31 ตุลาคม 2556

พระวิหารพิพาท - ความบังเอิญหรือมหัศจรรย์แห่งตัว S

.


                เทศกาลวันสงกรานต์ (Songkran) ที่ผ่านมาถือว่าร้อนแรงกว่าปกติ ด้วยเหตุกรณีข้อพิพาทปราสาทพระวิหารถูกนำขึ้นเวทีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์  เป็นการตอกย้ำว่า นี่คือประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา
    ปราสาทเขาพระวิหารอันยิ่งใหญ่วิจิตราสร้างขึ้นหลักๆในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่1 (Suryavarman I) ตั้งอยู่บริเวณตำบลเสาธงชัย (Saothongchai) จังหวัดศรีษะเกส (Srisaket)  และระหว่างเมืองเสียมราฐ (Siem Reap) และสตึงเตรง (Stung Treng)ในทางฝั่งกัมพูชา 



ปราสาทเขาพระวิหารถือเป็นเสมือนวิหารสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์ (Sanctuary) ของผู้คนในอาณาบริเวณเทือกเขาพนมดงรักมาหลายศตวรรษ มีชื่อเดิมตามปรากฏในศิลาจารึกคือ ศีรศิขเรศวร” (Sikharesvara)  และเปรียบเป็นเพชรยอดมงกุฎขององค์ศิวะเทพ (Shiva)   


ความวิจิตรของปราสาทพระวิหารที่สงบนิ่ง


อาจกล่าวได้ว่า ความยิ่งใหญ่อลังการและโดดเด่นของปราสาทเขาพระวิหารถูกเก็บให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในป่าทึบดงรักมากว่า 4 ศตวรรษโดยไม่สร้างปัญหาใดๆให้กับมนุษยชาติของทั้งสองประเทศ   จน กระทั่ง ปราสาทเขาพระวิหารเริ่มเข้าสู่บทใหม่ของประวัติศาสตร์ชาติสยาม (Siam) ภายหลังจากที่ถูกค้นพบโดยกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (Prince Sanphasit) ในปีพ.ศ. 2442  ก่อนที่รัฐสยามจะบรรลุข้อตกลงในอนุสัญญากับฝรั่งเศสในอีก 5 ปีต่อมา (ปี ค.ศ.1904 และ 1907)  โดยมีการเปิดเผย(และอ้าง)ว่า ม.ร.ว. สท้าน สนิทวงศ์  (Sathan Sanitwong) เป็นตัวแทนของฝ่ายสยามในการสำรวจและจัดทำแผนที่มาตราส่วน 1:200,000  ร่วมกับฝรั่งเศสภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งได้กลายเป็นเอกสารหลักฐานสำคัญในการตัดสินของศาลโลกในปีพ.ศ. 2505 (และอาจจะรวมถึงปี 2556 ด้วย?)



กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ผู้สร้างประวัติศาสตร์ค้นพบปราสาทพระวิหาร


จารึกคำว่า "สรรพสิทธิ" สลักเป็นหลักฐาน

ม.ร.ว. สท้าน สนิทวงศ์ ผู้ร่วมในการจัดทำแผนที่

ในยุคสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นช่วงจุดเริ่มต้นของกรณีพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร   กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของชาติเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2483 หนึ่งปีหลังจากที่เปลี่ยนชื่อประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า ชื่อ สยาม มีความหมายดั้งเดิมตามภาษาเขมรและนัยยะทางประวัติศาสตร์(ที่ไม่เป็นมงคล)ว่าหมายถึง ขโมย (steal) ดินแดนของกัมพูชา และเป็นทาส (slave) ของคนเขมร  และหนึ่งปีก่อนที่ไทยจะเปิดศึกทำสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส 


               
สยามในอดีต




 ประวัติศาสตร์ไทยมักพูดถึงดินแดน 4 จังหวัดที่ได้รับคืนจากฝรั่งเศส(เนื่องจากแรงกดดันจากญี่ปุ่น) นั่นคือจำปาศักดิ์ เสียมราฐ พระตะบอง และไชยะบุรี  แต่ที่สมควรกล่าวถึงเป็นพิเศษก็คือเขตที่เรียกว่าสตึงเตรง รัฐบาลไทยในขณะนั้นถึงกับประกาศว่านี่คือรางวัลอันทรงคุณค่า เพราะปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งถือเป็นศาสนสถานอันเก่าแก่ที่มีความสวยงามอลังการและความศักดิ์สิทธิ์ (sacred) ที่สำคัญยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับนครวัดตั้งอยู่ในเขตเมืองสตึงเตรงนั่นเอง

ว่ากันว่า การสูญเสียดินแดนเหล่านี้ให้แก่ประเทศไทยสร้างความรู้สึกเคียดแค้นเกลียดชังในหมู่คนเขมรทุกระดับเป็นอย่างมาก แบบเรียนประวัติศาสตร์เขมรระบุว่า ถึงกับทำให้สมเด็จศรีสวัสดิ์มณีวงศ์ (Sisowath Monivong) แห่งกัมพูชาเสด็จสวรรคตด้วยความเจ็บปวดพระทัยเป็นยิ่งนัก และเชื่อได้ว่า สมเด็จเจ้าสีหนุ (Prince Sihanouk) ซึ่งได้รับเลือกให้ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ของกัมพูชาพระองค์ต่อมาย่อมมีความรู้สึกไม่แตกต่างกัน(หรืออาจจะมากกว่า)

ในวันที่สมเด็จสีหนุก้าวเดินขึ้นพระวิหาร

การสละราชสมบัติ และก้าวสู่เวทีการเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรีและประมุขแห่งรัฐ  คือช่วงเวลาที่เจ้าสีหนุสามารถแสดงบทบาททางการเมืองได้สอดคล้องกับความทะเยอทะยาน โดยเฉพาะบทบาทที่เกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร
              สมเด็จเจ้าสีหนุมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้ปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนมาเป็นสมบัติของชาติกัมพูชา  เพราะ(เชื่อว่า)จะทำให้พระองค์ได้รับนิยมอย่างล้นหลามจากเขมรอย่างไม่มีข้อสงสัยท่ามกลางความยุ่งยากทางการเมืองภายในประเทศ ณ เวลานั้น

          ในขณะเดียวกัน   เมื่อการเจรจากับรัฐบาลไทยไม่ประสบความสำเร็จ  สมเด็จเจ้าสีหนุจึงได้นำเรื่องกรณีพิพาทนี้เข้าสู่กระบวนการของศาลโลกในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2502 แบบไม่เกินความคาดหมายของรัฐบาลไทย  เพราะท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาในช่วงขณะนั้นชัดเจนเหลือเกิน  เริ่มจากนายซัม ซารี (Sam Sari)  เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงลอนดอนตีพิมพ์บทความระบุว่า  การใช้กำลังเข้ายึดครองพระวิหารของกำลังทหารไทยนั้นเป็นการกระทำแบบฮิตเลอร์ และที่เลวร้ายกว่านั้น ยังได้กล่าวพาดพิงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ไทยด้วย 
ต่อมา นายซิม วาร์ (Sim Var) นายกรัฐมนตรีกัมพูชา(ในขณะนั้น)ได้กล่าวประณามคนไทยทั้งชาติอย่างรุนแรง และว่าผู้นำไทยเป็นเหมือนเสือหิว ควรใช้อีแร้งเป็นเครื่องหมายของชาติแทนครุฑจึงจะเหมาะสม(กว่า)  และชัดเจนที่สุด เมื่อนายซอนซาน (Son San) เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยได้แถลงยืนยันว่า กัมพูชาจะยุติการเจรจากับรัฐบาลไทยและ(จะ) อาศัยศาลโลกเป็นที่พึ่งพา(สุดท้าย)
เมื่อเริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลโลกในช่วงปี 2502  รัฐบาลไทยโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ (Sarit Thanarat) ได้ดำเนินการด้วยจุดยืนที่ชัดเจนและแข็งกร้าวอย่างที่สุด  พร้อมทั้งแต่งตั้งม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (Seni pramoj) เป็นหัวหน้าคณะทนายความฝ่ายไทย โดยมีเซอร์แฟรงค์ ซอสคิซ (Sir Frank Soskice) เป็นหัวหน้าทนายชาวต่างชาติ


