5 กรกฎาคม 2554

สมองไม้ หัวใจเหล็ก(?)

.



นักวิชาการชื่อดังด้านผู้นำศึกษาอย่างจอห์น ซี แม็กซ์แซลล์ บอกว่า หากจะวัดความเป็นผู้นำของใครสักคนหนึ่ง ให้วัดรอบหัวใจ ไม่ใช่รอบศีรษะ

แม็กซ์แซลล์กำลังพูดถึงคุณสมบัติสำคัญที่ผู้นำคนหนึ่งๆ จะประสบความสำเร็จได้รับการยอมรับจากลูกน้องหรือจากผู้ร่วมงานอย่างดุษฏี นั่นคือ ทุ่มเทไม่ล้มเลิกหรือยอมแพ้ง่ายๆ มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคขวากหนามใดๆ เป็นผู้นำแบบหัวใจเหล็กที่เสียงดังคอยกระตุ้นให้คนอื่นๆ ก้าวเดินต่อไปเพื่อเป้าหมายเพื่อความสำเร็จ  ไม่ถอดใจหรือยกธงขาวง่ายๆ หรือล้มเลิกกลางคันยกกระทั่งถึงที่สุดแล้ว

ในวงการกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลนั้น ทุกๆทีมล้วนแต่คาดหวังความโชคดีให้มีกัปตันทีมที่มีคุณสมบัติแบบนี้ เป็นกัปตันทีมหัวใจเหล็กที่กระตุ้นเตือนและสร้างพลังให้กับเพื่อนร่วมทีมอย่างมหาศาล  บางคนถึงแม้จะไม่ได้สวมปลอกแขน แต่มีคุณสมบัติหัวใจเหล็กโดยธรรมชาติ เป็นผู้นำของทีมแบบไม่ต้องมีไม่ต้องอาศัยตำแหน่งแต่งตั้ง

ความสำเร็จของทีมหนึ่งๆ ขึ้นอยู่กับการมีกัปตันทีมที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ไม่น้อย กัปตันทีมหัวใจเหล็กหลายๆคนอย่างเช่นไบรอัน ร๊อบสัน, รอย คีน, แพรทริก วิเอร่า, แกรม ซูเนส, พอล อินซ์ หรือสจ๊วต เพียร์ส จึงเป็นมากกว่าเพียงแค่มีปอกแขนเครื่องหมายกัปตันทีมเท่านั้น เพราะความทุ่มเทวิ่งสู้ฟัด เล่นแรง เข้าหนัก  วิ่งมากกว่าคนอื่นๆ เจ็บและอดทนมากกว่าคนอื่นๆ เป็นเครืองสะท้อนถึงความทุ่มเทมากกว่าคนอื่นๆ

ย่อมไม่เป็นที่สงสัยว่า นักเตะเหล่านี้รวมทั้งนักเตะชื่อดังคนอื่นๆ ที่มีคุณลักษณะแบบหัวใจเหล็กอย่างโทนี่ อดัมส์, เทอร์รี่ บุทเชอร์, เดนนิส ไวท์, เดวิด แบ็ตตี้, โรนัลด์ คูมัน, วินนี่ โจนส์, หรือริโน่ กัตตูโซ มีขนาดหัวใจใหญ่กว่านักเตะคนอื่นๆ

แต่ข้อน่าสงสัยก็คือแล้ว "รอบหัวใจ"ของนักเตะฮาร์ดแมนเหล่านี้สัมพัทธ์กับ"รอบสมอง" หรือไม่?  


คนช่างคิดคือคุณสมบัติสำคัญของผู้จัดการทีม

เคลาดิโอ ราเนียรีถูกเรียกขานว่า "Thinker man" หรือคนช่างคิด

ถึงแม้จะไม่ใช่นักเตะพันธุ์ดุ แต่ฉายา "หัวผักกาด"
ก็แสดงให้เห็นถึงความไร้กึ๋นของเกรแฮม เทย์เลอร์ 
ในฐานะผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ


แกรม ซูเนส กัปตันพันธุ์ดุของลิเวอร์พูล


แกรม ซูเนสไม่เคยได้ดังใจเพราะนักเตะเล่นไม่ดี
หรือเพราะตัวเองไม่มีกึ๋นพอ? 

