชน์ของแผ่นดินแม่

กล่าวหาว่า รัฐบาลสมัคร สุนทรเวชเป็นรัฐบาลนอมินี จึงดำเนินการใดๆเพื่อประโยชน์ของคุณทักษิณเป็นสำคัญ  การลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาโดยคุณนพดล (ซึ่งเป็นคนสนิทของคุณทักษิณ) มีเงื่อนงำมีผลประโยชน์แอบแฝง   โดยเฉพาะสัมปทานน้ำมันและก๊าซที่รัฐบาลฮุนเซนของกัมพูชาเสนอให้ แลกกับท่าทีที่สนับสนุนกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว (ที่พ่วงเอาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเข้าไปด้วย)

กล่าวหาว่า คุณทักษิณมีพฤติกรรมที่ไม่รักชาติรักบ้านเกิดเมืองไทย และถือหางเข้าข้างศัตรูของประเทศ(?) เพราะพยายามสื่อพยายามบอกว่า  พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของกัมพูชามาตั้งนานแล้ว

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น มีการกล่าวหาว่า ท่าทีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรต่อกรณีพิพาทปราสาทพระวิหารในศาลโลก สอดคล้องเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับแนวคิดของของพี่ชาย ผู้มีอำนาจตัวจริงในพรรคเพื่อไทย

ในขณะเดียวกันประเด็นข้อถกเถียงที่ร้อนแรงที่สุดอีกประเด็นหนึ่งในการเมืองไทยในยุคสมัยรัฐบาลปัจจุบันก็คือ การนิรโทษกรรมทางการเมืองโดยมีคุณทักษิณเป็นเป้าหมายสำคัญแรกสุด





เงิน 4.6 หมื่นล้านบาท : ถูกปล้น ถูกยึด หรือถูกปรับชดเชย?



ภายใต้แผนการนิรโทษกรรมดังกล่าวนั้น  ว่ากันว่าความหวังความปรารถนาสุดสุดของคุณทักษิณก็คือ กลับประเทศไทยและได้เงินจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทคืน หลังจากถูกศาลแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ให้ยึดและตกเป็นของแผ่นดินในข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มบริษัทของตัวเอง

หากยังจำกันได้ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 วาทกรรม4.6 หมื่นล้านบาทกลายเป็นประเด็นของการต่อสู้และหาเสียงทางการเมืองที่ร้อนแรงและอ่อนไหวอย่างยิ่งควบ คู่กับวาทกรรม4.6 ตารางกิโลเมตรที่มีการเชื่อมโยงกับคุณทักษิณอย่างชัดเจนที่สุด

กลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่ทิ่มแทงและหลอกหลอนคุณทักษิณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีการต่อยอดเพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างเต็มที่ และกำหนดเป็นทางเลือกเป็นขาวเป็นดำที่ชัดเจนที่สุดให้กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ณ เวลานั้น

มีการรณรงค์หาเสียงสร้างวาทกรรมเพื่อหวังผลทางการเมืองว่า ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองที่ยกดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรให้กัมพูชา(?) หรือ  พรรคการเมืองที่ปกป้องอธิปไตยดินแดนส่วนนี้(?)   และคนไทยจะเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทให้แก่คุณทักษิณ(?) หรือ  พรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบายล้างความผิดเพื่อคืนเงินส่วนนี้ให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้(?)

ต้องถือเป็นความบังเอิญอย่างยิ่งที่ตัวเลข   4.6เข้ามาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับชีวิตของคุณทักษิณและการเมืองไทยอย่างเด่นชัดขนาดนี้ เรียกว่า มีเส้นบางๆที่แบ่งแยกระหว่าง ความบังเอิญ เจตนาและทฤษฏีสมคบคิดจนแยกไม่ออก

ภายใต้ทฤษฏีสมคบคิด (ที่ฝ่ายคุณทักษิณอาจให้น้ำหนักในเรื่อง เจตนา มากกว่า ความบังเอิญ”) นั้น ประเด็น4.6 หมื่นล้านบาทซึ่งเกิดขึ้น 19 เดือนภายหลังประเด็น4.6 ตารางกิโลเมตร”  มีความหมายว่า 4.6 หมื่นล้านบาทคือค่าความเสียหายหรือเงินชดเชยสำหรับความสูญเสีย4.6 ตารางกิโลเมตรที่ต้องมีคนรับผิดชอบ(?)

