25 พฤศจิกายน 2555

อาการปล่อยของ 'ยิ่งลักษณ์'

.




ปล่อยนก

ปล่อยปลา


ปล่อยเต่า



ปล่อยไก่


ปล่อยแถว

ปล่อยเรือ



ปล่อยน้ำ

ปล่อยเท่

ปล่อยโฮ

ปล่อยฮา



ปล่อยมือ

ปล่อยกู้

ปล่อยวาง


.

11 พฤศจิกายน 2555

ความบังเอิญของตัว P

.






               ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความบังเอิญหรือเจตนาก็ตาม แต่บุคคลที่ได้รับเลือกให้เป็นคนสนิท คนใกล้ชิด หรือคนที่ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่เสมือนเป็น "เลขาฯ" ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะคนที่ได้รับการยอมรับให้เป็น "ลูกป๋า" มักจะมีชื่อขึ้นต้นด้วยตัว P เหมือนชื่อของป๋าเปรม หรือ "Prem" ในภาษาอังกฤษ




        


ในวันที่มีรอยยิ้มของป๋าเปรม



ในวัย 85 ปี แต่ชื่อของ ประสงค์ สุ่นสิริก็ไม่เคยจางหายไปจากสังคม




          ไม่ว่าจะเป็น น.ต. ประสงค์ Prasong สุ่นสิริ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในยุคที่ป๋าเปรมดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
         



พล.อ ไพโรจน์ พานิชสมัย อดีต "ลูกป๋า"ที่เงียบฉี่ในวันนี้


     

           หรือ พล.อ ไพโรจน์ Pairoj พานิชสมัย นายทหารคนสนิท ที่ได้ชื่อว่าเป็น "ลูกป๋า" ที่สนิทและได้รับความไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น




พลเรือเอกพะจุณณ์ ตามประทีป นายทหารเรือที่สร้างประวัติศาสตร์

        

          คนต่อมา คือพลเรือเอกพะจุณณ์ Pajun ตามประทีปอดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษและนายทหารคนสนิทของป๋าเปรม ที่มีบทบาทค่อนข้างมากในช่วงเกิดวิกฤติการเมืองไทย และทำหน้าที่มานานกว่า 31 ปีก่อนจะเกษียณอายุไป



พล.ต.พิษณุ พุทธวงศ์กับภาระกิจที่สุดท้าทาย



           ล่าสุด คนที่มารับช่วงต่อทำหน้าที่เป็นนายทหารคนสนิทของป๋าเปรมก็คือ พล.ต.พิษณุ Pisanu พุทธวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กองทัพบก ซึ่งจะต้องติดตามบทบาทว่าจะสามารถเทียบเคียงพีคนอื่นๆได้หรือไม่
           ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกจากตัวป๋าเปรมแล้ว คงไม่มีใครคาดเดาว่า ทำไมหรือด้วยเหตุผลประการใด ป๋าเปรมจึงมักเลือกบุคคลที่ขึ้นด้วยตัวพีเป็นขุนพลคู่ใจ


          จะเป็นความบังเอิญ โชคชะตา หรือเจตนาก็มิอาจล่วงรู้ได้จริงๆ


                       
   


.

10 ตุลาคม 2555

เสียงต๊ะเสียงเต๋า

.




ในความจริงหนึ่ง  ประสบการณ์เป็นตัวแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างคนต่างวัยต่างอายุขัยอย่างดุษฏีไร้ข้อโต้แย้ง

แต่ในอีกความจริงหลายๆหนึ่ง พรสวรรค์และความสามารถเริ่มแตกหน่อตั้งแต่เยาว์วัยและสามารถเจริญงอกงาม ตั้งแต่ในวัยเยาว์  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากได้รับโอกาสที่เหมาะสมลงตัวกับเวลา

หลายๆคน ที่มีโอกาสได้เห็นได้ฟังน้องต๊ะน้องเต๋า ต่างก็ทึ่งไปตามๆกัน ทึ่งในพรสวรรค์และความสามารถท่วมตัว จน ณ วันนี้ น้องต๊ะแลน้องเต๋าได้ "เกิด" แล้ว

ด้วยวัยเพียง 10 ขวบ  น้องเต๋า ธนัชพร พิริยะมงคลสุข แสดงออกให้เห็นว่า ความใสซื่อบริสุทธิ์และ พรสวรรค์ความสามารถสามารถผูกญาติกันอยู่ใต้ชายคาเดียวกันได้

ทั้งๆที่เป็นเพลงที่ยากเพลงหนึ่ง และยากสุดยากสำหรับเด็กสาวละอ่อนวัยนี้ แต่น้องเต๋าสามารถขับกล่อมเพลง "สาวสันกำแพงบนเวที ชิงช้าสวรรค์ ได้อย่างมหัศจรรย์ราวกับว่ากำลังเล่นขายของประสาเด็ก  และราวกับว่าจะขับกล่อมเพลงนี้ให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้หวนระลึกถึงความเป็นสาวสันกำแพงโดยกำเนิด