ไบรอัน ร๊อบสัน กัปตันหัวใจเหล็กของแมน ยูไนเต็ด


ครั้งหนึ่ง ร๊อบสันเคยสัมภาษณ์ว่า ตำแหน่งผู้จัดการ
ทีมชาติอังกฤษเป็นของเขา อยากได้เมื่อไหร่ก็ได้เมื่อนั้น
แต่ร็อบสันก็แทบจะไม่ประสบความสำเร็จในบทบาทผู้จัดการทีมเลย


การเข้าหนักสมยี่ห้อพันธุ์ดุของนักเตะดัชท์
นามโรนัลด์ คูมัน

โรนัลด์ คูมันร่ำๆจะประสบความสำเร็จ แต่...



เลือดนักสู้ของอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษเทอร์รี บุทเชอร์
ที่ยังค้นหาความสำเร็จในตำแหน่งผู้จัดการทีมไม่เจอ



โทนี่ อดัมส์ อดีตกัปตันทีมพันธุ์ดุของอาร์เซนัล
ที่ยังล้มเหลวในบทบาทผู้จัดการทีม


พันธุ์ดุพันธุ์เหล็กคือเทรดมาร์คของพอล อินซ์


ยอดเยี่ยม เก่งมาก ยกเว้นตัวเอง?
กับความคุ้นเคยที่ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง

 
Deliberate: Keane admitted in his autobiography that he had set out to hurt Manchester City's Alf Inge-Haaland
ฉายาสุดยอดพันธุ์โหดพันธุ์ดุแบบกัดไม่ปล่อย
ของรอย คีนย่อมไม่ได้มาเพราะโชคช่วย


Roy Keane
ใช้สมอง..แต่สมองไม้(?)
รอย คีนล้มเหลวตลอดกับบทบาทผู้จัดการทีม

ฉายา "ไซโค" ความบ้าระห่ำที่สะท้อน
ตัวตนจริงๆของสจ๊วต เพียร์ส



ดูเหมือนโชคดี แต่สจ๊วต เพียร์สยังไม่ประสบความ
สำเร็จใดๆ นับตั้งแต่คุมทีมแมน ซิตี้



ความล้มเหลวครั้งล่าสุดในบทบาทผู้จัดการทีมชาติอังกฤษชุดเล็ก 


วินนี่ โจนส์กับบทบาทกัปตันพันธุ์โหด "เครซี่แกงค์"
วิมเบิลดัน ได้อย่างชนิดหาตัวตายตัวแทนไม่ได้
บทบาททางจอหนังฮอลิวูดส์หลังแขวนสตั๊ดของ
วินนี่ โจนส์ที่เหมาะสมลงตัว

ความโหดครบเครื่องของดันเคน เฟอร์กูสันในยามเป็น
นักเตะ แต่ในวันนี้ไม่มีชื่อนี้ในบทบาทผู้จัดการทีม 




ในบทบาท "มึงทีกูที" ของวิเอร่าที่สามารถต่อกรกับ
รอย คีนได้อย่างสมน้ำสมน้ำที่สุด



ประกาศอย่างชัดเจนว่า หลังแขวนสตั๊ดแล้ว วิเอร่าจะไม่
เอาดีก้าวชั้นเป็นผู้จัดการทีเพราะเชื่อว่าเอาดีไม่ได้แน่ๆ