.
ในวันที่จอมพลสฤษดิ์หลั่งน้ำตา


หม่อมเสนีย์กับความล้มเหลวไม่สามารถเป็นฮีโร่ของคนไทยได้




ในที่สุด ศาลโลกได้พิจารณาตัดสินในปี 2505 ว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่อาณาเขตภายใต้อธิปไตย (sovereignty) ของกัมพูชา  สร้างความโกรธแค้นและผิดหวังให้กับคนไทยอย่างมาก  นอกจากนี้ ศาลโลกยังระบุให้รัฐบาลไทยมีพันธะที่จะต้องส่งมอบวัตถุโบราณต่างๆ รวมทั้งสิ่งประติมากรรม (sculptures) แผ่นศิลา (stelae)  ตลอดจนรูปหินทราย (sandstone model)  ต่างๆที่ได้ถูกโยกย้ายออกไปจากปราสาทพระวิหารโดยฝ่ายไทยนับตั้งแต่ปี 2497 คืนให้แก่รัฐบาลกัมพูชาด้วย
หลังจากนั้น ดูเหมือนว่า กรณีปราสาทพระวิหารได้ถูก พักอย่างค่อนข้างสงบเป็นระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ  แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ที่ 21 กรณีปราสาทพระวิหารก็กลับฟื้นคืนชีพ และพัฒนากลายเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุด(อีกครั้ง)ในความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างกรุงเทพฯและพนมเปญ ตราบเท่าที่ไม่สามารถหาข้อสรุปหรือข้อตกลง (settlement) ที่ชัดเจนที่สุดได้  จนเลวร้ายนำไปสู่การปะทะกันทางทหาร (skirmishes) โดยมีกองกำลังสุรนารี (Suranari Force) กองทัพภาคที่ 2 (Second Army) ทำหน้าที่ปกป้อง (safeguard) อธิปไตยของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่จังหวัดศรีษะเกสไปจนถึงสุรินทร์ (Surin)  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแต่งตั้งล่าสุดให้พ.อ.สมชาย เพ็งกรูด (Somchai Pengkrut) นายทหารสายบู๊ที่เคยเป็นผบ.กองกำลังเฉพาะกิจพระวิหารหมายเลข 1 และปะทะสู้รบกับทหารเขมรมาก่อน ขึ้นเป็นรองผบ.กองพลทหารราบที่ 6 (Sixth Infantry Division) ทำหน้าที่เป็นผบ.หน่วยเฉพาะกิจกองกำลังสุรนารีที่ 1 ที่ดูแลเขาพระวิหารด้วย ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงท่าทีของกองทัพบกได้ดีที่สุด  ในสถานการณ์ที่อาจจะตึงเครียด ณ วินาทีที่ศาลโลกอ่านคำตัดสินในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้



หากมองย้อนกลับไป เชื่อว่าคงไม่มีใครในยุคสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัยที่มีดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ (Surin Pitsuwan) เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศจะคาดคิดว่า ปี 2543 จะถูกนำมาเชื่อมโยงและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความยุ่งยากต่างๆ ในเวลาต่อมา     ภายหลังจากที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร(Sukhumbhand Paribatra) รมช.ต่างประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับรัฐบาลกัมพูชา จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง กลายเป็นเหมือนดาบสองคมที่ไม่อาจระบุได้ชัดเจนว่า โดยเนื้อหาและเจตนารมณ์แล้ว “MOU’43” เป็น วัคซีนหรือไวรัส ต่อประเทศไทยกันแน่

 

ถึงที่สุดแล้ว กรณีปราสาทพระวิหารกลายเป็นจุดศูนย์กลางแห่งความขัดแย้งและข้อพิพาท ภายหลังจากที่กัมพูชาพยายามที่จะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียวตั้งแต่ต้นปี 2548 แต่ถูกทักท้วงและคัดค้านโดยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (Surayud Chulanont) เพราะเชื่อว่ากัมพูชามีเจตนาพ่วงเอาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรของไทยเข้าไปด้วย



ต่อมา ในยุคสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช (Samak Sundaravej) ดูเหมือนว่า ฝ่ายไทยมีท่าทีที่เป็นมิตรกับกัมพูชามากขึ้น จนนำไปสู่การลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาระหว่างนายนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศและนายสก อาน (Sok An) รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยฝ่ายกัมพูชายินยอมขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ไม่รวมพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร  ท่ามกลางกระแสคัดค้านและท้วงติงจากหลายๆฝ่าย  จนกระทั่ง ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า คำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญของประเทศและถือเป็นโมฆะ



กระแสการต่อต้านทางการเมืองภายในประเทศอันเนื่องมาจากกรณีปราสาทพระวิหารยังคงร้อนแรงยิ่งจนดูเหมือนเป็นอาถรรพ์ และได้กลายเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภายใต้การนำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล (Sondhi Limthongkul)  เดินขบวนขับไล่รัฐบาลชุดต่อมาที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (Somchai Wongsawat) เป็นนายกรัฐมนตรี 

 

สนธิ ลิ้มทองกุลกับพระวิหารพิพาทที่แยกกันไม่ออก

 

ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ    ถึงแม้ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ (Suthep Thaugsuban) รองนายกรัฐมนตรีจะสร้างวาทกรรมเปรียบเปรยพื้นที่ซับซ้อน 4.6 ตร.กม. ว่ามีขนาดเพียงเท่าแมวดิ้นตาย    แต่บทบาทของนายสุวิทย์ คุณกิตติ (Suwit Khunkitti) รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถือว่าโดดเด่นที่สุด โดยเฉพาะการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของยูเนสโก กระทั่งนำไปสู่การประกาศถอนตัวออกจากภาคีสมาชิกมรดกโลกอย่างคาดไม่ถึง