และ ที่น่าประทับใจที่สุด  น้องเต๋าซึ่งกำลังเรียนระดับประถมสี่ สามารถออกเสียงอักขระได้ชัดถ้อยชัดคำชัดกล้ำที่สุด  เป็นเด็กปอสี่ที่ออกเสียงควบกล้ำรอเรือลอลิงได้ชัดเจนถูกต้องภาษาไทยอย่างมี เสน่ห์มากที่สุดคนหนึ่งในประเทศ  ชนิดที่ผู้อาวุโสกว่าต้องถามตัวเอง





                                                          น้องเต๋า เสียงชัดแจ้ว "สาวสันกำแพง"

                                                           น้องต๊ะ เสียงชีวิต "หยาดเหงื่อเพื่อแม่"



น้องต๊ะ ตระการ ศรีแสงจันทร์ ขับกล่อมเพลง "หยาดเหงื่อเพื่อแม่" ราวกับว่าได้เพียงพยายามขับหยาดเหงื่อทั้งหมดทั้งตัวเพื่อแม่มาทั้งชีวิต ถึงแม้ว่าจะจะเป็นหนุ่มน้อยกระทงวัย 16 ที่มีจริตน้อยกว่าวัยจริงและไม่ได้มีประสบการณ์มากมายสักเท่าไหร่ แต่การร้องเพลงด้วยจิตวิญญาณแห่งชีวิตเพื่อแม่จริงๆ  ทำให้เสียงเพลงจากน้องต๊ะสามารถสะกดผู้ฟังให้ตราตรึงจนน้ำตาไหลซึม

น้องต๊ะร้องเพลงหยาดเหงื่อเพื่อแม่ด้วยพลังที่รักแม่อย่างเต็มเปี่ยม จนทำให้เพลงนี้มีชีวิตจริงๆ

บางที กับช่วงเวลาสั้นๆเพียงหนึ่งนาทีครึ่งสำหรับการแสดงออกซึ่งพรสวรรค์และอีกหลายๆนาทีบนเวที The Voice ที่สร้างความประทับใจให้กับคนทั้งประเทศ  อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับชีวิตของน้องต๊ะคนนี้ก็ได้ เป็นจุดเปลี่ยนที่สร้างความสุขใจให้กับแม่จริงๆ

ทั้งน้องเต๋าและน้องต๊ะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ได้แสดงความสามารถในสิ่งที่เป็นพรสวรรค์จริงๆ และได้ทำให้หลายๆคนสุขใจประทับใจไปถ้วนๆหน้า

หากไม่เรียกว่า มหัศจรรย์แล้ว โลกนี้ย่อมไม่น่าอยู่เลย

ขอปรบมือดังๆให้กับเด็กมหัศจรรย์ทั้งสองคนนี้



.

27 กันยายน 2555

ปมแม่ - ปมลูก

.




ปรัศนีย์ของสังคมในวันนี้ ก็คือ "เกิดอะไรขึ้น" 

สังคมตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย จึงทำให้เกิดปัญหาถกเถียงยากหาข้อสรุปในเรื่องที่เกี่ยวกับปมแม่ปมลูกถึงสองกรณี  

ปมหนึ่ง กรณีของแม่วัยชรานามคุณยายถนิม เลาหะวัฒนะ ผู้ถูกโยงใยให้กลายเป็นจุดศุนย์กลางในความขัดแย้งระหว่างลูกชายทั้งสองที่สังคมไทยให้ความสนใจ นั่นคือนายสุเทพและ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ พี่น้องร่วมสายโลหิตแห่งตระกูล "เลาหะวัฒนะ"

พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะกำลังเผชิญชะตากรรมชีวิตที่อาจะเรียกว่าหนักหนาที่สุดในชีวิต ด้วยข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตจา ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของตำรวจและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆที่จะต้องทำให้ความจริงนี้กระจ่างแจ้ง

ในช่วงเวลาที่ตำรวจดำเนินการขุดค้นเพื่อหาซากศพหรือโครงกระดูกเกี่ยวกับคดีการหายตัวไปของสามีภรรยาชาวเมืองเพชร    ภาพคลิปของคุณยายนิ่มก็ปรากฏขึ้นเหมือนให้ความกระจ่างกับสังคมที่สะท้อนถึงพฤติกรรมและจิตใจของ "ลูกชายคนเล็ก" ด้วยคำพูดที่สะเทือนใจ

 "มันไม่มีที่อยู่ มันคิดฆ่าแม่แน่ ไอ้ตั้วใจร้ายมาก มันไม่ได้รักแม่เลย เลี้ยงมันมา ให้เงินมันตั้งแยะ อกตัญญูและบาปกรรม ทุกวันนี้ก็เห็นแล้ว กรรมเวรมันได้รับแล้ว"