การสมคบคิดยินยอมให้ฝ่ายกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก(ที่เชื่อว่า)พ่วงเอาพื้นที่รอบๆอีก 4.6 ตารางกิโลเมตรเข้าไปด้วย อาจจะเป็นมูลเหตุที่ทำให้ถูกยึดทรัพยจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท (อย่างน่าบังเอิญ บนฐานความเชื่อว่า เมื่อทำให้เสีย ก็ต้องเสียด้วย(?)”

ในขณะเดียวกัน โอกาสที่คุณทักษิณจะได้เงิน 4.6 หมื่นล้านบาทกลับคืนนั้นค่อนข้างน้อยมาก ดังนั้น บนความคิดที่ว่า ไหนๆจะเสีย ก็ต้องทำให้เสียด้วย”  จึงผลักดันสนับสนุนให้กัมพูชาได้ดินแดน 4. 6 ตารางกิโลเมตรนี้ไปเสียเลย โดยอาศัยยืมมือศาลโลก(?) ตามที่มีการกล่าวหากัน

ในท้ายที่สุด ถึงแม้ว่า ประเด็น 4.6จะไม่ได้มีอิทธิพลชี้ขาดผลการเลือกตั้งในทางที่เป็นผลเสีย หาย และพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะปลอดภัยจากเชื้อ 4.6ได้โดยเด็ดขาด ตราบเท่าที่ศาลโลกยังไม่ตัดสินเกี่ยวกับกรณีพิพาทพื้นที่รอบๆบริเวณปราสาทพระวิหาร

บางที ด้วยความเป็นประเด็นที่อ่อนไหวสามารถจุดติดได้ทุกเมื่อ เชื้อ 4.6อาจจะถูกสะกิดให้ลุกลามและหลอกหลอนคุณทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อถึงวันเวลาที่ศาลโลกจะมีคำตัดสินออกมา

และหากคำตัดสินของศาลโลกเป็นคุณเป็นประโยชน์จนถึงขั้นทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรแก่กัมพูชา  เมื่อนั้น เชื้อ 4.6อาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยน จุดต่ำ หรือจุดจบของคุณทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในอนาคตก็เป็นได้





.

15 เมษายน 2556

กรณีพิพาทพระวิหาร - ความบังเอิญหมายเลข 15

.


15 ตุลาคม 2503 เริ่มต้นกระบวนการพิจารณาร้องขอของฝ่ายกัมพูชาต่ออำนาจอธิปไตยของปราสาทพระวิหาร

15 มิถุนายน 2505  ศาลโลกตัดสินใ้ห้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร


15 กรกฎาคม 2505 ฝ่ายไทยได้นำเสาธงไทยออกจากพื้นที่และถอนกำลังทหารและตำรวจออกจากปราสาท




 

15 มกราคม 2506 สมเด็จเจ้าสีหนุทำพิธีเฉลิมฉลองพร้อมทั้งปักธงชาติกัมพูชาเพื่อเป็นการยืนยันว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา

15 เมษายน 2556 เวลา 15.00 น. ศาลโลกเริ่มต้นกระบวนการให้ปากคำในการพิจารณาข้อพิพาทเหนือพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร


15 ตุลาคม 2556  ทฤษฏีสมคบคิดจะมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น หากศาลโลกประกาศคำตัดสินในกรณีพิพาทครั้งที่ 2 นี้ (ตามความต้องการของฝ่ายกัมพูชา?) โดยฝ่ายกัมพูชาอาจจะวาดหวังว่า จะได้รับประกาศให้เป็นผู้ชนะอีกครั้งในวันที่ครบรอบ 1 ปีของการเสด็จสวรรณคตของสมเด็จเจ้าสีหนุ ผู้ริเริ่มนำเรื่องพระวิหารเข้าสู่กระบวนการของศาลโลก และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาต้องพะวงอยู่กับเรื่องปราสาทพระวิหารไม่จบไม่สิ้นตลอดระยะเวลา 51 ปีที่ผ่านมา



.

