23 เมษายน 2555

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 4)

.....................................................................................................................



คลิกอ่าน 

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 1) 

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 2)

ดัทช์คอนเนคชั่น (ตอนที่ 3)


 

ในเกาะอังกฤษเองอาจจะมีหลายๆทีมที่รู้จักมักคุ้นและยอมรับในฝีเท้าของนักเตะเลือดดัทช์ นับตั้งแต่อิปสวิท ทาวน์ในยุคของบ๊อบบี้ ร็อบสันผู้บุกเบิกนำนักเตะอัศวินสีส้มเข้ามาบรรเลงเพลงเตะเป็นครั้งแรกเมื่อ 30 ปีก่อน รวมทั้งเชลซี, อาร์เซนัลและลิเวอร์พูล

จอห์น ม็องคูสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะดัทช์ชี่และนักเตะยุโรปคนแรกของสโมสรเชลซี โดยย้ายมาร่วมทีมในปี 1989 ซึ่งเชลซี่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา และสร้างผลงานยอดเยี่ยมจนได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสรแห่งนี้ กลายเป็นนักเตะผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ของทีมที่ได้รับรางวัลเกียรติยศนี้

แต่นักเตะดัทช์ชี่คลาสระดับโลกที่สุดก็คือรุด กุลลิค ถึงแม้ว่าจะผ่านจุดพีคในฐานะนักฟุตบอลอาชีพกับเอซี มิลานมาแล้ว แต่คลาสของกุลลิคคือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติเปลี่ยนโฉมเชลซี ที่เปิดทางให้นักเตะระดับโลกคนอื่นๆได้เข้ามาค้าแข้งอยู่เชลซีและทีมอื่นๆ


เกลน ฮ๊อดเดิลดึงลุด กุลลิคเข้าสู่ถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ในปี 1995

ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จใดๆในฐานะนักเตะ แต่กุลลิคก็สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่ดัทช์คอนเนค ชั่นในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์แห่งนี้ เมื่อได้รับการโปรโมตให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่แทนที่เกลน ฮ๊อดเดิลและสร้างผลงานคว้าแชมป์เอฟเอคัพในปี 1997


กุลลิคกับประวัติศาสตร์ในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์
ผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ของ
สโมสรเชลซีที่มีมาจนถึงทุกวันนี้

ในวันที่ดัทช์ชี่เบิกบานเต็มใบ


เอ็ดเดอ-กอยสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้รักษา
ประตูค่าตัวแพงที่สุดในปี 1997 และสร้าง
เกียรติยศให้แก่ดัทช์คอนเนคชั่นร่วมกับกุลลิค
ในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์

หลังจากที่กุลลิคได้สร้างชื่อให้กับดัทช์คอนเนคชั่นแล้ว เชลซีก็เปิดประตูต้อนรับนักเตะดัทช์ชี่คนใหม่ๆเรื่อยมาเรียงเสียงเรียงนามตั้งแต่มาริโอ เมลคิอ็อต,วินส์ตัน โบกาเด่,จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์และอาเยิน ร๊อบเบ็นเป็นยุคที่ดัทช์ชี่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็ว่าได้

และกุส ฮิดดิ้งค์ก็มาขยายดัทช์คอนเนคชั่นในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ให้ฝังรากลึกยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าจะทำหน้าที่บอสใหญ่ชั่วคราวเพียงแค่ 3 เดือน แต่ฮิดดิ้งค์ได้ฝากผลงานและความประทับใจที่แสนอบอุ่นในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์




วินส์ตัน โบกาเด่ผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้า
อับอายให้แก่ดัทช์ชี่ในชุดสีน้ำเงินคาม
ลงเล่นเพียง 7 นัดตลอด 4 ฤดูกาล

จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์ระเบิดฟอร์มจนทำให้ดัทช์ชี่บินได้

มาริโอ เมลคิอ๊อตและฮัสเซลแบงค์สองคู่เกลอดัทช์ชี่


ร็อบเบ็นผู้สร้างความปรากฏการณ์ให้แฟนๆ
สิงโตน้ำเงินครามได้ลุ้นตลอดเวลา

เกียรติประวัติถ้วยเอฟเอคัพสำหรับฮิดดิ้งค์และเชลซีในปี2009

ความใกล้ชิดกับโรมัน อับราโมวิกมหาเศรษฐีเจ้าของทีมทำ
ให้ประตูของสแตมฟอร์ดบริดจ์เปดต้อนรับฮิดดิ้งค์เสมอ


เมื่อหมดยุคของฮิดดิงค์แล้ว ดูเหมือนว่าดัทช์ชี่ก็อยู่ในช่วงขาลงไปด้วย สแตนฟอร์ดบริดจ์ในวันนี้ไม่มีนักเตะดัทช์ชี่คลาสระดับโลกหลงเหลืออีกเลยนอกเหนือจากเพียงนักเตะดาวรุ่งสองหน่ออย่างเจ๊ฟ ฟรี่ บรูมา และแพรทริค ฟานอันฮอลท์ที่ชื่อยังโนเนมเกินไป


ในอีกฟากหนึ่งของมหานครลอนดอน อาร์เซนัลเป็นอีกสโมสรหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับดัทช์คอนเนคชั่น ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นช้ากว่าเชลซีและมีนักเตะดัทช์ร่วมทีมน้อยกว่ามาก แต่จุดเปลี่ยนของเชลซีและอาร์เซนัลก็เริ่มต้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

เดนนิส เบิร์กแคมป์คือดัทช์ชี่คนแรกๆในประวัติศาสตร์ของสโมสร โดยเริ่มเปิดศักราชในปี 1995 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กุลลิคย้ายมาร่วมสังกัดเชลซี

ในช่วงแรกๆ เบิร์กแคมป์มีมาร์ก โอเวอมาร์สเป็นดัทช์ชี่คนที่ 2 ที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์คว้าดับเบิลแชมป์ในฤดูกาล 1997-1998  เมื่อโอเวอมาร์สย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่าในปี 2000 เบิร์กแคมป์เป็นดัทช์ชี่โลนลี่เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น เพราะจิโอ ฟาน บรอนค์ฮอสท์ได้ย้ายมาร่วมชายคาด้วย 



 
ฟาน บรอนค์ฮอสท์อาจจะเป็นดัทช์ชี่
ที่เงียบฉี่ที่สุดในถิ่นไฮบิวรี่

ตลอดช่วงระยะเวลา 11 ปีในถิ่นไฮบิวรี่ เบิร์กแคมป์มีบทบาทสำคัญมากๆ ในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับอาร์เซนัลในยุคของอาร์เซง แวงเกอร์ จนคว้าแชมป์ต่างๆรวมกันถึง 10 แชมป์  โดยเฉพาะการสร้างประวัติศาสตร์ The Invicibles ไม่แพ้ติดต่อกัน 49 นัดในฤดูกาล 2003-2004  ที่อาจจะไม่มีทีมไหนทำลายสถิติได้

ถึงแม้จะได้รับการโหวตจากแฟนคลับของเดอะกันเนอร์ให้เป็นนักเตะทียิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากเธียรี่ อองรีในประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่เบิร์กแคมป์ก็ได้รับการยกย่องจากอลัน แฮนเซ่นอดีตนักเตะตำนานลิเวอร์พูลว่าเป็นนักเตะต่างชาติที่สุดยอดที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของเกาะอังกฤษ


หมายเลข 10 ของเบิร์กแคมป์ย่อมบ่งบอกความพิเศษเมื่อเทียบกับอองรี

ตำนานเสื้อหมายเลข 10 ของเบิร์กแคมป์ได้ถูกส่งผ่านต่อไปให้ดัทช์ชี่คนใหม่นามโรบินฟาน เปอร์ซี่ ผู้ยืนหยัดอยู่กับสโมสรมาอย่างยืนยาวนับแต่ปี 2004 ถึงแม้ว่าอาร์เซนัลจะล้มเหลวไม่สามารถคว้าแชมป์ใดๆได้เลยนับตั้งแต่ปี 2005  ถือเป็นความท้าทายสำหรับฟาน เปอร์ซี่เป็นยิ่งนัก ในฐานะนักเตะดัทช์ชี่หนึ่งเดียว ที่ได้รับความไว้วางใจให้สืบทอดตำแหน่งอันยิ่งใหญ่เป็นตำนานจากเบิร์กแคมป์ และได้รับความไว้วางใจให้เป็นกัปตันทีม




ฟาน เปอร์ซี่กำลังร้อนแรง ไต่เต้าสร้าง
ประวัติศาสตร์ให้เทียบเท่าหรือล้ำเกินหน้าเบิร์กแคมป์


หมายเลข 10 ของฟาน เปอร์ซี่ที่เป็นมรดกตกทอด
มาจากดัทช์ชี่รุ่นพี่อย่างเบิร์กแคมป์

ดูเหมือนว่า     ไม่มีทีมไหนที่ถูกโฉลกกับนักเตะดัทช์มากเท่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกแล้ว อาร์โนลด์ มูห์เรน คือเฟิสต์ลิงค์ผู้ปักธงดัทช์คอนเนคชั่นในถิ่นโอลด์แทฟฟอร์ดเมื่อปี 1982 หลังจากมีส่วนสำคัญช่วยให้อิปสวิชคว้าแชมป์ยูเอฟ่าคัพหรือคัพวินเนอร์คัพเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรในปี 1981  ไม่เพียงเป็นดัทช์ชี่คนแรกเท่านั้นแต่ยังเป็นนักเตะยุโรปจากภาคพื้นทวีปคนแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
(และของเกาะอังกฤษ) ด้วย


ชื่ออาร์โนลด์ มูห์เรนอาจจะไม่สตาร์ชื่อดังในความทรงจำ


ในฤดูกาลแรก ถึงแม้จะไม่โดดเด่นแต่มูห์เรนมีส่วนสำคัญไม่น้อยช่วยให้แมนฯยูไนเต็ดคว้าถ้วยแชมป์เอฟเอคัพเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี แต่มูห์เรนไม่ใช่สตาร์ระดับโลกเหมือนเพื่อนร่วมชาติอย่างฟานบาสเตน กุลลิค หรือไรท์การ์ดที่สามารถเปิดทางให้ดัทช์ชี่รุ่นน้องๆ ได้เจริญรอยตามอย่างง่ายๆ

กว่าที่ดัทช์ชี่คนที่ 2 คนที่ 3 จะมีโอกาสก้าวเข้ามาร่วมชายคาถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดก็ต้องรอจนถึงปี 1996 ซึ่งเป็นปีที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันอยู่ในตำแหน่งบอสใหญ่แห่งปีศาจแดงครบทศวรรษ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ดาวเด่นระดับโลก แต่ทั้งไรมอนด์ ฟาน เดอฮาวและยอร์ดี ครัยฟ์ (ลูกชายของโยฮัน ครัยฟ์)  ก็เล่นบทบาท "มือสอง" ในความสำเร็จไม่มากก็น้อย 



ถึงแม้จะสวมบทบาทมือสองของปีเตอร์ ชไมเคิล
แต่ไรมอนด์ ฟาน เดอร์ ฮาวก็มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จ
ในยิ่งใหญ่ของทีมปีศาจแดงในปี 1999



ถึงจะเป็นลูกชายของนักเตะเทวดา แต่
ยอร์ดี้ ครัยฟ์ก็ไม่ใช่นักเตะเทวดาเหมือนพ่อ
 
แต่ดัทช์ชี่คนแรกที่สร้างชื่อมีบทบาทมีอิทธิพลต่อทีมมากๆ ก็คือยาป สตัม ซึ่งแมนฯยูไนเต็ดลงทุนซื้อกองหลัง "ภูผา" คนนี้ด้วยค่าตัวสูงลิ่วเกือบ 11 ล้านปอนด์สำหรับฤดูกาล 1998-99 ที่กำลังจะเริ่มต้น

การเป็นนักตะดัทช์ที่มีค่าตัวแพงที่สุดและเป็นนักเตะกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังในช่วงเวลานั้น บ่งบอกว่า "เดอะร็อคหน้าตาย" คนนี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน และสตัมก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เฟอร์กูสันตัดสินใจไม่ผิดพลาด


สตัมเหมือนเขื่อนที่กั้นไม่ให้ประตูรั่วไหล
ทำให้ทีมปีศาจแดงเสียประตูยากขึ้น

เพราะข้าเป็น "ภูผา" ความสำเร็จจึงมาถึง

เมื่อมี "ภูผา" คนนี้เป็นด่านขวางกองหน้าคู่ต่อสู้ แมนฯยูไนเต็ดก็กลายเป็นอีกทีมหนึ่งที่แพ้ยากขึ้น เพียงแค่ในฤดูกาลแรก สตัมได้กลายเป็นนักเตะคีย์แมนที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรในการคว้า 3 แชมป์คือแชมป์รายการพรีเมียร์ลีก ยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก และเอฟเอคัพ แถมยังสร้างประวัติศาสตร์ช่วยให้แมนฯยูไนเต็ดเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยติดต่อกันชนิดที่ต้องโค้งคำนับให้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ถึงแม้ฟุตบอลจะเป็นเกมกีฬาที่เน้นความเป็นทีมและเป็นปรัชญาของสโมสรแห่งนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สตัมคือผู้ที่สมควรได้รับเครดิตมากที่สุดคนหนึ่งในความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ของแมนฯยูไนเต็ดในช่วงเวลาดังกล่าว เฟอร์กูสันถึงกับยอมรับว่า การขายสตัมให้แก่ทีมลาซิโอในปี 2001 คือความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเป็นผู้จัดการปีศาจแดง เพราะในฤดูกาล 2001-02 แมนฯยูไนเต็ดล้มเหลวในทุกรายการอย่างไม่น่าเชื่อ  

ความสำเร็จของสตัมเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เฟอร์กูสันเริ่มปักใจเชื่อว่า ดัทช์คอนเนคชั่นจะเป็นปัจจัยที่สำคัญและจำเป็นสำหรับแมนฯยูไนเต็ดหากจะคงความยิ่งใหญ่ไว้ต่อไป   แน่นอนที่สุดว่า บอสใหญ่คนนี้จะไม่มีวันที่จะประยุกต์ "ฟานกาลโมเดล" และซื้อนักเตะดัทช์ชี่พร้อมๆกันหลายคนจนล้นทีม

 
ฟาน นิสเตลรอยผู้ยิงประตูเถิดเทิง
ทำสถิติจารึกไว้ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด

ในปีที่ขายสตัมออกไป เฟอร์กูสันก็ได้นักเตะดัทช์คนใหม่มาร่วมทีมที่สร้างชื่อเสียงสร้างเครดิตให้แก่ดัทช์คอนเนคชั่นไม่ด้อยไปกว่าสตัม นั่นคือรุค ฟานนิสเตลรอยที่เฟอร์กูสันเพียงพยายามตามตื้อจนชนะใจศูนย์หน้าทีมชาติเนเธอร์แลนด์คนนี้