ใครจะคาดคิดว่า ถึงที่สุดแล้ว กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารก็นำทั้งสองประเทศกลับคืนสู่เวทีของศาลโลกอีกครั้งหนึ่งในปี 2556  ด้วยความวิตกว่า ประเทศไทยอาจจะต้องสูญเสียดินแดนบริเวณรอบๆปราสาทพระวิหารกว่า 4.6 ตารางกิโลเมตร รวมไปถึงพื้นที่แหล่งโบราณสถานที่สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับตัวปราสาทอย่างสระตราว (Sa Tao)  และสถูปคู่ (Sathup Khu)
ตลอดช่วงระหว่างวันที่ 15-19 เมษายน 2556  เอกอัคราชทูตวีรชัย พลาศรัยและคณะทนายที่ปรึกษาทางกฎหมายสร้างความประทับใจแกคนไทยเป็นที่สุด จนดูเหมือนว่า บดบังบทบาทของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล (Surapong Tovichakchaikul) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ และพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต (Sukumpol Suwanathat) รัฐมนตรีกลาโหม เสียสนิท


ตลอดช่วงเวลาของการให้การด้วยวาจาที่ศาลโลก ทูตวีรชัยหรือทูตแสบ (Sab) ผู้มีดีกรีปริญญาเอกทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (Sorbonne Universités) และมีศรีภรรยาคู่ชีวิตเชื้อสายสวิส (Swiss) ได้ยึดหลักในการทำหน้าที่ครั้งนี้ว่า สู้เต็มที่(soo-tem-ti)  และ สนุกแน่ (sa-nook-nae) จนชนะใจคนไทยทั้งประเทศ 


ทูตแสบที่อาจทำให้ผู้นำเขมรปวดแสบ?

ในขณะเดียวกัน นอกเหนือจากอลินา มิรอง ทนายความผู้ช่วยที่โชว์ความสามารถในการชี้นำและให้เหตุผลจนกลายเป็นดาวเด่นของสังคมไทยแล้ว นามของวิลเล่ม สเกมาฮอน (Willem Schermerhorn) ก็สมควรต้องได้เครดิตไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพราะเป็นผู้เพียงพยายามอย่างเหลือหลายจนค้นพบแผ่นที่  “ big map” ได้ที่เมืองสตุ๊ตการ์ด (Stuttgart) เยอรมนี เป็น “big map” ที่อลินา มิรองใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงทำลายความน่าเชื่อถือของแผนที่ภาคผนวก 1 ของทางฝ่ายกัมพูชาได้อย่างน่าประทับใจ 


วิลเล่ม สเกมาฮอนอดีตนายกฯเนเธอร์แลนด์ที่ผันตัวเองมาร่วมในทีมฝ่ายไทย


แต่อย่างไรก็ตาม  การร้องขอของผู้พิพากษาชาวโซมาเลีย (Somalia) ที่ให้ทั้งสองประเทศส่งเอกสารเพิ่มเติมและชี้แจงเรื่องพิกัดในแผนที่ ก็ย่อมสร้างความหวั่นวิตกให้แก่ฝ่ายไทยไม่น้อย เพราะอาจจะมีผลต่อการพิจารณาตัดสินใจของคณะตุลาการทั้ง 17 คน (seventeen) ที่มีผู้พิพากษาจากสโลวาเกีย (Slovakia) เป็นประธาน เพื่อยุติมหากาพย์ (saga) แห่งความยุ่งยากยุ่งเหยิงระหว่างสองประเทศมานานกว่า 60 ปี 


ผู้พิพากษาโซมาเรียที่อาจะเข้าสู่ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์?

แน่นอนว่า หากศาลโลกตัดสินให้เป็นคุณเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายกัมพูชาแล้ว คงไม่มีใครที่จะมีความสุขมากไปกว่าสมเด็จฮุนเซน  (Somdech Hun Sen) อีกแล้ว เพราะปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเขตเมืองสตึงเตรงบ้านเกิดของผู้นำคนนี้  และเชื่อว่า จะใช้เป็นอาวุธหยุดยั้งพลังของนายสม รังสี (Sam Rainsy) ผู้นำฝ่ายค้านที่กำลังมาแรงและท้าทายอำนาจทางการเมืองของสมเด็จฮุนเซนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
หากเป็นเช่นนั้นจริง สองผู้นำแห่งตระกูลชินวัตร (Shinawatra) ทั้งนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์และ พ.ต.ท.ทักษิณย่อมตกเป็นเป้าหมายทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน เหมือนเช่นที่อดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวชและสมชาย วงศ์สวัสดิ์ต้องเผชิญมาก่อนหน้านี้

ภาพประวัติศาสตร์ในวันที่อ.ศิลป์ พีระศรีพากลุ่มนักศึกษาไปที่ปราสาทพระวิหารในปี 2502


แต่อย่างน้อยที่สุด ตลอดช่วงเวลาร่วม 6 ทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยก็ได้รู้จักชื่อของบุคคลชั้นครูที่มีบทบาทและมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีพระวิหารพิพาทนี้มากหน้าหลายตา ตั้งแต่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี(Silpa Pirasri)  มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล (Subhadradis Diskul)  อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม(Srisak Walliphodom) อาจารย์สมปอง สุจริตกุล (Sompong Sucharitkul)  รวมทั้งอาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ (Sujit Wongthes)


.

26 สิงหาคม 2556

จาก hero ในวันวาน กลายเป็น zero ในวันนี้


.







ในวัยเพียงแค่ 20 ไมค์ ไทสันก็สร้างประวัติศาสตร์เป็นแชมป์โลกรุ่นยักษ์เฮฟวิเวทที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถครองบัลลังค์ของ 3 สถาบันอย่างราบคาบทั้ง WBC, WBA และ IBF

เป็นนักมวยยักษ์ตัวเล็กที่สร้างความหวาดหวั่นให้บรรดานักมวยยักษ์ทั่วโลก



ในวันที่ใครๆทั่วโลกหวาดกลัวไม่ค์ ไทสัน

ในวันที่แกสซ่ายิงประตูชัยให้อังกฤษเหนือสก๊อตแลนด์



ในวัย 29 ปี พอล แกสคอยน์ก็สร้างความประทับใจในแฟนบอลอังกฤษ ด้วยลูกยิงทีสวยงามที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์ลูกหนังในนัดที่พบกับสก๊อตแลนด์ ทำให้แกสคอนท์กลายเป็น "แกสซ่า"นักเตะที่ฝีเ้ท้าดีที่สุดของอังกฤษในยุคเมื่อ 20 ปีที่แล้ว






ในช่วงที่เป็นยุคทอง ทั้งไทสันและแกสซ่าคือฮีโร่ของคนวงการมวยและวงการลูกหนังทั่วโลก

แต่เรื่องเศร้าสามารถเกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคนได้

ทั้งไทสันและแกสซ่าต่างประสบกับชะตากรรมชีวิตที่หล่นพรวดพราดเหมือนดาวตกขนาดใหญ่ จาก hero ในวันวาน กลายเป็น zero ในวันนี้ เป็นจุดเปลี่ยนแห่งชีวิตที่ราคาแพงเหลือหลาย



แววตาของไทสันที่ดูราวกับยอมรับชะตากรรมชีวิต

ในวันที่สภาพของแกสซ่าไม่เหลือสภาพ


จากที่เคยเอาชนะใครต่อใครมาดะ แต่มาในวันนี้ ทั้งไทสันและแกสซ่ากลับแพ้ตัวเองอย่างยับเยิน กลายเป็นคนชี้เหล้าเมายาจนชีวิตไม่ต่างจากสุนัขข้างถนนจริงๆ  จนดูเหมือนว่า ชีวิตนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว

ทั้งสองกำลังเรียกร้องหาโอกาส เรียกหา "มือ" ที่จะหยิบยื่นและดึงเขามาสู่ที่สูงอีกครั้งหนึ่ง แม้จะไม่สูงมากเหมือนในอดีตก็ตาม 

ด้วยความหวังว่า ชีวิตที่หลงเหลืออยู่ จะเป็นชีวิตที่ธรรมดาเหมือนคนทั่วๆไป

ขอเป็นชีวิตที่มีความสุขในแต่ละวัน

ขอเป็นคนหนึ่งที่เอาใจช่วย ให้สามารถก้าวข้ามวิกฤติชีวิตไปให้ได้




.