ในความพยายามหนึ่ง  พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์หรือหมอตั๊วต้องการให้สังคมไทยได้เห็นอีกด้านอีกมุมหนึ่งว่า ตัวเองเป็นคนรักแม่และแม่ก็รักลูกคนนี้จริงๆ ด้วยภาพที่ปรากฏต่อสาธารณชนที่สะท้อนเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากความรักความผูกพันระหว่างแม่และลูกคนเล็กคนนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า ใครบ้างจะไม่รักแม่ตัวเองบ้างมีไหมในโลกนี้ "



“ใครบ้างจะไม่รักแม่ตัวเองบ้างมีไหมในโลกนี้ "



นอกเหนือจากคดีที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาแล้ว  พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ก็ต้องสู้กับคดีทางสังคมในข้อหาว่า เป็นลูกอกตัญญู(?)

อีกปมหนึ่ง เป็นเรื่องราวของคุณยายสุภาณี ศรีสุภะ อดีตเจ้าแม่พัฒน์พงศ์ ที่ชีวิตตกอับไร้ที่อยู่ที่พักพิง ไร้ลูกหลานพี่น้องเหลียวแล

สังคมไทยได้รับรู้เรื่องราวจากปากของคุณยายสุภาณีอย่างสะเทือนใจว่า ถูกลูกในไส้ถูกหลานในอกขับไล่ไส่ส่งออกจากบ้านอย่างน่าอดสูเป็นที่สุด(?) แม้กระทั่งเงินเลี้ยงดูจากทางการก็ถูกลูกเก็บลูกกันไว้ไม่ให้ใช้  

จนสุดท้ายเมื่อไร้ที่พำนักอาศัยจริงๆ จึงต้องโยกย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา ที่พึ่งสุดท้ายจริงๆของคนวัยชรา

ถึงแม้จะเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ  แต่ทั้งสองกรณีก็สร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้กับผู้คนในสังคมไม่น้อย

เป็นความสะเทือนใจที่สังคมไทยไม่สามารถรับได้กับพฤติกรรมและจิตใจของผู้เป็นลูกที่กระทำต่อแม่ผู้ให้กำเนิด 

แต่บางครั้งสังคมไทยเราก็มักจะตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งในทันทีแบบ take it for granted หรือ "รู้ๆกันอยู่" โดยไม่ได้ฟังไม่ได้ตรวจสอบให้ครบถ้วนจากทั้งสองฝ่าย ถึงมูลเหตุหรือแรงจูงใจในพฤติกรรมหนึ่งๆ

ในทางจิตวิทยาแล้ว เรื่องในลักษณะดังกล่าวนี้ยากที่จะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ "ปม" ที่ทำให้เกิดเรื่องน่าสะเทือนใจนี้ย่อมมีที่มาที่ไป เรียกได้ว่าเป็นปมที่ฝังรากลึกจนกลายเป็นความฝังใจที่ทำให้เกิดจิตใจเช่นนี้ได้

ปมหนึ่งที่อาจจะเป็น "เชื้อ" ที่ค่อยๆบ่มเพาะให้ลูกคนหนึ่งปักใจและฝังใจเชื่อมาตลอดก็คือปม "แม่รักลูกไม่เท่ากันหรือปม "แม่รักพี่ชายมากกว่า"

ผลกระทบด้านบวกของปม "แม่รักลูกไม่เท่ากัน" มีส่วนผลักดันให้ลูกคนเล็กซึ่งก็คือหมอตั๊วมีแรงจูงใจมีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรต่อมิอะไรให้เหนือกว่าให้ดีกว่าพี่ชายให้ปรากฏต่อสายตาของผู้เป็นแม่ 

แต่ด้วยปมเดียวกันนี้ อาจจะมีพลังมหาศาลที่สามารถทำให้ลูกสามารถทำอะไรก็ได้จนลืมสายสัมพันธ์สายโลหิต

เช่นเดียวกับปมของคุณยายสุภานีก็ต้องมีเหตุจูงใจให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้

สมมติฐานหนึ่งที่เชื่อว่า เป็น "ปม" ของเรื่องน่าสะเทือนใจเช่นนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะความเชื่อปักใจและฝังใจมาตลอดทั้งชีวิตของผู้เป็นลูกว่า "แม่ไม่เคยคิดจะให้ลูกเกิดมามีชีวิตตั้งแต่แรก" แต่เมื่อเกิดมาแล้ว "แม่ก็ไม่ได้ให้ชีวิตอะไรกับลูก ซ้ำร้ายยังคิดทำร้ายและทำลายลูกอีกด้วย"

เป็นความรู้สึก เป็นปมที่ฝังใจลูกมาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งจะมีเฉพาะแม่และลูกเท่านั้นที่รู้ข้อเท็จจริงประการนี้