พลายอิ้งดัทช์ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด


ในเวลานั้น เฟอร์กูสันมีความคิดที่จะสร้างดัทช์ชี่คู่ขวัญคู่หน้าเพื่อความยิ่งใหญ่ทั้งในเวทีพรีเมียร์ลีก และสมรภูมิแชมป์เปี้ยนลีก ความคิดที่จะมีทั้งฟานนิสเติลรอยและแพรทริค ไคล์เวิร์ทเป็นคู่กองหน้าหมายเลข 9 หมายเลข 10 แห่งทีมปีศาจแดง  ด้วยความเชื่อมั่นว่า แมนฯยูไนเต็ดจะไร้เทียมทานด้วยสองกองหน้าดัทช์ชี่คู่อันตรายนี้

แต่ความคิดความฝันของเฟอร์กูสันก็ไม่อาจจะเป็นจริงได้ นับเป็นความผิดหวังครั้งที่ 2 สำหรับเฟอร์กูสันที่ชื่นชมและเพียงพยายามที่จะได้ไคล์เวิร์ทมาร่วมทีมให้ได้ เพราะก่อนหน้านี้ ก็ได้พยายามจะซื้อไคล์เวิร์ทเป็นดัทช์ชี่คนที่ 2 ที่จะได้มาอยู่ร่วมกับสตัม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เล่ากันว่า เหตุผลส่วนตัวหนึ่งที่ทำให้ไคล์เวิร์ทตัดสินใจไม่มาร่วมทีมแมนฯยูไนเต็ด เพราะต้องการอาศัยอยู่ในลอนดอนเท่านั้น 
เมื่อโอลด์แทรฟฟอร์ฟอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ ไคล์เวิร์ทจึงตัดสินใจไปอยู่บาร์เซโลน่า


ในวันรุ่งโรจน์ของดัทช์ชีนามฟาน นิสเตลรอย


แต่การได้ฟานนิสเตลรอยเป็นดัทช์ชี่โดดๆ กลับไม่ได้สร้างความผิดหวังให้กับเซอร์อเล็กซ์แม้แต่น้อยเลย เพราะฟานนิสเตลรอยทำหน้าที่ของศูนย์หน้าได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีข้อบกพร่องเลย ในฤดูกาลแรก สามารถระเบิดระบายฟอร์มสุดยอดประหนึ่งเก็บกดมาจากอาการบาดเจ็บเรื้อรังก่อนหน้านั้น ทำลายสถิติต่างๆ ในฐานะดาวซัลโว จนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกและดาวซัลโวทรงคุณค่ารายการยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกรวมทั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของรายการยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก 3 สมัยติดต่อ กัน

ถึงแม้จะมีดีกรีเป็นแชมป์แห่งเกาะอังกฤษ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีนักเตะคนใดกล้าปฏิเสธที่จะมาร่วมทีมด้วย และไม่ว่าเฟอร์กูสันจะเชื่อมั่นในคุณภาพของดัทช์ชี่มากแค่ไหนก็ตาม แต่บอสใหญ่ทีมปีศาจแดงก็ไม่ได้ตัวนักเตะที่ต้องการเสมอไป

ผลงานอันยอดเยี่ยมของฟานนิสเตลรอยทำให้เฟอร์กูสันกระหยิ่มใจและต้องการจะเพิ่มดัทช์ชี่เข้าร่วมทีมอีกคนหนึ่งในช่วงต้นปี 2004 ถึงแม้ว่าจะใช้ความพยายามมากแค่ไหนก็ตาม และถึงแม้จะให้ฟานนิสเติลรอยเป็นพ่อสื่อช่วยกล่อมให้แล้วก็ตาม  แต่ท้ายที่สุดแล้ว อาเยิน ร็อบเบ็นก็เลือกที่จะไปร่วมทีมเชลซี 

แต่ฤดูกาลต่อมา เซอร์อเล็กซ์ก็สมหวังในดัทช์ชี่คนใหม่ที่อยู่ในใจมานานหลายปี เป็นความสมหวังที่มีค่ามีความหมายต่อทีมปีศาจแดงมากๆ เพราะการได้ตัวเอ็ดวิน ฟานเดอ ซาร์ผู้รักษาประตูทีมชาติฮอลแลนด์มาร่วมทีมในปี 2005 คือการแก้ปัญหาจิ๊กซอร์ที่ถูกปล่อยไว้นับตั้งแต่ปีเตอร์ ชไมเคิลย้ายออกไปตั้งแต่ปี 1999 และยังไม่สามารถหาใครมาแทนที่ได้

ฟานเดอซาร์กลายเป็นดัทช์ชี่อีกคนหนึ่งที่สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมให้แก่แมนฯยูไนเต็ด จนได้รับการขนานนามว่า "ฟานเดอเซฟ" ถึงขั้นเฟอร์กูสันยกย่องให้เป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ยุคของ ชไมเคิล


เอ็ดวิน ฟานเดอ ซาร์สร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ให้กับดัทช์ชี่

ดัทช์ชี่ผู้ยิ่งใหญ่คนสุดท้ายในยุคเซอร์เฟอร์กูสัน?

เมื่อสามารถปักหลักและสร้างความมั่นใจให้แก่เซอร์อเล็กซ์แล้ว ฟานเดอซาร์ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ กลายเป็นนักเตะดัทช์ที่อยู่ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดนานที่สุด และตลอดระยะเวลา 6 ฤดูกาลก่อนที่จะรีไทร์จากอาชีพนักฟุตบอล ฟานเดอซาร์คือดัทช์ชี่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดด้วยเกียรติประวัติผลงานรวม 10 แชมป์ทุกรายการ


ฟานเดอ ซาร์คือดัทช์ชี่ที่ก้าวเดินออกจากโอล์ดแทรฟฟอร์ด
ได้อย่างสวยหรูที่สุด เพราะไม่ได้ถูกอัปเปหิขายออกไปเหมือนสตัมหรือฟานนิสเตลรอย

บทบาทและความสำเร็จของสตัม ฟานนิสเตลรอยและฟาน เดอซาร์ในรอบ 13 ปีที่ผ่านมากลายเป็นหลักฐานประจักษ์แจ้งว่า แมนฯยูไนเต็ดถูกโฉลกกับดัทช์ชี่มากๆ

ดูเหมือนว่า ดัทช์คอนเนคชั่นจะถูกโฉลกกับแมนฯไนเต็ดและเฟอร์กูสันอย่างเหลือเชื่อ ด้วยผลงานเป็นที่ประจักษ์นับตั้งแต่สตัมย้ายมาร่วมทีมในปี 1998 เป็นต้นมา  จะเห็นได้ว่า แมนฯยูไนเต็ดมักจะโชคดีได้ลาบได้แชมป์เมื่อมีดาวเด่นดัทช์ระดับโลกหนึ่งคนเป็นดาวเด่นประดับทีมในแต่ละช่วงเวลา 

ด้วยเหตุนี้ อาจเป็นคำตอบหนึ่งว่า ทำไมแมนฯยูไนเต็ดจึงเพียรพยายามและต้องการจะได้ตัวนักเตะหมายเลข 10 ของทีมชาติเนเธอร์แลนด์คนปัจจุบันอย่างเวสลีย์ ชไนเดอร์มาร่วมทีมมากๆ มากกว่าเพียงแค่เหตุผลทางด้านเกมฟุตบอลเพียงอย่างเดียว




เวสลีย์ ชไนเดอร์ดัทช์ชี่ที่อาจจะกลายเป็นอาถรรพ์สำหรับแมนฯยูไนเต็ด?
 