20 สิงหาคม 2556

“ประชาธิปไตยนั้นหรือคือการเลือกตั้งส.ว.?”

.



              ถึงแม้จะถูกเรียกว่า “สภาสูง” หรือ “สภาพี่เลี้ยง” และมีนัยยะทางภาษาศาสตร์ (และทางการเมือง)  ที่ดูเหมือนว่า “สูงกว่า” และแตกต่างจาก “สภาล่าง” หรือสภาผู้แทนราษฎร แต่วุฒิสภาไทยก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากทั้งจากฝ่ายการเมือง นักวิชาการ สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับที่มา บนตรรกะเหตุผลสำคัญที่ว่า การเลือกตั้งคือประชาธิปไตย” 

วุฒิสภาอังกฤษในอดีต - ศูนย์รวมชนชั้นนำ


    การพิจารณาประเทศอื่นๆเพื่อเทียบเคียงเปรียบเทียบย่อมเป็นประโยชน์สำหรับสังคมไทยไม่น้อย   โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ OECD และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป(อียู) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มประเทศที่เรียกได้ว่าพัฒนาแล้วและมีระดับของประชาธิปไตยสูงกว่าประเทศอื่นๆทั่วโลก

18 กรกฎาคม 2556

ปรากฏกการณ์ดาวโรยในโลกเทนนิส

.




การรอคอยที่ยาวนานกว่า 77 ปีของคนในเกาะอังกฤษสำหรับตำแหน่งแชมป์ชายเดี่ยววิมเบิลดันได้สิ้นสุดลงด้วยฝีมือของแอนดี้ เมอร์เรย์เลือดสก๊อต ก่อให้เกิดกระแสคลื่นชื่นมื่นเบิกบานไปทั่วทั้งเกาะ ทั้งๆที่คลื่นฮีทในระดับ 32 องศาแผ่ปกคลุม

Kissory แห่งประวัติสาตร์ที่รอนานถึง 77 ปีกว่าจะสมหวัง
 

แรงกดัน ณ เวลานี้จึงเขยิบไปอยู่ที่ออสเตรเลียซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชาติที่คลั่งไคล้กีฬามากที่สุดประเทศหนึ่ง ประเทศที่ผลิตนักกีฬาระดับโลกหลายๆประเภท  รวมทั้งเทนนิส แต่ไม่น่าเชื่อว่า นักหวดของออสเตรเลียนจะว่างเว้นแชมป์แกรนด์สแลมมานานโข

แรงกดัน ณ เวลานี้จึงเขยิบไปอยู่ที่ออสเตรเลียซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชาติที่คลั่งไคล้กีฬามากที่สุดประเทศหนึ่ง ประเทศที่ผลิตนักกีฬาระดับโลกหลายๆประเภทรวมทั้งกีฬาเทนนิส

แต่เป็นเรื่องเศร้าที่วันเวลาผ่านพ้นมา 37 ปีแล้ว ที่ยังไม่มีนักหวดออสซี่คนใดสามารถสร้างเกียรติยศคว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการออสเตรเลี่ยนโอเพ่นในบ้านได้เลย



ฝันของเลย์ตัน ฮิววิตต์ที่สั้นเหลือเกิน


เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ออสเตรเลียเกือบมีความหวังที่เรียกว่าเป็นความหวังที่ใกล้ความเป็นจริงที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ นั่นคือความหวังในตัวเลย์ตัน ฮิววิตต์ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเทนนิสเบอร์หนึ่งของโลกที่อายุน้อยที่สุด ด้วยวัยเพียงแค่ 20 ปี

แต่น่าเสียดายที่เลย์ตัน ฮิววิตต์เป็นประเภทมาไวไปไว เพราะประสบความสำเร็จถึงจุดพีคได้แชมป์ทั้งยูเอสโอเพ่นและวิมเบิลดันในช่วงวัย 20-21 ปี  แต่หลังจากนั้น กลายเป็นดาวโรยไปอย่างน่าเสียดาย

คลื่นลูกเก่าก็ค่อยๆซาซัดหายไปแบบไม่มีให้เหลือความหวังใดๆ  คลื่นลูกใหม่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเกิดที่จุดประกายความหวังใหม่สูงสุดได้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าวิกฤติสำหรับวงการเทนนิสบ้านออสซีก็ว่าได้ ในปัจจุบันมีนักเทนนิสของออสเตรเลียนที่ติดในกลุ่ม 100 อันดับแรกเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น

ณ เวลานี้ ออสเตรเลียทั้งฝากทั้งลุ้นความหวังไว้ที่นักเทนนิสเลือดโครเอเชียอย่างโทมิก เบอร์นาร์ด มือหนึ่งของประเทศที่รั้งอันดับ 41 ของโลก

 

โนวิค เบอร์นาร์ค ฝันหนึ่งเดียวของเกาะออสเตรเลี่ยน


ด้วยวัยเพียงแค่ 21 ปีพร้อมทั้งดีกรีแชมป์เยาวชนยูเอสโอเพ่นและออสเตรเลี่ยนโอเพ่น  ชาวออสซีจึงมีเหตุผลว่า เบอร์นาร์คมีศักยภาพเป็นดาวเรืองให้คนทั้งประเทศได้ชื่นบานในเร็ววันเร็วปีนี้

วิกฤติขาดแคลนนักเทนนิส ดาวเรืองระดับโลกลุกลามไปถึงฝรัุ่งเศส สหรัฐฯและสวีเดนอย่างน่าวิตก

แน่นอนที่สุดว่า คนฝรั่งเศสก็เหมือนเช่นผู้คนในเกาะอังกฤษและเกาะออสเตรเลียนที่จะภาคภูมิใจเป็นที่สุด หากมีนักเทนนิสเจ้าถิ่นคว้าแชมป์รายการเฟรนซ์โอเพ่น เพราะนับตั้งแต่ ยันนิค โนอาห์นักหวดผิวสีทำได้เมื่อปี 1983 แล้ว ฝรั่งเศสก็ว่างเว้นที่จะเห็นความสำเร็จดังกล่าวนี้ติดต่อกันมา 30 ปีเข้าแล้ว  



ยันนิก โนอาห์ในวันที่สร้างความยิ่งใหญ่บนเคย์คอร์ท


ซองก้า : ความหวังที่ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับชาวฝรั่งเศส


ความหวังหนึ่งเดียวตอนนี้ก็คือโจ-วิลฟริด ซองก้า มืออันดับ 8 ของโลกที่เคยทำได้ดีที่สุดก็คือรองแชมป์ออสเตรเลี่ยนโอเพ่น  แต่สำหรับสำหรับเคลย์คอร์ทในปีนี้แล้ว นักหวดผิวสีเลือดคองโกคนนี้เกือบทำให้คนฝรั่งเศสมีลุ้น แต่ก็ทำได้ดีที่สุดและจบเพียงแค่รอบเซมิไฟนัลเหมือนที่เกย์ล มองฟิลส์เคยทำได้เมื่อ 5 ปีก่อน