บางครั้ง ปมลูกและปมแม่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินไปจนยากจะสมานได้ด้วยเวลาของปมที่ผ่านมาเนิ่นนาน 

มีกรณีสองตัวอย่างที่อยากให้ผู้อ่านได้ลองพิจารณาเทียบเคียง เพื่อจะเข้าใจสภาพและสภาวะจิตใจของมนุษย์เรามากขึ้น

กรณีหนึ่ง เกิดขึ้นกับ Mario Balotelli  นักฟุตบอลผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอิตาลี ที่กำลังเป็นสตาร์ดาวดังในวงการฟุตบอลยุโรป  

เรื่องเศร้าก็คือว่า Mario Balotelli  ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่บุญธรรม   อาจจะด้วยเหตุผลความยากจนหรือปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้พ่อแม่แท้ๆจำใจต้องสละและให้คนอื่นเลี้ยงดูตั้งแต่ยังวัยอ่อน

Mario Balotelli  ปักใจและฝังใจเชื่อว่า ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งอย่างไม่มีเยื่อไยหรือสายใยแห่งความรัก  และพูดอย่างน่าสะเทือนใจ(สำหรับคนไทย) ว่า ตอนเล็กๆตอนลำบากทำไมหัวอกของผู้เป็นพ่อเป็นแม่จึงกล้าทิ้งลูกน้อยได้ลงคอ(?) แต่พอในวันนี้ ลูกชายคนนี้กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงมีเงินมีทอง ทำไมพ่อแม่จึงมาทวงสิทธิความเป็นพ่อเป็นแม่(?)




Mario Balotelli 




อีกกรณีหนึ่ง เกิดขึ้นจากการฟังรายการวิทยุรายการหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งโทรเข้าไปในรายการเพื่อขอความช่วยเหลือด้านการเงิน  เนื่องจากลูกชายวัยสองขวบต้องรับการผ่าตัดและมีค่าใช้จ่าย   เธอเล่าให้ฟังถึงชีวิตที่น่าสะเทือนใจว่า ลูกเกิดมามีความไม่ปกติในอวัยวะภายในหลายๆส่วน ลูกไม่ได้มีชีวิตที่ปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆ และหมอผู้รักษาก็บอกกล่าวยืนยันว่า ลูกชายจะไม่มีวันมีชีวิตเหมือนเด็กทั่วๆไป

ความรักของแม่ผู้นี้ที่มีต่อลูกใหญ่หลวงยิ่งนัก แต่ความรักดังกล่าวก็ทำให้เกิดปัญหาชีวิตอื่นๆตามมา เพราะอาการเจ็บป่วยของลูกชายที่ทำให้เธอต้องลาออกจากงานมาดูแลอย่างใกล้ชิด นานวันเข้า ผู้เป็นพ่อซึ่งก็คือสามีของเธอก็ประสบกับปัญหาความเครียด ที่เป็นเสมือนภูเขาไฟ   



ถึงแม้ว่าจะเป็นพระ แต่ผ้าเหลืองก็ไม่สามารถปิดกั้นหรือห้าม


                                                                        การแสดงออกซึ่งความรักความผูกพันระหว่างแม่และลูกได้




ความรักความผูกพันคือความงามของมนุษย์เรา



จนกระทั่งวันหนึ่งมาถึงจุดที่สามีและครอบครัวของสามีไม่อาจทนรับสภาพความเครียดเช่นนี้ได้อีกต่อไป สามีได้หนีออกจากบ้าน หนีออกไปจากชีวิตของภรรยาและของลูกชายอย่างถาวร  ซ้ำร้ายครอบครัวฝั่งสามีก็ปฏิเสธและขับไล่ทั้งเธอและลูกชายออกจากบ้านให้ไปเผชิญชะตา กรรมชีวิตด้วยตนเองอย่างน่าสงสาร

แม้จะต้องสูญเสียชีวิตครอบครัว แม้จะไม่มีงานทำหรือมีรายได้ใดๆ และแม้ว่า คุณหมอจะยืนยันว่าวันเวลาของลูกชายมีจำกัด และไม่มีวันที่จะรักษาอาการป่วยหนักของหนูน้อยได้  แต่เธอก็ยังมีความเชื่อในเรื่องปาฏิหารย์

ถ้าปาฏิหารย์มีจริง เมื่อเติบใหญ่ไป ลูกชายคนนี้จะต้องเป็นลูกรักที่รักและดูแลแม่อย่างดีที่สุด

เพราะลูกคนนี้ไม่มีปมให้สามารถก่อเรื่องน่าสะเทือนใจผู้คนได้



.


9 กันยายน 2555

คนสองปู - ปูสองคน


.