ไม่มีหมายเลข 10 ว่างที่โอลด์แทฟฟอร์ดสำหรับนักเตะหมายเลข 10 คนนี้


เพราะชไนเดอร์เป็นนักเตะดัทช์ที่มีดวงถูกโฉลกกับปีศาจแดงอย่างขาดไม่ได้  เฟอร์กูสันอาจจะไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงเริ่มต้นฤดูกาลใหม่โดยไม่มีดัทช์ชี่ระดับโลกอยู่ในทีมเลย

แต่สุดท้าย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ปีศาจแดงก็ไม่ประสบความสำเร็จในการคว้าตัวชไนเดอร์มาร่วมทีม จนทำให้ใครๆหลายคนรวมทั้งเซอร์อเล๊กเริ่มหวั่นใจว่า แมนฯ ยูไนเต็ดอาจจะคว้าน้ำเหลว ไม่ได้แชมป์ใดๆเลนก็ได้สำหรับในฤดูกาล 2011-2012 นี้ก็เป็นได้ นับตั้งแต่ตกรอบบอลถ้วยลีกคัพ  บอลถ้วยเอฟเอคัพ โดยเฉพาะการตกรอบแรกในรายการยูเอฟ่าแชมป์เปี้ยนลีคอย่างไม่น่าเชื่อ

ณ เวลานี้ แมนฯยูไนเต็ดเหลือลุ้นอย่างใจหายใจคว่ำกับตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีคเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น

เพื่อพิสูจน์ว่า ดวงแชมป์ของทีมปีศาจแดงนั้นผูกติดกับดัทช์คอนเนคชั่นจริงๆ หรือไีม่



.

16 เมษายน 2555

คนไทยเสื้อแดงที่เสียมราฐ

.



เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นหรือเกิดขึ้นมาก่อนก็ว่าได้ สำหรับปรากฏการณ์ที่คนไทยเสื้อแดงจำนวนหลายหมื่นคนแห่แหนไปที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ด้วยเหตุผลเพื่อร่วมรดน้ำดำหัวและพบปะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศตั้งแต่กลางปี 2551

จากข้อมูลตัวเลขของทางด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือตม.กัมพูชา คนไทยเสื้อแดงจำนวนกว่า 38,000 คน เดินทางเข้าประเทศพร้อมๆกัน ถือเป็นสถิติตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์


ภาพของคนไทยเสื้อแดงจำนวนเรือนหมื่นไ้ด้ร่วมใจแสดงพลังทางการเมืองดังกล่าว ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในประเทศเยอรมนีเมื่อกลางปี 2549  ซึ่ง ณ เวลานั้น เยอรมนีเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก

ว่ากันว่า ในบรรดาประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลในคราวนั้น ไม่มีประเทศใดที่ "แบก" ความทรงจำ   อันขมขื่นและภาระกิจทางประวัติศาสตร์มากเท่ากับเนเธอร์แลนด์

เพราะประเทศเล็กๆที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลอย่างเนเธอร์แลนด์หรืออีกชื่อหนึ่งคือฮอลแลนด์ เคยถูกกองทัพนาซีเยอรมันรุกรานและยึดครองประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นที่สุดสำหรับชาวดัทช์ก็ว่าได้




กองทัพดัทช์สีส้มบนแผ่นดินเยอรมัน


กองทัพดัทช์สีส้มละลานตาบนแผ่นดินเยอรมัน


บางครั้งแฟนบอลอังกฤษจึงเป็นอะไรทีมากกว่าแค่แฟนบอล



ฮูลิแกนคือสัญญลักษณ์หนึ่งที่แสดงออกซึ่งความยิ่งใหญ่ในอดีองอังกฤษโดยเฉพาะเมื่อในต่างแดน


ในทางการทหารแล้ว เนเธอร์แลนด์ไม่เคยมีศักยภาพที่จะสามารถต่อสู้ แก้แค้นหรือรุกรานยักษ์ใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำไรท์อย่างเยอรมนีได้เลย ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเยอรมนีเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก จึงเป็นโอกาสอันงามที่หยิบยื่นให้ชาวดัทช์ได้กระทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อระบายหรือสนองตอบต่อความทรงจำที่ขมขื่นของชาวดัทช์ที่ยังฝังลึกรากลึกอยู่ และเป็นแรงจูงใจมากพิเศษให้ชาวดัทช์เดินทางข้ามประเทศไปยังเยอรมนีที่มีพรมแดนติดกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน

ในทางจิตวิทยาแล้ว คนดัทช์รู้สึกไม่น้อยว่า ถึงที่สุดแล้วก็มีวันที่ได้เห็นภาพของกองทัพสีส้มแสดจรัสอยู่บนแผ่นดินเยอรมนีอย่างไม่เกรงกลัวใดๆ


เป็นสัญญลักษณ์ที่ทำให้ชาวดัทช์รู้สึกฮึกโหมมากเป็นพิเศษที่มีโอกาสได้เหยียบแผ่นดินของชาติที่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อน  ทั้งๆที่กองทัพสีส้มจำนวนมากบนท้องถนนหรือตามเมืองต่างๆในเยอรมนีที่ทีมชาติแข่งขันนั้น เป็นเพียงแฟนฟุตบอล

แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญลักษณ์ที่มีความหมายทางจิตวิทยาไม่น้อยสำหรับชาวดัทช์และความทรงจำอันขมขื่นร้าวลึกในอดีต



เช่นเดียวกัน  ภาพของกองทัพคนไทยเสื้อแดงร่วมๆสี่หมื่นบนแผ่นดินเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชาเมื่อช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา พร้อมๆกับการโบกธงชาติไทยผืนใหญ่ี ราวกับว่าอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ย่อมมีความหมายที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และเชื่อได้ว่าเป็นสิ่งที่คนไทยเสื้อแดงกระทำโดยไม่รู้ตัว และเป็นสิ่งที่ผู้นำและคนกัมพูชาไม่คาดคิด

ถือว่าเป็นเรื่องไม่ปกตินักที่รัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่งจะยินยอมอนุญาตให้คนชาติอื่นแห่แหนไปทำกิจกรรมทางการเมืองภายในประเทศอย่างใหญ่โตเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นนี้ ราวกับว่าไม่คำนึงถึงอำนาจอธิปไตยของตัวเอง
 




ในวันที่ "นายใหญ่" ใหญ่จริงๆบนแผ่นดินกัมพูชา


ว่ากันโดยข้อเท็จจริงแล้ว คนไทยส่วนใหญ่สับสนหรือไม่รู้ความหมายที่แ้ท้จริงของคำว่า "เสียมราฐ" และ "เสียมเรียบ" และเรียกขานกันอย่างผิดๆถูกๆ ทั้งๆที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ถึงแม้จะเป็นชื่อเมืองเดียวกันแต่มีความหมายแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

สำหรับคนกัมพูชาแล้ว  "เสียมราฐ"แปลว่า สยามชนะหรือกัมพูชาเป็นเมืองขึ้นของสยาม และ "เสียมเรียบ" หมายถึง สยามแพ้



คลืนคนไทยเสื้อแดงในเสียมราฐ: ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น

ธงไทยไตรรงค์ผืนใหญ่โบกสะบัดในเ้ส้นทางสู่เสียมราฐ


จึงนับเป็นความบังเอิญอย่างยิ่ง ที่ปรากฏการณ์คนไทยเสื้อแดงในเสียมราฐครั้งนี้ กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนความหมายในทางประวัติศาสตร์ของเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของนครวัดแห่งนี้

ทำให้ชือ "เสียมราฐ" มีความหมายเป็น "เสียมราฐ"  ที่คนกัมพูชาย่อมไม่ปลื้มเป็นแน่



.