หากจะมองโลกในแง่ดีแล้ว ถือว่าฝรั่งเศสโชคดีมีลุ้นมากกว่าทั้งออสเตรเลียหรือสหรัฐฯ ก็ว่าได้ เพราะใน 100 อันดับแรกของเอทีพีแล้ว มีนักหวดฝรั่งเศสติดอันดับโลกถึง 13 คน คนฝรั่งเศสจึงตั้งความหวังว่าหนึ่งในนั้นจะทำให้การรอคอยอันยาวนานกว่า 3 ทศวรรษสิ้นสุดลง

ในขณะที่ยักษ์ใหญ่มากๆอย่างสหรัฐฯ ที่เคยผลิตนักเทนนิสสุดยอดของโลกมาโดยตลอดก็เจอวิกฤติที่ไม่แตกต่างกัน และดูเหมือนจะหนักหนากว่าประเทศอื่นๆจนกระเทือนฐานะ(อดีต)มหาอำนาจลูกสักหลาด ถึงแม้ว่า การรอคอยของสหรัฐฯจะสั้นน้อยกว่าอังกฤษ ออสเตรเลียและฝรั่งเศสก็ตาม



ยูเอสโอเพ่น - แชมป์แรกและแชมป์เดียวของร๊อดดิกแต่เป็นแชมป์สุดท้ายของสหรัฐฯ(?)


แอนดี้ ร๊อดดิช คือนักหวดอเมริกันคนล่าสุดที่สามารถคว้าแชมป์ยูเอสโอเพ่นในบ้านได้อย่างสมศักดิ์ศรีมืออันดับหนึ่งของโลกเมื่อปี 2003  ร๊อดดิชถือเป็นความหวังสูงสุดของวงการเทนนิสอเมริกานับตั้งแต่ยุคของจิมมี่ คอนเนอร์ จอห์น แม๊คแอนโร อังเดร อกัสซี่ และพีท แซมพราส ร๊อคดิชทำสถิติเป็นนักหวดเบอร์หนึ่งของโลกที่อายุน้อยที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ปี 1973


นักหวดสิงห์อีซ้าย - จิมมี คอนเนอร์

นักหวดอารมณ์ร้อนสุดๆ - จอห์น แม๊คแอนโร

พีท แซมพราส - สุดยอดนักเทนนิสอเมริกันที่เก่งที่สุด



อังเดร อกัสซี่ - นักเทนนิสเจ้าเสน่ห์




ใครจะเชื่อว่า โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์จะกลายเป็นดาวเรืองที่ดับแสงจรัสของร๊อดดิชและความหวังของคนอเมริกันได้อย่างเด็ดขาด และร๊อดดิชกลายเป็นนักเทนนิสอเมริกันคนสุดท้ายที่คว้าแชมป์รายการแกรนด์สแลม เรียกว่าเป็นหนึ่งทศวรรษที่วงการเทนนิสอเมริกันไม่มีแชมป์ใดๆให้ภูมิใจเลย เมื่อเทียบกับอดีตอันยิ่งใหญ่ที่นักหวดอเมริกันช่วยกันคว้าแชมป์แกรนด์สแลมตลอดช่วงระหว่างปี 1989-2003 ได้รวมกันถึง 28 แชมป์



โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ - สุดยอดนักเทนนิสที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์

ถึงแม้ว่า จะมีนักหวดอเมริกันเพียงแค่ 2 คนติดอยู่ใน 50 อันดับแรกของโลก แต่ก็ไม่มีนักเทนนิสจากสหรัฐฯที่ติดอันดับท๊อบเท็นมาตั้งแต่ปี 2007 ไม่มีนักเทนนิสระดับดาวเรืองเป็นสตาร์ที่โลกเทนนิสรู้จักมักคุ้น ซ้ำร้ายกลายเป็นเพียงไม้ประทับแห่งวงการเทนนิสโลกไปอย่างน่าช้ำใจเป็นที่สุด 

ในรายการวิมเบิลดันล่าสุด ต้องถือเป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษเลยก็ว่าได้ ที่ไม่มีนักหวดอเมริกันผ่านเข้าสู่รอบ 3 ได้เลยแม้เพียงคนเดียว เป็นปรากฏการณ์ดาวโรยที่จอห์น แม๊คแอนโรหรือคนอื่นๆ ยงหาคำตอบไม่ได้ว่าเป็นผลเนื่องมาจากเหตุผลใดกันแน่

ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหนกว่าที่สตาร์อเมริกันจะเกิดและเจิดจรัสคว้าแชมป์ยูเอสโอเพ่นและแชมป์รายการแกรนด์สแลมอื่นๆให้วงการเทนนิสอเมริกาได้ภาคภูมิใจอีกครั้งสมกับฐานะอดีตมหาอำนาจลูกสักหลาดที่ยิ่งใหญ่เหลือหลาย


บจอห์น บอร์ค เจ้าของ 11 ชมป์แกรนด์สแลม

สเตฟาน เอ๊ดเบิร์ก - เจ้าของแชมป์ 6 แกรนด์สแลม

แม๊ค วิลันเดอร์ - เจ้าของแชมป์ 7 แกรนด์สแลม

เช่นเดียวกับสวีเดนที่เคยผลิตนักเทนนิสดาวเรืองระดับโลกก่อนหน้านี้ในอดีต โลกเทนนิสต้องขอบคุณสวีเดนที่ผลิตสุดยอดนักเทนนิสระดับโลกอย่างบจอห์น บอร์ก สเตฟาน เอ๊ดเบิร์กและแม๊ค วิลันเดอร์ที่ช่วยกันคว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการต่างๆ รวมกันแล้วถึง 24 แชมป์อย่างชนิดที่ไม่มีนักเทนนิสชาติไหนทำสถิติเช่นนี้ได้
 

และนับตั้งแต่โธมัส โจฮันส์สันคว้าแชมป์รายการออสเตรเลี่ยนโอเพ่นเมื่อปี 2002 ก็มีนักเทนนิสจากดินแดนพระอาทิตย์ไม่ตกดินอีกเลย เป็นทศวรรษแห่งดาวโรยของประเทศที่มีตำแหน่งแชมป์แกรนด์รวมกันมากที่สุดเป็นอันดับรองจากสหรัฐฯ

ซ้ำร้าย ณ ปัจจุบันนี้ ไม่มีนักเทนนิสจากสวีเดนคนใดที่จะสามารถสร้างความเกรียงไกรหรือสร้างความหวังใดๆให้กับประเทศได้เลย สวีเดนไม่มีแม้กระทั่งนักเทนนิสที่ติดอยู่ใน500 อันดับเลย
 
น่าเสียดายว่า ปรากฏการณ์ดาวโรยที่เกิดขึ้นกับวงการนักเทนนิสของสหรัฐฯ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศสและสวีเดน ทำให้วงการลูกสักหลาดขาดเสน่ห์ไปมากโขทีเดียว



.

7 กรกฎาคม 2556

แอนดี้ เมอร์เรย์ - วันที่หมายเลข 7 นำโชคนำชัย

.