ต้องถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำ "สองปู"  พบปะและเช็กแฮนด์กันอย่างเป็นทางการ
คนหนึ่ง ชื่อ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย


คนหนึ่งชื่อ "ปูลักษณ์" หรือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย

โลกคงไม่มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยนัก


"สองปู" เช็กแฮนด์     

14 สิงหาคม 2555

เรื่องของแก้ว คนแคล้วโชค

.



บนสังเวียนพื้นผ้าใบ จะมีนักชกเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่โชคดีเสมอ
เพราะฉะนั้น การชกชิงเหรียญทองมวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลท์ฟลายเวตในกีฬาโอลิมปิคที่ลอนดอนจึงจบลงด้วยโชคที่เข้าข้างโจว ซื่อหมิงเพียงคนเดียว
ในขณะที่น้ำตาของแก้ว พงษ์ประยูรก็สะท้อนถึงความอับโชคไม่สมหวัง พอๆกับภาพอาการทรุดลงลงไปกองกับพื้นบ่งบอกถึงความเจ็บปวดรวดร้าวเป็นที่สุดของนักชกไทย ผู้ซึ่งมีอายุมากที่สุดในบรรดานักมวยที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงเหรียญทองทั้งหมด




ข้าชื่อโจว ซื่อหมิง - สุดยอดนักชกกำปั้นหนึ่งเดียวจากจีนแผ่นดินใหญ่


ต้องยอมรับความจริงว่า นอกเหนือจากฝีมือขั้นเทพแล้ว นักมวยจีนนามโจว ซื่อหมิงคนนี้ เป็นนักมวยที่มีโชคช่วยบุญเสริมมา(เกือบ)ตลอดบนเส้นทางสร้างความยิ่งใหญ่บน สังเวียนมวยสากลสมัครเล่น ประการสำคัญ โจว ซื่อหมิงคือนักมวยแห่งประวัติศาสตร์วงการกีฬาจีนที่สร้างประวัติศาสตร์หลายๆ หน้าในแก่ประเทศของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักมวยจีนคนแรกที่คว้าเหรียญโอลิมปิค เป็นคนแรกที่คว้าเหรียญทอง เป็นคนแรกที่คว้าสองเหรียญทองติดต่อกัน และเป็นคนแรก(ซึ่งอาจจะเป็นคนเดียว) ที่สามารถคว้าได้สามเหรียญสามสมัยติดต่อกัน  ยิ่งไปกว่านั้น ดีกรีแห่งความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกมวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลท์ฟลายเวตสามสมัย ก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงฝีมือขั้นเทพของโจว ซื่อหมิง
บนเกียรติประวัติแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ดังกล่าวนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า อย่างน้อยที่สุดชื่อของโจว ซื่อหมิง ได้กลายเป็นตำนานหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์มวยสากลสมัคร เล่นไปแล้ว
แต่ในเบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของยอดมวยชาวจีนคนนี้ ก็มีเรื่องกังขาถึงขั้นฉาวโฉ่เกิด ขึ้นให้คนในวงการมวยตั้งเป็นคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสงสัยในสองเหรียญทองโอลิมปิคที่ได้มา อย่างชนิดที่เรียกว่าไม่ขาวสะอาดให้ภูมิใจได้ร้อยเปอร์ เซ็นต์สักเท่าไหร่นัก
นับตั้งแต่สร้างชื่อเสียงเป็นนักมวยจีนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าเหรียญ(ทอง แดง)ในกีฬาโอลิมปิคที่กรุงเอเธนส์เมื่อ 8 ปีที่แล้ว จนทำให้ชื่อของโจว ซื่อหมิงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการกีฬาจีนมากขึ้น  โจว ซื่อหมิงได้กลายเป็นความหวังหนึ่งเดียวที่จะคว้าเหรียญทองโอลิมปิคจากกีฬาชกมวยให้คนจีนได้ภาคภูมิใจ
เพราะครั้งหนึ่ง กีฬาชกมวยถือเป็นกีฬาต้องห้ามสำหรับคนจีน เนื่องจากเหม๋าเจ๋อตุงอดีตผู้นำจีนมองว่า กีฬาประเภทนี้มีความเป็นตะวันตกมากเกินไป  โจว ซื่อหมิงจึงถือเป็นนักมวยจีนคนแรกๆที่สร้างประวัติศาสตร์ประกาศศักดานักมวยจีนสู่เวทีมวยโลก และเปิดประตูกีฬาชกมวยสู่สังคมจีน