15 กุมภาพันธ์ 2555

ไม่มีใครแก่เกินรัก

.



อานุภาพของความรักนั้น..บ่อยครั้งที่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ด้วยว่าสามารถทำเรื่อง Mission Impossible ให้เป็นเรื่อง Mission Possible ได้

บางครั้ง ความรักสามารถทำเรื่องที่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องได้  บ่อยครั้งที่ความรักมีอานุภาพจนสามารถเปลี่ยนแปลงคนให้เป็นคนใหม่อย่างไม่น่าเชื่อ 

ว่ากันว่า ความรักสามารแปรเปลี่ยนถทำให้เด็กที่อารมณ์หุนหันพลันแล่นกลับกลายเป็น ผู้ใหญ่ที่ใจเย็นใจนิ่งได้มากขึ้น  แต่ในทางกลับกัน ความรักก็สามารถจุดเชื้อไฟใต้ภูเขาน้ำแข็งให้พลุ่งพล่านได้ สามารถทำให้คู่รักคู่สูงสัยที่ครองรักมาเนิ่นนานกาเลกลับกลายเป็น "เด็ก" ที่ไร้เหตุผลโดยไม่มีเหตุผล



ถึงแม้เส้นเอ็นจะปูดโปน แต่มือคู่นี้ก็อบอุ่นด้วยไอรัก 


เพราะความรักเป็นเรื่องสวยงาม มนุษย์จึงมักถวิลหาความรักอยู่ตลอดเวลา  เด็กน้อยถวิลหาความรักจากแม่พ่อ เป็นความรักที่บริสุทธิ์ไม่มีเงื่อนไขใดๆ  เช่นเดียวกัน ก็ไม่มีกฏธรรมชาติหรือรัฐธรรมนูญข้อไหนมาตราใดห้ามผู้สูงวัยไม่ให้ถวิลหาความรักได้

หากสังคมยอมรับว่า "ไม่มีใครแก่เกินเรียน" ก็ไม่มีใครสามารถห้ามกฏสังคมข้อหนึ่งว่า  "ไม่มีใครแก่หง่อมเกินรัก" ได้เช่นกัน

เรื่องราวของผู้สูงวัยชาวจีนคู่หนึ่งอาจจะไม่ค่อยเป็นข่าวเกรียวกราวมากนัก แต่เพราะความผูกพันที่มีมาต่อเนื่องถึง 8 ปีก็นานพอที่จะทำให้เจ้าบ่ายในวัย 106 ปีหลงรักและแต่งงานกับเจ้าสาววัย 81 ปี เพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีใครให้ผูกพัน เพราะต่างฝ่ายเพิ่งสูญเสียคู่ชีวิตก่อนพรมลิขิตบันดาลให้มาพบกัน เมื่อตัดสินใจผูกพันเป็นหนึ่งเดียว จึงให้สัญญายึดมั่นจะอยู่ด้วยกันจนวันสุดท้ายของชีวิต

นี่คือพลังอานุภาพแห่งความรักของคนสูงวัย

แต่หากจะนับอายุรวมแล้ว คู่รักคู่สูงวัยชาวฝรั่งเศสย่อมมีสถิติที่เหนือกว่า เพราะในวันที่ฟรังซัวร์ เฟอร์นันเดซและแมดเดอลีน ฟรังชิเนอร์ตัดสินใจเข้าสู่ประตูวิวาร์เมื่อ 10 ปีก่อน ทั้งคู่มีอายุห่างกันเพียงแค่ 2 ปีและมีอายุรวมกันได้ถึง 190 ปี


ถึงแม้ว่าจะมีัปํญหาในการได้ยินแต่เจ้าสาววัย 94 ปีก็สามารถได้ยินคำว่า "I love you" อย่างชัดถ้อยชัดคำ









ถึงแม้ว่าจะอยู่ในวัยเกินแกง แต่ทั้งคู่ก็เข้าถึงศิลปะแห่งการรอคอยและต้องรอเวลาถึงเวลาถึง 5 ปีกว่าที่เจ้าบ่าวจะสามารถเปล่งคำ "I love you" จากใจจริง

เหมือนเช่นคู่ของเฮนรี่ เคอร์ (97ปี) กับเวลรี่ เบอร์โกวิทซ์ (87ปี) และคู่ของเลส แอทเวล (94ปี)กับเชล่า เวลส์(87ปี)ที่รู้จักคบหาเป็นเวลา 4-5 ปีก่อนตัดสินใจเข้าสู่ประตูวิวาห์เป็นสถิติของประเทศอังกฤษ  ถือเป็นความงดงามในสายตาของคนอังกฤษ ที่เห็นเจ้าบ่าวในวัย 90 กว่าแต่งงานกับเจ้าสาวในวัย 80 กว่า  โดย
คู่แรกมีอายุรวมกัน 184 ปี มากกว่าอายุรวมกันของคู่หลัง 3 ปี  ยังไม่รวมคู่ของเจมส์ เมสันกับเพ็กกี้ และคู่้ของไซริล เซอร์จีนกับแมดก์ ร๊อบบินส์ที่มีอายุรวมกัน 178 ปีในวันแต่งงาน
 
การแต่งงานในวัยนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกสำหรับสังคมอังกฤษ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเงื่อนไขทางสังคมที่คนสูงวัยมักถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการเหลียวแลจากลูกหลาน การมีใครสักคนหนึ่งเคียงคู่และเคียงข้างย่อมเป็นยาขจัดความเหงาความเปล่าเปลี่ยวได้เป็นอย่างดี



อายุขัยไม่ใช่อุปสรรคสำหรับชีวิตคู่และการแต่งรำของเฮนรี่ เคอร์และเวลรี่ เบอร์โกวิทซ์



แววตาที่สุกประกายบ่งบอกถึงความสุขแห่งความรักของคู่เลส แอทเวลกับเชล่า เวลส์



ใครจะนึกและเชื่อว่า ความรู้สึก first impression จะเกิดขึ้นในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้

นี่คือมหัศจรรย์แห่งความรัก 

คู่ของเฮนรี่ เคอร์กับเวลรี่ เบอร์โกวิทซ์และคู่ของเลส แอทเวลกับเชล่า เวลส์สอดคล้องกับหลักการ "กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว"  เพราะต้องใช้เวลาคบหาดูใจ 4-5 ปีจนชนะใจได้  ต่างฝ่ายต่างเชื่อมั่นในเรื่องของมหัศจรรย์แห่งความรัก และเข้าใจดีกว่าความอดทนเฝ้ารอคือบิดาแห่งความสำเร็จความสมหวัง  และผู้ชายสูงวัยทั้งสองต่างไม่ลืมที่จะแผ่ขยายรังสีโรแมนติกทุกครั้งทุกคราที่มีโอกาส เพื่อสร้างความประทับใจให้กับ girlfriend ที่ไม่ใช่ girl  อีกต่อไป