6 เมษายน 2556

พระวิหารพิพาท: ฤาจะสู้เพื่อแพ้(?)

.


ตามกำหนดการแล้ว ทีมทนายของฝ่ายไทยจะเข้าให้ข้อมูลด้วยวาจาต่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) พร้อมตอบโต้ประเด็นที่ทางฝ่ายกัมพูชาเสนอให้มีการพิจารณาตี ความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารในประเด็นว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนบริเวณรอบๆในช่วงวันที่ 15-19 เมษายน ศกนี้

เพราะฉะนั้นแล้ว  ช่วงเวลาดังกล่าวย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย  เพราะการต่อสู้ทางกฎหมายดังกล่าวจะเป็นฐานนำไปสู่การพิพากษาตัดสินของศาลโลกในช่วงปลายปีนี้

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลแพ้ชนะในครั้งนี้ก็คือทีมทนายและที่ปรึกษาทางกฎหมาย มีบทเรียนหลายๆประการที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อห้าทศวรรษที่แล้วที่สามารถนำมาเทียบเคียงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันได้พึงพิจารณาและตระหนักถึงความสำคัญ

ในช่วงปี 2502-2505  ฝ่ายไทยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชเป็นหัวหน้าคณะทีมกฎหมาย ในหนังสือบันทึกความทรงจำเรื่อง ชีวลิขิตหม่อมเสนีย์เปิดเผยว่า ไม่ได้เต็มใจหรือมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ตั้งแต่แรก เนื่องจาก ขาดความชำนาญ ไม่เคยว่าความศาลโลก  และเกรงว่า จะต้องเสียชื่อในทางกฎหมาย ซึ่งได้รักษาด้วยดีตลอดมา  หากเกิดฝ่ายไทยพลาดพลั้งแพ้ขึ้นมา

แต่สุดท้ายเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ หม่อมเสนีย์ก็จำยอมจำใจยอมรับในบทบาทการเป็นหัวหน้าคณะทนายฝ่ายไทย โดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้แต่งตั้งทนายฝรั่งผู้เชี่ยวชาญ 3 คนร่วมทีมทางกฎหมายเพื่อช่วยเหลือหม่อมเสนีย์ในการต่อสู้คดี



หม่อมเสนีย์ในวันที่รับภาระกิจแห่งประวัติศาสตร์


เมื่อเทียบกับดร.วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์คนปัจจุบันซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมทนายความในวันนี้ จะเห็นถึงโปรไฟล์หรือประสบการณ์ที่แตกต่างจากหม่อมเสนีย์เมื่อ 50กว่าปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัดในหลายๆประการ 

ถึงแม้ว่าจะไม่เคยมีประวัติยิ่งใหญ่เคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี หรือมีบทบาทสำคัญในคณะเสรีไทยในการเจรจากับต่างประเทศ หรือเป็นสุดยอดทนายว่าความในประเทศเหมือนเช่นหม่อมเสนีย์  แต่ต้องถือว่า ดร.วีรชัยคนนี้มีประสบการณ์ในหน้าที่การงานโดยตรง มีความเชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศอย่างช่ำชอง  สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจากฝรั่งเศสซึ่งถือว่ามี มูลค่าเพิ่มในศาลโลกมากกว่าการสำเร็จการศึกษาจากอังกฤษของหม่อมเสนีย์   ดร.วีรชัยเคยผ่านตำแหน่งอธิบดีกรมสนธิ สัญญาและกฎหมายรวมทั้งเคยทำหน้าที่อยู่ในองค์คณะเพื่อระงับข้อพิพาทในองค์กรการค้าโลก(WTO) และคุ้นเคยกับการทำหน้าที่ในศาลโลกมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ดร.วีรชัยมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องเขตแดนรวมทั้งคลุกคลีใกล้ชิดกับการทำงานด้านชายแดนไทย-กัมพูชามากว่า 10 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่หม่อมเสนีย์ไม่มี