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อจีนได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิคในปี 2008 โจว ซื่อหมิงจึงถูกคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะต้องได้เหรียญทองอย่างแน่นอน และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
บนโพเดี้ยมแห่งเกียรติยศ โจว ซื่อหมิงสามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองเหรียญแรกจากกีฬามวยสมัครเล่นให้แก่ประเทศจีน หมายเลข “2008” กลายเป็นเลขที่มีความหมายอย่างยิ่งทั้งต่อโจว ซื่อหมิง และวงการกีฬาของจีน
แต่เบื้องหลังแห่งความยิ่งใหญ่ดังกล่าว ก็เกิดเป็นข้อครหาว่า เหรียญทองนี้ของโจว ซื่อหมิงไม่ได้มาอย่างสมศักดิ์ศรีของแชมป์  ถึงแม้ว่าโจว ซื่อหมิงจะสามารถเอาชนะแพทริก บาร์นส์ ยอดนักมวยจากไอร์แลนด์เหนือในรอบรองชนะเลิศได้อย่างสะดวกสบายด้วยคะแนน15 ต่อ 0 ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้สำหรับนักมวยในระดับดีกรีเหรียญทองแดงสองสมัย (ในปี 2008 และ 2012) แล้วความจริงก็ปรากฏเป็นประจักษ์ขึ้นมาว่า หมัดและแต้มที่ควรจะเป็นของบาร์นส์อย่างชัดเจน กลับกลายว่ากรรมการได้ทำหน้าที่ผิดพลาด (โดยเจตนา?) กดเป็นคะแนนให้นักมวยจีนไปทั้งหมดอย่างไม่น่าเชื่อ
ในรอบชิงชนะเลิศ โจว ซื่อหมิงพบกับสุดยอดนักมวยจากมองโกเลียนามเซอร์ดัมบา พูเรดอร์จผู้เป็นขวากหนามสำคัญที่สุดสำหรับภาระกิจสร้างประวัติศาสตร์ของโจว ซื่อหมิงในครั้งนี้ แต่ดูเหมือน ว่าชะตาลิขิตและโชคอำนวยให้โจว ซื่อหมิงสามารถคว้าชัยได้แบบไม่เหนื่อยมากนัก เนื่องจากคู่ชิงจากมองโกเลียขอยุติการชกในช่วงต้นยกที่ 2 เพราะบาดเจ็บที่หัวไหล่ขวา
ภายใต้ทฤษฏีสมคบคิด ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่ายอดนักมวยมองโกเลียนคนนี้บาดเจ็บจริงหรือไม่(?) จนต้องขอยอมแพ้ หรือว่าเป็นการเสียสละเพื่อชาติเพื่อความ สัมพันธ์อันดีระหว่างมองโกเลียและพี่ใหญ่อย่างจีน(?)
และด้วยความเชื่อของทฤษฏีสมคบคิด(ที่ดูมีน้ำหนักยิ่งขึ้น?) ดูเหมือนว่า เหรียญเงินโอลิมปิคสำหรับ พูเรดอร์จถูกชดเชยหรือทดแทนด้วยตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวทที่มิลานในปี 2009(?) เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะว่าโจว ซื่อหมิงถอนตัวไม่เข้าร่วมชิงชัยด้วย ทั้งๆที่นักมวยจีนคนนี้เป็นตัวเต็งจ๋ามีดีกรีเป็นแชมป์โลกแชมป์เก่าสองสมัย ในปี 2005 และ 2007 และแชมป์เหรียญทองโอลิมปิคสดๆร้อนๆ ในปีก่อนหน้านั้น แต่หลังจากนั้น โจว ซื่อหมิงก็กลับมาคว้าแชมป์โลกสมัยที่สามในปี 2011
โจว ซื่อหมิงมีภารกิจสร้างประวัติศาสตร์อีกหลายๆหน้าในโอลิมปิคที่ลอนดอนในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิสูจน์ให้วงการมวยโลกได้ประจักษ์ว่า เหรียญทองโอลิมปิคที่ได้มาเมื่อสี่ปีที่แล้วนั้นใสสะอาดไม่มีเบื้องหน้า เบื้องหลังใดๆ  แต่สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม
ต้องยอมรับว่า โชคมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้โจว ซื่อหมิงผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในครั้งนี้ เพราะสามารถเอาชนะคู่ปรับเก่าอย่างแพทริก บาร์นส์ ในรอบรองชนะเลิศได้อย่างเฉียวฉิวที่สุดด้วยคะแนนที่เท่ากัน 15 ต่อ 15 จนต้องตัดสินด้วยจำนวนหมัดที่ชกหรือคะแนนดิบ




เหรียญทองโอลิมปิคที่มีค่าเพียงแค่ทองคำ?