ในวงการเทนนิสโลก ถือว่ารายการวิมเบิลดันแชมป์เปี้ยนชิพเป็นรายการที่เก่าแก่ที่สุดที่มีมาตั้งแต่ปีค.ศ.1877 และได้รับการยอมรับให้เป็นคอร์ทหญ้าที่มีมนต์เสน่ห์เป็นรายการที่มีมนต์ขลังมากที่สุดใวงการลูกสักหลาด เช่นเดียวกับครูซิเบิลเธียเตอร์ของวงการสนุกเกอร์และโมนาโคกรังปรีซ์ของโลกฟอร์มูลล่าวัน

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ ถือเป็นการแข่งขันครั้งที่ 127 ที่ชาวเกาะอังกฤษวาดหวังและฝากความหวังมากที่สุดไว้กับเอ๊ดดี้ เมอร์เรย์ นักหวดเลือดสก๊อต ถือเป็นความหวังหนึ่งเดียวที่มีโอกาสใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด ณ เวลานี้

หากมองย้อนกลับไป เมอร์เรย์เริ่มสร้างชื่อเสียงสร้างประวัติศาสตร์เมื่อย่างเข้าสู่วัย 17 ปีเป็นนักเทนนิสจากเกาะอังกฤษคนแรกที่คว้าแชมป์เยาวชนยูเอสโอเพ่น


ในวัย 14 ผมแดงที่รอวันจรัส


ในปี 2005 เมอร์เรย์เทิร์นโปรเริ่มต้นเข้าสู่ความเป็นนักเทนนิสมืออาชีพด้วยอันดับ 407 ของโลก พร้อมทั้งสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเทนนิสอายุน้อยที่สุดที่เป็นตัวตัวแทนของเกาะอังกฤษแข่งขันรายกายเดวิสคัพ

เมอร์เรย์เริ่มต้นศักราชปี 2007 ด้วยอันดับที่ 17 ของโลก และในวันที่ 16 เมษายนปีเดียวกันก็เขยิบเข้าสู่อันดับท๊อบเท็นได้สำเร็จ (ซึ่งในครั้งนั้นนอวัค จ๊อคโกวิชอยู่ในอันดับ 7 ของโลก)

หลังจากนั้น เมอร์เรย์ก็ค่อยๆสร้างประวัติศาสตร์ให้ชาวเกาะอังกฤษได้ปลื้มได้ภูมิใจ


ยูเอสโอเพ่น 2012 ถ้วยแรกที่ทรงความหมาย
เหรียญทองโอลิมปิคที่แสนภูมิใจ

คู่ผสมเหรียญเงินโอลิมปิค


ในวัย 25 ปี สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเทนนิสคนแรกของเกาะอังกฤษที่คว้าแชมป์ยูเอสโอเพ่นนับตั้งแต่ปี 1977

สร้างประวัติศาสตร์หน้าต่อมา เป็นนักเทนนิสคนแรกของเกาะอังกฤษที่ได้แชมป์เหรียญทองโอลิมปิคฤดูร้อน ณ ลอนดอนเมื่อปีที่แล้ว ด้วยการเอาชนะโรเจอร์ เฟดเดอเรอร์นักเทนนิสที่ได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลสามเซ็ทรวดด้วยการเสียแต้มเพียงแค่ 7 เกมเท่านั้น นับเป็นเหรียญทองเหรียญที่ 16 ของประเทศเจ้าภาพ การชนะมือหนึ่งของโลกได้พร้อมทั้งคว้าเหรียญทองถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลบล้างความผิดหวังที่ช๊อกโลกเมื่อสี่ปีก่อนหน้านั้นที่โอลิมปิคปักกิ่ง เมื่อเมอร์เรย์ตกรอบแรกด้วยฝีมือของนักเทนนิสเจ้าถิ่นมืออันดับ 77 ของโลก(ในขณะนั้น)

นอกจากนี้ ยังสามารถคว้าเหรียญเงินในประเภทคู่ผสม โดยเล่นคู่กับลอร์ร่า ร็อบสัน มืออันดับ 89 (ก่อนที่จะเขยิบขึ้นมาเป็นอันดับ 27 ในวันที่เมอร์เรย์สร้างประวัติศาสตร์วิมเบิลดัน) ทำให้เมอร์เรย์กลายเป็นนักเทนนิสคนที่ 7 ในประวัติศาสตร์วงการเทนนิสยุคใหม่นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ที่สามารถคว้าสองเหรียญในโอลิมปิคเกมส์


สุดท้าย เมอร์เรย์ก็สมหวังในวิมเบิลดันปี 2013


อีก 52 สัปดาห์ต่อมา ซึ่งตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ของปีนี้ เมอร์เรย์ก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์ที่อาจจะถือเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับนักเทนนิสเลือดสก๊อตคนนี้ ด้วยการคว้าแชมป์ชายเดี่ยววิมเบิลดันที่มีความหมายอย่างยิ่งยวด ด้วยเหตุเป็นแชมป์ชายเดี่ยวคนแรกที่มาจากเกาะอังกฤษในรอบ 77 ปี และถือเป็นแชมป์วิมเบิลดันคนแรกของเกาะอังกฤษนับตั้งแต่ที่เวอร์จิเนีย เวดคว้าแชมป์หญิงเดี่ยวเมื่อปี 1977

ก่อนที่ผ่านทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศครั้งประวัติศาสตร์ ณ วันที่ 7 เดือน 7 นี้ ภารกิจ แรงกดดันและความคาดหวังที่เมอร์เรย์แบกรับไว้หนักหนาเกินบรรยาย แต่ดูเหมือน ดวงหมายเลข 7 จะเอื้ออำนวยชัยให้กับเมอร์เรย์อย่างสมพงศ์


วังเวง ; อาการสุดเซ็งหลังเฟดเดอเรอร์ตกรอบสอง
บอกโลกสิ : อาการสุดผิดหวังของนาดาลหลังตกรอบแรบ


หนึ่ง ในการจับสลากแบ่งสายนั้น ดูเหมือนว่า เมอร์เรย์จะโชคไม่ดีนักที่มีสิทธิเจอด่านหินกระดูกชิ้นโต ซึ่งเป็นเจ้าของแชมป์แกรนด์สแลมรวมกัน 29 แชมป์อย่างโรเจอร์ เฟดเดอเรอร์และราฟาเดล นาดาลรอท่าอยู่จึงจะมีโอกาสผ่านเข้าสู่รอบชิงได้ เมื่อเทียบกับนอวัค จ๊อคโกวิชที่มีโอกาสเจอบิ๊กทูคนใดคนหนึ่งเฉพาะในนัดชิงเท่านั้น

แต่หากคนดวงจะดีมีหมายเลข 7 หนุนเสริมก็คงจะไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคกีดขวางได้ เพราะเกิดปรากฏการณ์ “แบล็คเว้นสเดย์” เมื่อนาดาลที่เพิ่งกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในฤดูกาลนี้ด้วยการคว้าแชมป์ต่างๆถึง 7 แชมป์รวมทั้งแชมป์เฟรนซ์โอเพ่นสดๆร้อนๆหลังจากต้องหยุดพักรักษาอาการบาดเจ็บมานานร่วม 7 เดือน ถูกหวดร่วงตบรอบแรกหมดลายสิงห์เคลย์คอร์ด กลายเป็นแชมป์เฟรนซ์โอเพ่นคนแรกนับตั้งแต่ปี 1997 ที่ตกรอบแรกในรายการวิมเบิลดัน