หนึ่งเดียวแห่งความหวัง - ดร.วีรชัยกับภาระกิจครั้งสำคัญในปัจจุบัน


 สำหรับการเตรียมตัวเพื่อสู้คดีนั้น หม่อมเสนีย์(เคย)เปิดเผยว่า การรับเป็นทนายเกิดอุปสรรคตั้งแต่เริ่มต้น โดยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ก่อ   ในขณะที่ดร.วีรชัยดูเหมือนว่าจะโชคดีกว่า เพราะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ก็ตาม  มีเอกสารข้อมูลที่เพียบพร้อมกว่าเมื่อเทียบกับหม่อมเสนีย์ที่เรียกว่าเริ่มต้นจากศูนย์

ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือท่าทีของดร.วีรชัยที่แทบจะไม่เคยแสดงออกหรือเป็นที่รับรู้ว่าอึดอัดหรือกระอักกระอ่วนใจที่จะรับผิดชอบในภาระกิจนี้  เพราะฉะนั้นแล้ว คงไม่เป็นการกล่าวเกินเลยไปที่จะสรุปปักธงว่า หัวหน้าคณะฝ่ายไทยคนปัจจุบันเต็มใจ มีความพร้อมและประสบการณ์โดยตรง(ที่เกี่ยวกับกรณีพิพาท) มากกว่าหม่อมเสนีย์อย่างแน่นอน  เรียกว่า การเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้แบบไม่มีอะไรต้องเสีย หรือไม่เคยถูกมองว่ามีแรงจูงใจ(แอบแฝง)เหมือนเช่นกรณีของหม่อมเสนีย์ที่วาดหวังจะเป็นฮีโร่เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ

ในช่วงปี 2502-2505 รัฐบาลได้พิจารณาแต่งตั้งผู้เชี่ยว ชาญชาวอังกฤษ เบลเยี่ยมและอเมริกันซึ่งไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ให้เข้าร่วมอยู่ในทีมเพื่อต่อสู้ทางกฎหมายกับฝ่ายกัมพูชา แต่เมื่อพิจารณาฝั่งของฝ่ายกัมพูชาแล้ว จะเห็นข้อแตกต่างและสะท้อนให้เห็นว่า กัมพูชาโดยสมเด็จพระสีหนุเข้าใจศาลโลกเป็นที่สุดบนสมมติฐานที่ว่า ศาลโลกเป็นศาลการเมือง บิดเบือนกฎหมายแล้วแต่สถานการณ์ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องไม่แปลก (แต่ฝ่ายไทยไม่ตระหนัก?) ว่าทำไม ฝ่ายกัมพูชาจึงต้องการและโชคดีได้ดีน แอชชิสัน (Dean Acheson) มาเป็นกุนซือใหญ่   


ดิน แอชชิสัน(ที่สองจากขวา) ในวันที่พบกับวินสตัน เชอร์ชิล ผู้นำอังกฤษ

ด้านหนึ่ง แอชชิสันมีพื้นฐานทางด้านกฎหมายอย่างแน่นอน แต่ที่ทำให้แอชชิสันแตกต่างจากบรรดาทนายหรือที่ปรึกษาทางกฏหมายคนอื่นๆทั้งหมดก็คือแบ๊คกราวด์ทางด้านระหว่างประเทศ กล่าวได้ว่า แอชชิสันเป็นผู้มีบทบาทและอิทธิพลที่สำคัญอย่างยิ่งในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในช่วงระหว่างปี1949-1953 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามเย็นก่อร่างเป็นรูปธรรมชัดเจน

ว่ากันว่า แอชชิสันคือผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯมากที่สุดกว่าทศวรรษ เป็นเจ้าของความคิดโครงการมาร์แชลล์ในการฟื้นฟูยุโรป และถูกเรียกขานว่าเป็น สถาปนิกของสิ่งที่เรียกว่า สงครามเย็น

หากยึดเอาความเชื่อของหม่อมเสนีย์ที่ว่า ศาลโลกเป็นศาลการเมือง บิดเบือนกฎหมายแล้วแต่สถานการณ์และ ปลายปากกาของคนที่เป็นผู้พิพากษา จะเขียนคำพิพากษาเป็นอย่างไรก็ได้ก็จะเห็นอิทธิพลและความสำคัญของแอชชิสันอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น  แอชชิสันคือความแตกต่างระหว่างทีมทนายฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา ว่ากันว่า อิทธิพลบารมีของแอชชิสันมากถึงขนาดที่สามารถฟันธงได้ว่า แอชชิสันอยู่ฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นมีโอกาสชนะสูง 