และโชคก็หนุนส่งอีกครั้งหนึ่งทำให้โจว ซื่อหมิงสามารถคว้าเหรียญทองเหรียญที่สองให้กับตัวเอง ด้วยชัยชนะที่เหนือแก้ว พงศ์ประยูรอย่างน่ากังขาเป็นที่สุด และชนิดที่ว่า ทฤษฏีสมคบคิดตาม มาหลอกหลอนอีกครั้ง จนถึงกับมีการกล่าวหาว่านักมวยไทยถูกปล้นชัยชนะ(?)
แน่นอนที่สุด  น้ำตาของโจว ซื่อหมิงในวันที่คว้าเหรียญทองในปักกิ่งเกมส์เมื่อสี่ปีที่แล้ว ย่อมแตกต่างจากน้ำตาของแก้วในลอนดอนเกมส์ปีนี้อย่างสิ้นเชิง 
ในการแข่งขันโอลิมปิคครั้งนี้ ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่หัวใจสลายไปกับแก้ว แต่คนฟิลิปปินส์เองก็หัวใจสลายไม่แพ้กัน เพราะมาร์ค บาริกก้านักมวยความหวังเหรียญทองหนึ่งเดียวของฟิลิปปินส์ในรุ่นไลท์ฟลายเวทเดียวกันนี้ ก็ต้องแพ้ภัยถูกตัดคะแนนแบบน่ากังขาเช่นเดียวกับกรณีของแก้วแพ้ตกรอบไปแบบเจ็บปวดที่สุด
หัวใจสลายของคนไทยในครั้งนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะไม่สามารถยอมรับในสิ่งที่ตัดสินแบบค้านสายตาเช่นนี้ และเชื่อได้ว่า ต่อให้ไปฟ้อง ครูอังคณา  หรือศาลไหนๆก็ยากที่จะทำให้สหพันธ์มวยสา กลสมัครเล่นนานาชาติหรือไอบ้ากลับคำตัดสินได้




สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งสมาคมมวยฯ - อดีตนายกสมาคม(ซ้ายมือ)และนายกสมาคมคนปัจจุบัน (ขวามือ)

ประธานไอบ้าชาวไต้หวัน

สำหรับสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทย(และสมาคมกีฬาอื่นๆ) มีบทเรียนที่ควรจะ ต้องพิจารณาทบทวน 2 ประการ ดังนี้
หนึ่ง จะเห็นได้ว่า สมาคมมวยฯมีข้อบกพร่องอย่างชัดเจนถึงสองครั้งในการยื่นเรื่องประท้วงผลการตัดสิน ครั้งแรก ก็คือกรณีที่(ผู้แทน)สมาคมฯไม่มีเงินสด 500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 15,500 บาท ที่จะต้องจ่ายมัดจำให้ไอบ้าเมื่อต้องการยื่นเรื่องประท้วงผลการตัดสินกรณี ของสายลม อาดีตามกฎระเบียบ จนต้องถึงขั้นต้องยืมเงินจากนักข่าว ซึ่งเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่จะเกิดขึ้นกับสมาคมกีฬาที่เป็นความหวังสูงสุด ของประเทศ ครั้งที่สองก็คือการทึกทักเอาเอง(จนเข้าใจผิด)ว่า สามารถยื่นเรื่องประท้วงผลการตัดสินได้ภายใน 30 นาทีในกรณีของแก้ว พงศ์ประยูร  ทั้งๆที่ระเบียบตัวอักษรของไอบ้าเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องดำเนินการภายใน 5 นาที
สอง ดูเหมือนว่า การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารในสมาคมฯเมื่อปีที่แล้วไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้บริหารชุดเก่าโดยเฉพาะพล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ อดีตนายกสมาคมฯมีเรื่องมีราวเป็นคู่กรณีกับประธานไอบ้าชาวไต้หวันจนถึงขั้น ฟ้องร้องกัน ความขัดแย้งดังกล่าว นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนายกสมาคมฯคนใหม่ด้วยความหวังว่า ไอบ้าจะอำนวยโชคให้แก่นักมวยไทยบ้างไม่มากก็น้อยซึ่งน่าจะเป็นเช่นนั้น  แต่ภายใต้ทฤษฏีสมคบคิด การไปปรากฏตัวและนั่งเชียร์ถึงขอบเวทีของพล.อ.ทวีป ไม่ว่าจะในฐานะอดีตนายกสมาคมฯหรือในฐานะคนไทยผู้ชื่นชอบกีฬาประเภทนี้ก็ตาม ก็อาจจะทำให้ประธานไอบ้าผู้เป็นไม้เบื่อไม้เบาเกิดอาการหมั่นใจไม่พอใจ จนมีผลต่อความพ่ายแพ้ของแก้วไปอย่างน่าเสียดายเป็นที่สุดก็เป็นได้



บนสังเวียนกำปั้น มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่โชคดี


ใช่...นี่คือผู้ชนะตัวจริง


นี่คือความหมายของเกมกีฬา - ผู้ชนะที่ปลอบใจผู้แพ้


สำหรับแก้ว พงษ์ประยูรแล้ว เหรียญเงินที่ได้ในครั้งนี้ ดูเหมือนว่ามีค่ามีความภูมิใจมากกว่าเหรียญทอง(ของโจว ซื่อหมิงที่)เสียอีก โดยเฉพาะการเห็นอกเห็นใจจากคนไทยทั่วประเทศซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด       