ส่วนเฟดเดอเรอร์ เจ้าของสถิติแชมป์วิมเบิลดัน 7 สมัยมากที่สุด (ร่วมกับวิลเลี่ยม เรนชอว์ และพีท แซมพราส) ก็เสียท่าไปได้ไกลเพียงแค่รอบสองเท่านั้น ในขณะที่โจ-วิลฟรีด ซองกามือวางอันดับสูงสุดคนต่อมา ซึ่งเคยแพ้เมอร์เรย์ในรอบรองชนะเลิศเมื่อปีที่แล้ว ก็กลายเป็นนักเทนนิสคนที่ 7 ที่ต้องถอนตัวออกจากการแข่งขันในปีนี้

การประเดิมด้วยชัยชนะในรอบแรกถือว่ามีความหมายทางจิตวิทยาต่อเมอร์เรย์ไม่น้อย เพราะถือเป็นชัยชนะครั้งที่ 107 ในการแข่งขันรายกายแกรนด์สแลมทั้งหมด สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นนักเทนนิสที่ประสบชัยชนะมากที่สุดในเกาะอังกฤษในรายการเมเจอร์ทั้งสี่รายการ

อาจจะด้วยอิทธิพลของหมายเลข 7 ที่ผสมผสานกัน ทำให้เส้นทางผ่านเข้าสู่รอบชิงเป็นงานง่ายขึ้นเยอะ ชนิดว่าไม่มีที่ว่างใดๆให้ทฤษฏีสมคบคิดได้ทำงานเลย จะมีหนักแบบต้องลุ้นตัวโก่งก็ตอนแข่งรอบก่อนรองชนะเลิศพบกับเฟอร์นันโด เวอร์ดัสโค การเอาชนะอดีตมืออันดับ 7 ของโลกคนนี้ ทำให้เมอร์เรย์สร้างสถิติให้กับตัวเองเป็นครั้งที่ 7 ที่สามารถเอาชนะคู่แข่งขันได้จากที่ตามหลังอยู่ 2 เซ็ท

แชมป์วิมเบิลดัน 2011 ที่จ๊อกโควิชภูมิใจยิ่ง


สอง ถึงแม้ว่า มีประวัติ(เสีย)เคยว๊อคเอ้าท์ออกจากเกมการแข่งขันมากลางคันแล้วถึง 7 ครั้ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง จ๊อคโกวิชก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นมนุษย์เหล็กคนหนึ่งในโลกเทนนิสปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เคยมีประสบการณ์ในการเล่มเกมยืดเยื้อนานถึง 4 ชั่วโมง 54 นาทีเป็นสถิติของรายการยูเอสโอเพ่นเมื่อปีที่แล้ว และ 4 ชั่วโมง 37 นาที เป็นสถิติในรายการเฟรนซ์โอเพ่นปีนี้ บ่งบอกถึงพละกำลังและความทรหดสุดๆของนักหวดชาวเซิร์บคนนี้ แต่อย่างไรก็ตาม การเล่นในรอบรองชนะเลิศนานถึง 4 ชั่วโมง 43 นาทีจนกลายเป็นสถิติของวิมเบิลดันในสภาพอากาศที่ฮีทที่สุดในรอบปีและร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์วิมเบิลดัน ก็มีส่วนสำคัญทำให้จ๊อคโกวิชผ่านเข้าสู่รอบชิงในสภาพที่กรอบและอ่อนล้าสุดๆ และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พ่ายแพ้เมอร์เรย์สามเซ็ทรวดอย่างชนิดผิดความคาดหมาย





ในมุมมองของเทนนิสแล้ว คู่ชิงชนะเลิศในปีนี้ถือว่าเหมาะสมที่สุด เพราะเป็นการชิงบัลลังก์แชมป์ระหว่างมืออันดับหนึ่งและสองของโลกที่เกิดในปี 1987 เดียวกัน ทั้งคู่กำลังย่างเข้าสู่วัย 27 ปีมาได้ 7 สัปดาห์เกือบพอดิบพอดี โดยเมอร์เรย์เกิดก่อนเพียง 7 วันเท่านั้น แต่ถือว่าประสบความสำเร็จน้อยกว่าและช้ากว่าจ๊อคโกวิชหรือโนเล่อย่างชัดเจน โดยนักเทนนิสขี้เล่นอารมณ์ดีจากเซอร์เบียคนนี้คว้าแชมป์รายการต่างๆมาได้ทั้งหมดรวม 37 แชมป์และวาดฝันว่าปีนี้จะสามารถคว้าแชมป์วิมเบิลดันเป็นรายการแกรนด์สแลมรายการที่ 7 เป็นเกียรติประวัติของตัวเอง ในขณะที่นักหวดเลือดสก๊อตมีตำแหน่งแชมป์ต่างๆรวม 27 แชมป์เป็นแชมป์รายการแกรนด์สแลมเพียงหนึ่งแชมป์เท่านั้น และการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันในครั้งนี้ ถือเป็นไฟนัลครั้งที่ 7 ในรายการแกรนด์สแลม

ในวัย 20 ที่เมอร์เรย์จับคู่จ๊อกโควิชในออสเตรเลี่ยนโอเพ่น

ด้วยวิถีของโลกเทนนิส ทำให้ทั้งคู่ได้โครจรมาพบและรู้จักกันมานานกว่า 17 ปีแล้วนับตั้งแต่เป็นนักหวดรุ่นเยาว์ โดยเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เมอย์เรย์สามารถคว้าแชมป์เอทีพีทัวร์เป็นรายการแรกในชีวิต ก่อนจะขยับขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของเกาะอังกฤษติดต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยเมอร์เรย์ถูกจัดอันดับเป็นมืออันดับสองของโลกเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2009 ในขณะที่จ๊อคโกวิชรั้งตำแหน่งมือหนึ่งของโลกติดต่อกันมาแล้วยาวนานถึง 89 สัปดาห์

ก่อนจะถึงแมทช์ชิงชัยแชมป์วิมเบิลดันในวันที่ 7 เดือน 7 เมอร์เรย์มีสถิติเคยชนะจ๊อกโควิทได้เพียงแค่ 7 ครั้งเท่านั้น (จากสถิติทั้งหมด 18 ครั้ง) แต่ด้วยฟอร์มและดวงที่ถูกชะตากับวิมเบิลดัน โดยเฉพาะสถิติชนะบนคอร์ดหญ้าติดต่อกันมา 17 นัด ย่อมทำให้เมอร์เรย์มีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะสมหวังในปีนี้เสียที หลังจากที่เพียงพยายามอย่างน่าผิดหวังมาแล้วถึง 7 ครั้ง 7 ฤดูกาล

เพราะปีนี้ชาวเกาะอังกฤษมีความหวังมากที่สุดที่จะเห็นแสงทองผ่องอำไพในตัวเมอร์เรย์ ส่งผลทำให้ราคาตั๋ว(ผี) ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากๆของบรรดาเซเลบิตี้พุ่งพรวดอย่างหน้ามืดตามัวถึง 7 หมื่นปอนด์ ในขณะที่การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์โดยบีบีซีซึ่งได้ทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี 1927 สามารถดึดดูดผู้ชมทางบ้านได้ถึง 17 ล้านคนเป็นประวัติการณ์