การพิจารณาเลือกดีน แอชชิสันของฝ่ายกัมพูชาจึงเป็นการตัดสินใจเลือกที่ชาญฉลาดที่สุดแล้ว

 จะเห็นได้ว่า ในการต่อสู้ทางกฎหมาย ณ ปีพ.ศ.ปัจจุบันนี้ จะไม่มีบุคคลระดับ ดีน แอชชิสันที่สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่างสองฝ่าย  ฝ่ายไทยทั้งในยุค 2505 และยุคปัจจุบันที่ดูเหมือนจะให้ความสำคัญเฉพาะมิติทางนิติศาสตร์เป็นหลักเพียงด้านเดียวจนละเลยความสำคัญในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะทางรัฐศาสตร์ ที่อาจจะเป็นปัจจัยชี้ขาดผลแพ้ชนะทางคดีก็ได้

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะเห็นได้ว่า ที่ปรึกษากฎหมายต่างประเทศที่เป็นทนายของฝ่ายไทยทั้ง 3 คนนั้นล้วนแต่เป็นศาสตราจารย์ด้านกฏหมายระหว่างประเทศ   โดยกระทรวงการต่างประเทศ(อ้างว่า)พิจารณาจากคุณสมบัติและความสามารถที่โดดเด่นเป็นหลัก รวมถึงการยอมรับในระดับสากลด้วย  ที่น่าสนใจก็คือ ดูเหมือนว่าที่ปรึกษาทางกฎหมายทั้ง 3 ท่านที่ร่วมเป็นทนายให้แก่ฝ่ายไทยนั้น มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทางด้านเขตทะเลเป็นหลัก  

ศาสตราจารย์เจมส์ ครอว์ฟอร์ด (James Crawford) ชาวออสเตรเลียน ที่กระทรวงการต่างประเทศเชื่อมั่นว่าเป็นคนเก่งเรื่องแผนที่และพรมแดนมากที่สุดคนหนึ่ง เคยเป็นทนายความให้มาเลเซียในศาลโลกชนะอินโดนิเซียกรณีพิพาทเหนืออธิปไตยเกาะ Sipandan และ Ligitan ในปี 2002 และล่าสุด เป็นทนายให้มาเลเซียแพ้สิงคโปร์ในกรณีพิพาทเกาะ Pulau Batu Puteh เมื่อปี 2551  

ศาสตราจารย์อแลง เเปลเล่ต์ (Alain Pellet) ชาวฝรั่งเศส มีประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายหรือทนายในศาลโลกกว่า 37 กรณี เรียกว่าเป็นขาประจำคนคุ้นเคยของศาลโลก  ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา สร้างชื่อและได้รับการยอมรับในความเก่งกาจในกรณีพิพาททางทะเลเป็นหลัก โดยเฉพาะเคยร่วมเป็นทนายให้อินโดนิเซียแพ้แก่มาเลเซียในกรณีพิพาทเหนือเกาะ Sipandan และ Ligitan และเป็นทนายให้สิงคโปร์ชนะมาเลเซียในกรณีเกาะ Pulau Batu Puteh ในทั้ง 2 กรณีนี้ จะเห็นได้ว่า ที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายทั้ง 2 คนนี้ต่างก็เคยเป็นทนายยืนกันคนละฝั่งมาก่อน

อีกคนหนึ่งคือ ศาสตราจารย์โดนัลด์ เอ็ม แม็คเรย์ชาวนิวซีแลนด์/แคนาดา มีประสบการณ์ล่าสุดในการเป็นทนายให้ฝ่ายสุรินัมในกรณีพิพาทน่านน้ำทะเลกับกายอาน่ารวมทั้งเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย
ให้แก่แคนาดาในกรณีพิพาททางทะเลกับสหรัฐฯ และระหว่างแคนาดากับฝรั่งเศส