อิวานเดอร์ โฮลิฟิลด์ สุดยอดมวยยักษ์คนหนึ่งในประวัติศาสตร์


 
รอย โจนส์ จูเนียร์ สุดยอดมวยโลกที่ยอดเยี่ยมที่สุด


ประการสำคัญที่อยากฝากให้คิดก็คือว่ามีนักมวยระดับโลกที่สามารถเป็นตัวอย่าง เป็นโมเดลให้แก้วสามารถก้าวข้ามพ้นความผิดหวังครั้งใหญ่นี้ได้อย่างเป็นอย่างดี เพราะสุดยอดมวยโลกชาวอเมริกันอย่างอีวานเดอร์ โฮลิฟิลล์อดีตแชมป์โลกมวยรุ่นยักษ์ที่ยิ่ง ใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติ ศาสตร์มวยสหรัฐฯ และรอย โจนส์ จูเนียร์สุดยอดแชมป์ที่ได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุด(แบบปอนด์ต่อปอนด์)ตลอดกาล ก็เคยผ่านประสบ การณ์ที่ผิดหวังเป็นที่สุดในเกมส์โอลิมปิคมาแล้ว
การถูกโกงถูกปล้นชัยชนะอย่างหน้าตาเฉยแบบค้านสายตาผู้ชมทั่วโลก มีส่วนสำคัญที่ผลัก ดันให้ทั้งโฮลิฟิลล์และรอย โจนส์ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่บนสังเวียนการต่อสู่ในเวลาต่อมาจนกลายเป็นตำนานในประ วัติศาสตร์


.

11 สิงหาคม 2555

พลังของคน "สระแอล"

.







ชั่วโมงนี้ ต้องเรียกว่าสระแอลมาแรงเหลือเกิน  เรียกว่า ชั่วโมงนี้ หากไม่ได้อยู่ในหลืบเขา ก็คงไม่มีใครไม่รู้จักคนไทยพันธ์สระแอลที่ดังที่สุด 3 คน

พิมพ์ศิริ ศิริแก้วหรือแต้วคือนักกีฬาผู้คว้าเหรียญเงินเป็นเหรียญแรกให้กับทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันโอลิมปิค 2012 ที่กรุงลอนดอน

เป็นเหรียญโอลิมปิคที่ทำให้คนไทยมีความสุขตั้งแต่วันแรกๆของการแข่งขัน



พลังแต้ว พลังหญิง






เหรียญเงินนี้ที่ได้มา วาสนาจะรุ่งโรจน์





และแก้ว พงษ์ประยูรคือนักกีฬา "สระแอล" ที่เป็นความหวังสูงสุดของคนไทย ณ เวลานี้

เป็นความหวังเหรียญทองเดียวของกองทัพนักกีฬาไทยทั้ง 37 คน

ทั้งแก้วและแต้วต่างเป็นนักกีฬา "สระแอล" ด้วยความบังเอิญ ยิ่งหากดูนามสกุลของแต้วแล้ว ก็ต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีทองของของคนชื่อ(สกุล) "แก้ว" จริงๆ 


ถึงแม้ว่าชื่อแก้ว แต่ก็หวังทองเป็นที่สุด



ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่า ดวงชะตาของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะมีส่วนกำหนดโชคชะตาว่า  แก้ว พงษ์ประยูรจะสามารถคว้าเหรียญทองได้หรือไม่ 



คนที่สามนามตัวแอลที่ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จักก็คือชื่อ "แม้ว" ซึ่งเป็นชื่อนิกเนมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  นักการเมืองที่ยอมรับว่าชื่อดังที่สุด

คุณ "แม้ว" เกี่ยวข้องกับโอลิมปิคอย่างที่คนไทยส่วนใหญ่หลงลืมกันไป เพราะนับตั้งแต่ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนโอลิมปิคไทย ไปร่วมในพิธีเปิดโอลิมปิคที่ประเทศจีนเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2551 จนถึงบัดนี้ก็ครบ 4 ปีพอดี  อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ก็ยังไม่กลับมาเมืองไทยเสียที  ราวกับตั้งปณิธานว่า จะอยู่ดูโอลิมปิคให้ครบสองสมัยติดต่อกัน เมื่อดูครบทั้งปักกิ่งและลอนดอนแล้วจึงค่อยคิดกลับเมืองไทย

แน่นอนที่สุด คุณ"แม้ว" วาดหวังเป็นที่สุดว่า โอลิมปิคครั้งหน้าในปี 2559 ที่กรุงริโอเดอจาไนโร ประเทศบราซิล จะมีโอกาสนั่งชมสุดยอดเกมการแข่งขันกีฬาของโลกบนหน้าจอทีวีร่วมกับครอบครัวที่เมืองไทย



.

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...