ในช่วงระหว่างแมทช์แข่งขัน 189 นาทีที่ต่อสู้กันบนคอร์ทหญ้า เมอร์เรย์สามารถเบรกเกมเสริฟของโนเล่ได้ถึง 7 ครั้งจาก 17 โอกาส โดยเฉพาะการเบรกเกมเสริฟในเกมที่ 7 ของทุกๆเซ็ท(อย่างเหลือเชื่อ) ยิ่งไปกว่านั้นตลอดทั้งสามเซ็ท โนเล่เสียอันฟอร์ซเออร์เรอร์หรือตีพลาดเสียเองถึง 17 ครั้ง ส่วนเมอร์เรย์สามารถตีวินเนอร์ทำแต้มได้ถึง 17 แต้ม

นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าลูกเสริฟแรกของเมอร์เรย์จะมีสปีดเฉลี่ยที่ความเร็วเพียง 117 ไมล์ต่อชั่วโมงซึ่งไม่มีพลังพอที่จะใช้เป็นอาวุธเด็ดในการพิชิตจ๊อคโกวิชได้ แต่การที่เมอร์เรย์ได้แต้มจากเน็ตพอยท์กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ บ่งบอกว่า เมอร์เรย์ดวงดีกว่าโนเล่ในวันที่ 7 เดือน 7 และหมายเลข 7 ไม่ใช่ลักกี้นัมเบอร์ของนักหวดชาวเซิร์บคนนี้ก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านี้ในวันที่ 7 มิถุนายน จ๊อคโกวิชก็พ่ายแพ้ให้แก่ราฟาเอล นาดาลในรอบรองชนะเลิศเทนนิสเฟรนซ์โอเพ่นไปอย่างสุดมันส์


17.25 : เวลาแห่งประวัติศาสตร์

ถึงที่สุดแล้ว เมอร์เรย์ก็สร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองและประเทศพร้อมทั้งคว้าเงินรางวัล 1.6 ล้านปอนด์ ทำให้มีเงินรางวัลสะสมเพิ่มเป็น 27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งสร้างสถิติชนะ 37 ครั้ง แพ้ 7 ครั้งบนคอร์ทหญ้าสังเวียนวิมเบิลดันนับตั้งแต่ปี 2005

ที่สำคัญไปกว่านั้น ถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่นอกจากจะหยุดความฝันของจ๊อคโกวิชที่จะคว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 7 แล้ว ยังเป็นการดับฝันและหยุดสถิติแชมป์วิมเบิลดันของเฟดเดอเรอไว้ที่สมัยที่ 7 รวมถึงแชมป์รายการแกรนด์สแลมอื่นๆรวมทั้งหมดไว้ที่ 17 แชมป์ด้วย ตลอดจนดับโอกาสของนาดาลไว้ที่แชมป์ตำแหน่งที่ 7 ในรอบปีนี้


เส้นทางลูกสักหลาดที่ปูทางโดยแม่จูดี้ตั้งแต่เยาว์วัย
แม่จูดี้กับความฝันสร้างฝันให้สองลูกชาย

เมอร์เรย์ผู้พี่ที่ถูกลืมทั้งๆที่เคยคว้าแชมป์วิมเบิลดันคู่ผสมมาก่อน

เชียร์ลีดเดอร์คนสวย : คิม เซียร์ แหล่งกำเนิดกำลังใจสำหรับเมอร์เรย์


ในบรรดาบุคคลสำคัญๆที่มีอิทธิพลต่อชีวิตความสำเร็จของเมอร์เรย์ นอกเหนือแม่จูดี้ผู้สร้างเมอร์เรย์ให้มี “วันนี้” เหมือนเช่น “วันนี้” ก็ต้องนับรวมถึงเจมีพี่ชายมืออันดับ 7 ของอังกฤษที่เคยสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์คู่ผสมรายการวิมเบิลดันเมื่อปี 2007 และคิม เซียร์คู่รักที่คบหาเป็นกำลังใจใกล้ ชิดเมอร์เรย์ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา


มีวันนี้เพราะพี่ให้ : วันที่เมอร์เรย์เกรียงไกรเพราะคนชื่ออิวาน แลนเดิล

บ่งบอกทุกอย่าง: อิวาน แลนเดิลคือคนแรกที่เมอร์เรย์นึกถึงหลังคว้าแชมป์


แต่บุคคลที่มีส่วนสำคัญที่สุดในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาที่ทำให้เมอร์เรย์เกรียงไกรคว้าแชมป์ยูเอสโอเพ่นและวิมเบิลดันรวมทั้งเหรียญทองโอลิมปิคก็คืออิวาน แลนเดิลอดีตแชมป์แกรนด์สแลมหลายสมัย(ซึ่งเกิดวันที่ 7 มีนาคม) ผู้คร่ำหวอดอยู่ในสนามแข่งขันกว่า 16 ปี และรีไทร์ในวัย 34 ปีก่อนจะกลับเข้ามาสู่วงการเทนนิสอีกครั้งในวัย 52 ในฐานะโค๊ชเต็มตัวของเมอร์เรย์ ที่พลิกโฉมและเปลี่ยนแปลงนักหวดเลือดสก๊อตอย่างผิดหูผิดตา

ณ วันนี้ เมอร์เร่ยได้กลายเป็นฮีโร่คนใหม่ของเกาะอังกฤษไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากต้องใช้เวลา นานถึง 7 ปีพัฒนาจากแชมป์เอทีพีแรกในชีวิตนักเทนนิสอาชีพสู่แชมป์วิมเบิลดันที่มีความหมายที่สุด คนในประเทศต้องรอนานถึง 77 ปีกว่าจะเห็นแชมป์ชายเดี่ยววิมเบิลดันอยู่ในมือของนักเทนนิสที่เกิดในเกาะอังกฤษ และต้องรอนานยิ่งนานถึง 117 ปีกว่าที่จะเห็นนักเทนนิสเลือดสก๊อตเดียวกันผงาดสร้างชื่ออีกครั้งนับตั้งแต่ฮารอลด์ มาฮอนี่


ฮีโร่คนใหม่ของเกาะอังกฤษ

อารมณ์ปรีย์เปรมอย่างมีความสุขสุดๆ กับการรอคอยมานานกว่า 77 ปี


ในทางจิตวิทยาแล้ว เมอร์เรย์ได้เพิ่มเติมตัวเลข “77” ให้เข้าไปอยู่ในความทรงจำของคนในเกาะ

อังกฤษเป็นการถาวร นอกเหนือจากหมายเลข “66” ที่(เคย)ทำให้คนในเกาะอังกฤษปลาบปลื้มภูมิใจเมื่อ 47 ปีก่อน ภายหลังจากที่ทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1966


แน่นอนที่สุด เมอร์เร่ย์คงไม่สามารถทำให้คนเกาะอังกฤษมีความสุขมากกว่านี้ได้อีกแล้ว และคงไม่สามารถสร้างความรู้สึกแห่งความสำเร็จให้กับเกาะอังกฤษได้ดีกว่านี้อีกแล้ว



.

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...