เพราะฉะนั้นแล้ว การที่ฝ่ายไทยพิจารณาเลือกผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เป็นทนายในกรณีพิพาททางด้านเขตทะเลเป็นหลัก ทั้งๆที่กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารเป็นเรื่องพรมแดนทางบก อาจจะส่งผลกระทบทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบก็เป็นได้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศอาจจะมองข้ามมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ได้คิดว่าจะเป็นข้อเสียเปรียบจนเกิดความเสียหายได้

ในขณะที่ทีมทนายต่างประเทศของฝ่ายกัมพูชาได้แก่ เซอร์แฟรงคลิน เบอร์มัน (Sir Franklin Berman) ชาวอังกฤษ  ศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก โซเริล (Jean-Marc Sorel) และร๊อดมัน บันดี้ (Rodman Bundy)  ซึ่งโดยโปรไฟล์แล้ว ดูเหมือนจะมีประสบการณ์ความชำนาญที่หลากหลายกว่าทีมฝ่ายไทย โดยเฉพาะประสบการณ์ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างประเทศและข้อพิพาทเขตแดนระหว่างรัฐ

ความน่าสนใจอยู่ที่กรณีของร๊อดมัน บันดี้ที่เคยเป็นทนายร่วมทีมเดียวกันให้กับฝ่ายสิงคโปร์ร่วมกับศาสตราจารย์ อแลง เเปลเล่ต์ในข้อพิพาทกับมาเลเซีย และเคยเป็นทนายให้ฝ่ายยูเครนต่อสู้ทางกฎหมาย(แพ้ให้)กับฝ่ายโรมาเนียที่มีศาสตราจารย์อแลง เเปลเล่ต์เป็นทนายให้  ที่สำคัญระคนความแปลกก็คือ ณ ปัจจุบันนี้ ทั้งร๊อดมัน บันดี้และศาสตาจารย์อแลง เเปลเล่ต์เป็นทีมทนายร่วมอยู่ในฝ่ายเปรูต่อสู้ทางกฎหมายกับชิลี และต้องแยกอยู่คนละทีมคนละฝ่ายในกรณีพิพาทปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา


เจตนารมณ์ของบทความชิ้นนี้ ไม่ได้เพื่อ ตีตนไปก่อนไข้แต่เพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของคณะทนายและที่ปรึกษาทางกฏหมายที่ดูเหมือนว่าสาธารณชนตลอดจนวงวิชาการและนักกฏหมายระหว่างประเทศจะมองข้ามไป 


คำแถลงของจอมพลสฤษดิ์หลังทราบผลคำตัดสินของศาลโลกในปี 2505



"ยิ่งลักษณ์"จะสร้างประวัติศาสตร์อย่างไรกับกรณีพระวิหาร?


ในปี 2505 เราเคยพลาดพลั้งมีบทเรียนมาแล้ว เพราะจอมพลสฤษดิ์เชื่อมั่นตามคำหวานของทีมที่ปรึกษาต่างประเทศว่าฝ่ายไทยจะเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน และตามคำรายงานของหม่อมเสนีย์ที่ยืนยันว่า ไทย(จะ) ชนะ 300 เปอร์เซนต์ โดยเอา หัวของเจ้ากรมแผนที่ เป็นประกันแต่ในปี 2556 ความมั่นใจของฝ่ายไทยดูเหมือนจะลดระดับลงไปอย่างเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศเชื่อมั่นว่า  ถ้า(ศาล)ตัดสินให้เสมอก็แปลว่าไทยเราชนะ    ซึ่งก็คือความหมายของคำพูด "ไม่เจ๊าก็เจ๊ง ที่เคยสร้างความหวั่นวิตกกังวลใจให้กับคนไทยทั้งประเทศจนเกิดกระแสเข้าใจ(ผิด) และกล่าวหารัฐบาลว่ากำลัง สู้เพื่อแพ้  

ในขณะที่คณะทีมกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศค่อนข้างมั่นใจว่าผลลัพธ์(คำตัดสิน)จะกระทบด้านลบต่อไทยน้อยมาก แบบว่า ไม่มีอะไรจะได้ และ ไม่มีอะไรจะเสีย

ถึงที่สุดแล้ว วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เจตนารมณ์และข้อเท็จจริงนี้




 ทฤษฏี "คอนโดมิเนียม" กับปัญหาปราสาทพระวิหาร


.

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...