เฮนรี่ เคอร์ต้องเพียงพยายามเขียนบทกลอนเอื้อนเอ่ยถึงความรักอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่เลส แอทเวล เลือกที่จะบอกรัก ณ สถานที่ๆเคยพบกันเป็นครั้งแรก   น่าเสียดายที่ไม่ได้มอบดอกบัวเป็นสื่อรักในร้านกาแฟภายในห้างโลตัสให้ครบสูตร

แต่อย่างน้อยที่สุด ทั้งคู่ก็เลือกฮันนี่มูนให้อบอุ่นเต็มไปด้วยอารมณ์โรแมนติกอย่างคลาสสิกเท่าที่คนวัยนี้จะทำได้

สำหรับความรักของคนในวัยนี้  ไม่จำเป็นต้องวัดด้วยค่าเดซิเบลทดสอบการเตะปี๊บ ขอเพียงให้สามารถสั่นกระดิ่งกระฆังใจให้ดังแต่แผ่วเบาอยู่ในหัวใจได้ตลอดเวลาก็เพียงพอแล้ว

แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ระยะเวลาของความรักไม่ได้เป็นสูตรตายตัวเสมอไปถึงความนิรันด์ถาวร ใครเลยจะคิดว่า คู่ชีวิตที่ใช้ชีวิตมาเนินนานถึง 77 ปีจะมีวันหย่าร้างกันได้เหมือนเช่นคู่ของอิตาเลี่ยนที่เพิ่งเกิดขึ้น

คู่(เคย)รักคู่ชีวิตนี้ ฝ่ายชายอายุอานามหย่อนร้อยปีไปหนึ่งปี ส่วนฝ่ายหญิงอายุปาเข้าไปเกือบ 96 ทั้งคู่แต่งงานมาได้นาน 77 ปี มีลูก 5 คน หลาน 12 คนและเหลนอีกหนึ่งคน

ทั้งๆที่อายุ 99 แล้ว แต่ฝ่ายชายกลับยอมรับไม่ได้เมื่อได้ค้นเจอจดหมายเก่าเก็บที่ภรรยาคู่ชีวิตเคยเขียนจดหมาย(รัก)ลับถึงผู้ชายอื่นในวัยสาวแรกรุ่น และทั้งๆที่เป็นจดหมายที่เขียนเมื่อ 70 ปีที่แล้ว แต่ฝ่ายชายกลับรู้สึกว่า ถูกหลอกมาตลอด

จนในที่สุด นำไปสู่การหย่าร้างในวัยที่เป็นสถิติโลก เป็นสถิติที่ยากจะหาใครมาทำลายได้ยาก

ไม่น่าเชื่อว่า ความรักความดีความประทับใจที่ผูกพันระหว่างกันมาตลอดมากกว่า 70 ปีจะไร้ความหมายไปในทันทีเพียงแค่จดหมายหนึ่งฉบัับที่เขียนขึ้นมานานมากแล้ว

เหมือนเช่นคู่อังกฤษของเบอร์ตี้ วูดและเจสซี่ วูดที่ต้องจุติชีวิตคู่ที่ร่วมกันมากว่า 36 ปีโดยไม่ทราบเหตุผล ทั้งๆที่ทั้งคู่น่าจะมีแรงจูงใจที่จะประคับประคองให้ชีวิตคู่ดำรงต่อไปอย่างน้อยอีกสองปี เพื่อฉลองอายุครบร้อยของทั้งคู่

ถ้าหากเราเชื่อว่า ไม่มีใครแก่เกินรัก  เราก็ต้องเชื่อด้วยว่า ไม่มีใครที่แก่เกินจนไม่สามารถยุติความรัก ได้ และ  ไม่มีใครแก่เกินจนแยกทางไม่ได้



.

14 กุมภาพันธ์ 2555

ความรักของผู้นำ

.



         คนที่เป็นผู้นำนั้นมีสองฐานะที่ทั้งเหมือนและแตกต่างจากคนอื่นๆทั่วไป
         ด้านหนึ่งเป็น Special One เป็นผู้ำนำของคนจำนวนมาก
         อีกด้านหนึ่ง เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่เหมือนคนอื่นๆ ที่มีอารมณ์ความรู้สึก มีความรักความยินดี มีความเกลียดความริษยา มีความดีความผิดพลาดตามแต่โอกาส
         แต่เพราะมีฐานะเป็นผู้นำ ที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า เด่นกว่า หรืออยู่ตรงกลาง  ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จึงต้องแสดงออกซึ่งความเป็น Special One และความเป็นมนุษย์ที่มีหัวจิตหัวใจมีความรัก
          ผู้นำบางคนเลือกที่จะเป็นผู้นำแบบ Special One แบบหนึ่งเดียวในโลกนี้ โดยไม่แสดงออกซึ่งหัวใจสีชมพู  แต่ผู้นำอีกหลายๆคนกลับกระทำในทางตรงกันข้าม แต่ก็มีผู้นำบางส่วนที่โดดเด่นในความเป็น Special One และชัดเจนในเรื่องของความรัก



ฮิตเลอร์ในวันหวานชื่อกับอีวา บราวน์
          


           ชื่อของอด๊อฟ ฮิตเลอร์ยากที่จะอยู่ในหัวใจของผู้ที่รักสันติภาพและแสวงหาความสุึขสงบทั่วโลก  เพราะเขาคือผู้เปิดศึกก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ว่ากันว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ที่ร้ายแรงและเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์
          แต่ในอีกด้านหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด ฮิตเลอร์ซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็นอาชกรสงครามตัวพ่อแห่งศตวรรษที่ 20 ก็ยังมีด้านที่สวยงาม(ที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่)
          นอกจากจะมีฝีมือในด้านการวาดภาพที่สวยงามอย่างไม่น่าเชื่อแล้ว เสน่ห์ข้อหนึ่งของผู้นำนาซีคนนี้คือไม่เคยด่างพร้อยหรือถูกกล่าวหาว่าเป็นเสือผู้หญิง  ซึ่งแตกต่างจากผู้นำเผด็จการคนอื่นๆ   ฮิตเลอร์ อาจจะมีคู่หมั้น(ที่ไม่สมหวัง)ในวัยหนุ่มหรือมีการกล่าวถึงว่าฮิตเลอร์เคยมีความรักเคยมีคนรักไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง แต่นั่นเป็นเรื่องเป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ที่ต้องศึกษาสืบค้นหาความจริงให้ปรากฏ 
          ความไม่ใส่ใจในเรื่องของความรัก จนมีการกล่าวหาว่าฮิตเลอร์มีความผิดปกติ (ทางด้านร่างกายและจิตใจ)  แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ฮิตเลอร์เป็นผู้นำที่ให้เกียรติผู้หญิงมากๆ เป็นผู้ชายที่มีผู้หญิงจำนวนมากหลงใหลและหลงรัก  แต่สุดท้าย ฮิตเลอร์ผู้ซึ่งถือเอาภาระหน้าที่เหนือความรัก ก็ตัดสินใจแต่งงานกับอีวา บราวน์ในช่วงเวลาที่เยอรมนีกำลังจะพ่ายแพ้สงคราม และตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยกันในอีกสองวันต่อมา เรียกว่าเป็นผู้นำที่มีชีวิตสมรสสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้
    

           เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ผู้นำหลายคนกลับเปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่ได้ขึ้นครองอำนาจ โดยเฉพาะพฤติกรรมทีเรียกว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อความรัก ชื่อเสียของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน อดีตนายกรัฐมนตรีซิลวิโอ เบอร์ลุสโคนี่แห่งอิตาลี่  อดีตผู้ว่าคนเหล็กแห่่งแคลิเฟอร์เนีย อาร์โนลด์ ชวาซเนกเกอร์  รวมทั้งวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ที่มีพฤติกรรมนอกใจภรรยาจนถึงขั้นนำไปสู่การหย่าร้างนั้น ย่อมเป็นตราบาปให้ผู้นำเหล่านี้
           นักจิตวิทยาบางคนบอกว่า อำนาจที่หอมหวลนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้นำคนนั้นๆเปลี่ยนแปลงไป บางคนให้เหตุผลว่า ด้วยภาระหน้าที่ความเป็นผู้นำที่หนักหนาและกดดัน อาจมีส่วนทำให้ผู้นำคนนั้นๆแสวงหาความรักใหม่ๆ       แม้กระทั่ง อดีตผู้นำคนดังอย่างจอห์น เอฟ เคนเนดี้ก็มีข่าวปรากฏว่า มีความสัมพันธ์ปันใจให้กับดาวดังในยุคนั้นอย่างมาริลีน มอนโร


          แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้นำที่ยิ่งใหญ่หลายๆคนกลับเป็นตัวอย่างที่ดี ผู้สร้างแบบอย่างผู้นำแบบ Special One และสร้างตำนานแห่งความรักที่น่าจดจำไปพร้อมๆกัน หนึี่่่งในตำนานนั้นคือชื่อของมิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตผู้นำของสหภาพโซเวียต ผู้นำนโยบายกลาสนอสและนโยบายเปเรสตรอยก้ามาปฏิบัติ จนเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโลกการเมืองระหว่างประเทศ
          ว่าไปแล้ว เราเป็นหนี้บุญคุณกอร์บาชอฟไม่น้อย เพราะเขาคือผู้นำที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและทำให้สหภาพโซเวียตกลายเป็นอดีต ทำให้ลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรปและส่วนอื่นๆของโลกถึงกาลอวสาน
          นอกจากจะเป็นผู้นำ Special One กอร์บาชอฟก็ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้นำที่ซื่อสัตย์ในความรักต่อคู่ชีวิต ไรซ่า กอร์บาชอฟจนวันสุดท้าย


ไรซ่าสตรีคู่ชีวิตเคียงข้างกอร์บาชอฟ

          ตลอดช่วงระยะเวลกว่า 46 ปีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไ้ด้ฝังราก "รักแท้" ลึกจนยากจะสั่นทอน จนทำให้ประธานาธิบดีคนสุดท้ายของสหภาพโซเวียตคนนี้ถึงกับทำใจไม่ได้ เมื่อคู่ชีวิตได้จากลาไปด้วยโรคมะเร็ง  ทำให้ผู้นำคนนี้ถึงกับหลั่งน้ำตาในวันที่ต้องสูญเสีย "ไรซ่า"




ในวันที่กอร์บาชอฟหลั่งน้ำตา อาลัยกับวันสุดท้ายของคู่ชีวิต

     

             เพราะรักแท้ที่มีให้ต่อไรซ่า  กอร์บาชอพได้ทำทุกอย่างเพื่ออุทิศความดีให้กับภรรยาสุดที่รักคนนี้ เขาได้บันทึกเทปเพลงโปรดของไรซ่าเพื่อการกุศล  เปิดพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ชาวรัสเซียได้ระลึกถึงอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งคนนี้


ความรักแท้ที่อบอุ่นจริงใจหวานชื่นของเรแกนและแนนซี่


          ในอีกฟากหนึ่ง อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนก็สร้างประวัติศาสตร์สร้างตำนานที่ไม่อาจลืมเลือนได้  เรแกนเป็นผู้นำสหรัฐฯในยุคเดียวกับที่กอร์บาชอพเป็นผู้นำโซเวียต  เป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ทำให้สงครามเย็นสิ้นสุดลง ถือเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่เรแกนได้ทำให้กับชาวอเมริกันและชาวโลกมีวันนี้ได้
          นอกจากจะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำสหรัฐฯที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศแล้ว เรแกนก็ได้รับการยกย่องมีคู่รักชีวิตคู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ผู้นำอเมริกันทั้งหมด
         ถึงแม้ว่า แนนซี่จะไม่ใช่ภรรยาคนแรกในชีวิตของเรแกน  แต่เมื่อทั้งคู่ตกลงปลงใจแต่งงานกัน ก็ได้ใช้ชีวิตคู่อย่างหวานชื่นตลอดมาร่วม 52 ปีจนวันสุดท้ายของเรแกน
         เหมือนเช่นกอร์บาชอฟทีปฏิบัติต่อไรซ่า  แนนซี่ได้อุทิศเวลาด้วยหัวใจเต็มร้อยเพื่อดูแลสามีคู่ชีวิตคนนี้จนวันสุดท้าย
         แน่นอนที่สุด อดีตประธานาธิบดีเรแกนเป็นคนโรแมนติกทะนุถนอมความรักที่มีต่อภรรยาคู่ชีวิตอย่างไม่มีใครเหมือน
          ในวันที่เขียนจดหมายเปิดผนึกแจ้งให้คนอเมริกันรับทราบว่าโชคร้ายเป็นโรคอัลไซเมอร์    ความปรารถเพียงหนึ่งเดียวของเรแกนถึงแม้ว่าจะต้องทนทรมานกับโรคร้ายนี้ก็คือ จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้ลืมเลือนคู่รักคู่ชีวิตที่ชื่อแนนซี่คนนี้ได้
          นี่คือพลังแห่งความรักที่ถึงกับทำให้ผู้หญิงตัวเล็กๆบอบบางอย่างแนนซี่ยิ้มไม่หุบ 
          และในวันสุดท้ายแห่งชีวิต  เรแกนก็ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งถึงความซื่อสัตย์ต่อความรักที่มีต่อแนนซี่ เป็นพลังแห่งความรักที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนา



จุมพิตสุดท้ายเพื่อรักนิรันด์

 
          ณ ลมหายใจเฮือกสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นใจ จู่ๆเรแกนซึ่งหลับไสลไม่ได้สติมาเป็นเวลานานพลันลืมตาแล้วจ้องมองไปที่แนนซี่ด้วยสายตาแห่งความรักแท้  เป็นรักสุดท้ายและรักนิรันด์ระหว่างคนสองคน
         นี่คือสิ่งที่อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯคนนี้เรียกว่า "ของขวัญ" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ได้รับจากคู่ชีวิตคนนี้ ถึงว่าจะเป็นของขวัญในวันสุดท้ายแห่งความรักก็ตาม
         "ไมีมีสิ่งใดจะกล้าแกร่งเกินกว่าความรัก(แท้)ของคนสองคน"


      

.

15 มกราคม 2555

คิงส์คัพ

.


ถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ และ ถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ


เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพเป็นรายการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศที่สำคัญที่สุดที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2511 และ(เคย)เป็นทัวร์นาเมนต์ที่คนไทยนิยมคลั่งใคล้ แห่แหนไปชมและเชียร์ทีมชาติไทยอย่างล้นหลามมือฟ้ามัวดิน  เรียกว่าเป็นภาพประทับใจที่ได้เห็นกองเชียร์คนไทยร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวเชียร์ทีมชาติไทย และเป็นภาพประทับใจที่คนไทยมีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่งในรอบปี


สีสันของฟุตบอลคิงส์คัพ


แฟนบอลไทยรวมพลังหัวใจเดียวกัน


"We are Thailand"


แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับปรากฏว่าฟุตบอลคิงส์คัพกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ได้รับความสนใจน้อยลงตามลำดับ จนดูเหมือนว่า ไม่ได้รับความนิยมจากคนไทยมากเหมือนเช่นก่อนหน้านี้  สวนทางกับกระแสที่สังคมไทยกำลังนิยมเกมฟุตบอลเพิ่มขึ้นอย่างมาก  มีผลทำให้มนต์ขลังของรายการที่เก่าแก่ที่สุดรายการหนึ่งของเอเชียลดด้อยลงไปกัน ทั้งในมิติด้านฟุตบอลและด้านสัญญลักษณ์

ในช่วงระยะเวลา 20 ปีแรก (พ.ศ.2511-2530)  ทีมหลักๆที่เข้าร่วมแข่งขันเป็นประจำ มักจะเป็นทีมจากกลุ่มประเทศอาเซี่ยนและเกาหลีใต้ และในช่วงสองทศวรรษต่อมา (2531-ปัจจุบัน) ทีมที่ร่วมแข่งขันก็หลากหลายและมาจากทวีปอื่นๆมากขึ้น  โดยเฉพาะทีมเดนมาร์ค นอร์เวย์ สวีเดนและญี่ปุ่น ที่สมควรต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษ

ภาพความหลังเมื่อครั้งฟุตบอลคิงส์คัพอยู่ในหัวใจคนไทยชนิดว่า
ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ และดาวยศ ดารา



ฟุตบอลคิงส์คัพคือจุดกำเนิดของดาวดังปิยะพงศ์ ผิวอ่อน

ดนมาร์คแชมป์เก่าหลายสมัย


ในสถานการณ์ปัจจุบันที่สังคมไทยมีความแตกแยกด้วยเหตุผลทางการเมืองเช่นนี้ เกมฟุตบอลควรจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความสามัคคีและสร้างความสุขของคนในชาติ  ประการสำคัญ การจัดการแข่งขันควรจะต้องพิจารณาทั้งในมิติด้านฟุตบอลและด้านสัญลักษณ์ควบคู่กัน

ในมิติทางด้านฟุตบอลแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชิญทีมยักษ์ใหญ่หรือทีมชั้นนำที่มีชื่อเสียงมาร่วมรายการ เพื่อเรียกศรัทธาและกระตุ้นความคลั่งใคล้ชนิดสนามแตกเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตให้กลับขึ้นมา และเนื่องจากเป็นรายการคิงส์คัพที่พิเศษสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทย (เหมือนเช่นถ้วยคิงส์คัพในวงการฟุตบอลสเปน) การพิจารณาเฉพาะเหตุผลทางด้านฟุตบอลเพียงด้านเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่ควรต้องพิจารณามิติทางด้านสัญลักษณ์และการทูตควบคู่ด้วย  เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ของการริเริ่มจัดรายกายแข่งขันนี้เมื่อปี 2511  ซึ่งนั่นหมายถึง ความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเสียใหม่ 


ในวันที่สีแดงและสีเหลืองร่วมบ่าเคียงไหล่เพื่อสู้ศึกคิงส์คัพ

ในวันที่เฮดโค๊ชชาวเยอรมันดูดีเป็นธรรมชาติที่สุด


เสน่ห์ของฟุตบอลคิงส์คัพไม่แยกเหลืองแยกแดง

การที่เดนมาร์คและนอร์เวย์ร่วมแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพ ณ เวลานี้ต้องถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่พิเศษ เพราะเป็นครั้งแรกๆในประวัติศาสตร์ฟุตบอลรายการนี้ ที่มีทีมแห่งราชอาณาจักรจากยุโรปร่วมแข่งขันพร้อมกันถึงสองทีม ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สมาคมฟุตบอลฯควรจะยึดถือเป็นแนวทางในการเชิญทีมต่างๆเข้าร่วมแข่งขันในครั้งต่อๆไป

โดยสมาคมฯ ควรถือเป็นนโยบายที่จะเน้นเชิญทีมจากประเทศราชอาณาจักรที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์  มีความใกล้ชิดกับราชวงศ์ไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานและเป็นประเทศที่มีทีมฟุตบอลอยู่ในระดับชั้นแนวหน้าของวงการฟุตบอลโลก โดยเฉพาะอังกฤษ  สเปน สวีเดน เดนมาร์ค เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม นอร์เวย์ ญี่ปุ่น รวมทั้งซาอุดิอาระเบีย (ซึ่งมีปัญหาทางการทูตอยู่)  หมุนเวียนสลับกันไปในแต่ละปีๆละสองทีมตามความเหมาะสมและจำเป็น อย่างน้อยที่สุดเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า นี่คือทัวร์นาเมนต์คิงส์คัพจริงๆ

ในกรณีของเดนมาร์คซึ่งถือเป็นทีมแห่งราชอาณาจักรขาประจำของฟุตบอลคิงส์คัพนับตั้งแต่ปี 2531 และเข้าร่วมแข่งขันปีนี้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นมงคลอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศเดนมาร์คกำลังเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่ควีนมาร์เกรเธอที่ 2 สด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติครบ 40 ปี  

นี่เป็นเรื่องที่แฟนบอลไทยและสมาคมฟุตบอลฯควรจะถือโอกาสนี้ร่วมเฉลิมฉลองแสดงความยินดี(ภายในสนามฟุตบอล) ต่อชาวเดนมาร์คและราชวงศ์ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป

ในขณะเดียวกัน เงื่อนไขทางด้านช่วงเวลาก็ควรจะต้องมีการพิจารณาปรับตามความเหมาะสมและจำเป็นด้วย  โดยปกติแล้ว การแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพกำหนดจัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมของทุกๆปี  เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันชาติเนื่องในโอกาสครบรอบวันสำคัญ 5 ธันวา มหาราช ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงมาจัดในช่วงเดือนมกราคมตั้งแต่ปี 2553  ด้วยเหตุผลทางด้านฟุตบอล(?)

แต่เนื่องจากในช่วงระยะเวลาดังกล่าว (ไม่ว่าจะเป็นเดือนธันวาคมหรือมกราคม) หลายๆ ประเทศในยุโรปซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศมหาอำนาจลูกหนังที่คนไทยรู้จักและนิยมชื่นชอบยังอยู่ในช่วงของการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศ เพราะฉะนั้นแล้ว  ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำให้การแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพเป็นรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและได้รับความนิยมจากคนไทยมากที่สุด(อีกครั้งหนึ่ง) ก็คือช่วงเดือนมิถุนายนหรือกรกฏาคมของทุกๆปี เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาที่การแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศของยุโรปปิดฤดูกาลแล้ว  โอกาสที่ประเทศเหล่านี้จะส่งทีมชาติมาร่วมการแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพจึงมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้น   

ในวันที่แฟนบอลไทยมีความสนุกสนานที่สุด

ทำให้รายการฟุตบอลคิงส์คัพเป็นรายการที่ยิ่งใหญ่มีสีสันที่สุดในประเทศและภูมิภาคอาเซียน

ทั้งหลายทั้งปวง เพื่อให้สมกับพระเกียรติ กษัตริย์แห่งแผ่นดินสยามที่ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยที่ทรงคุณค่าที่สุดของวงการฟุตบอลเอเชียมาร่วม 44 ปี   และเพื่อเป็นการเทิดทูนพระเกียรติบารมีพระบาทสมเด็กพระเจ้าอยู่หัวตามเจตนารมณ์ของการริเริ่มจัดการแข่งขันรายการนี้ตั้งแต่เริ่มแรกอย่างแท้จริง


.

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...