เขียนติดข้างฝาไว้เลยว่า กัตตูโซ่คนนี้
จะไม่มีวันเป็นผู้จัดทีมอย่างแน่นอน




ใฝ่ฝันจะเอาดีเป็นผู้จัดทีม แต่อนาคตของ
เจมี คาร์ราเกอร์จะเจริญรอยตาม
นักเตะพันธุ์ดุคนอื่นๆหรือไม่?
ถึงแม้ว่า จะไม่มีงานศึกษาวิจัยชิ้นใดที่สามารถบ่งบอกหรือสะท้อนให้เห็นความจริงอย่างชัดเจนว่า ขนาดของหัวใจและขนาดของสมองมีความสัมพันธ์กัน   แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ขนาดของหัวใจไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับขนาดของสมองเสมอไป จะเห็นได้ว่า นักฟุตบอลที่มีคุณลักษณะแบบ "หัวใจใหญ่" นั้น ได้รับการยอมรับและถูกขนานนามว่าเป็นมอเตอร์เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนทีม แต่มีบทบาทหรือได้รับการยอมรับและยกย่องน้อยมากในฐานะ "มันสมอง" ของทีม

ในทีมชาติอังกฤษ หากไบรอัน ร็อบสันคือหัวใจของทีมแล้ว เกลนน์ ฮ็อดเดิลคือมันสมองฉันนั้น เช่นเดียวกัน หากกัตตูโซ่คือมอเตอร์ของทีมเอซี มิลาน  กาก้าหรืออันเดรีย์ ปิร์โล่ก็คือมันสมองของทีม

ขนาดรอบหัวใจไม่ได้สัมพันธ์กับขนาดรอบสมองฉันใด ความสำเร็จในการเป็นนักเตะก็ไม่ได้เป็นหลักประกันในความสำเร็จของการเป็นผู้จัดการทีมเสมอไป

ในทางปฏิบัติที่มีปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมในวงการฟุตบอล หาได้ยากมากที่จะเห็นนักเตะฮาร์ดแมนพันธ์หัวใจเหล็กประสบความสำเร็จในฐานะผู้จัดการทีม

บุคลิกของความเป็นฮาร์ดแมนที่เข้าถึงยาก อาจจะเป็นเเป็นอุปสรรคหนึ่งสำหรับการเป็นผู้จัดการทีม แต่เหตุผลหนึ่งที่มีน้ำหนักความเป็นไปได้มากก็คือกึ่น เพราะบทบาทฐานะของผู้จัดการทีมนั้นต้องการ"มันสมอง" มากกว่า "หัวใจ" ในการวางแผนและบริหารทีมให้ประสบความสำเร็จบนพื้นสนามหญ้าเรียกว่า ต้องเป็นคนช่างคิดมากกว่าคนช่างสู้

จึงไม่เป็นที่สงสัยว่า บรรดานักเตะฮาร์ดแมนพันธุ์หัวใจเหล็กทั้งหลายแหล่แทบจะไม่ประสบความสำเร็จในฐานะผู้จัดการทีมเลย แม้กระทั่งรายล่าสุดอย่างสจ๊วต เพียร์สที่ยังคงค้นคว้าแสวงหาความสำเร็จ เพื่อพิสูจน์ว่า คนที่มีหัวใจเหล็กนั้น ไม่ได้มีสมองไม้ทุกคน 

และไม่เป็นที่สงสัยว่า ทำไมนักเตะพันธุ์ดุอย่างแพรทริก วิเอร่า, เดวิด แบ็ตตี้,วินนี่ โจนส์หรือริโน่ กัตตูโซ เมื่อตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงาตัวเองแล้ว ขอบายไม่ขอข้องแวะกับตำแหน่งผู้จัดการทีมหลังแขวนสตั๊ด




.

28 มิถุนายน 2554

"ทักษิณ 4.6"

.


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงว่า เป็นศูนย์กลางและต้นตอแห่งปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมไทยและปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ 

ที่น่าสนใจก็คือ ทั้งสองปัญหาที่เรียกว่าหนักหนารุนแรงที่สุดสำหรับประเทศไทยในขณะนี้ก็ว่าได้นั้น เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับหมายเลข "4.6" อย่างบังเอิญ (หรือจงใจ?) อย่างไม่น่าเชื่อ

ปัญหาแรกคือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ซับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาต่างก็อ้างสิทธิความชอบธรรมเหนือพื้นที่บริเวณนี้

มีการกล่าวหาว่า  ปัญหาพื้นที่ซับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นผลพวงมาจากการที่รัฐบาลไทยโดยนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศในขณะนั้น ลงนามในแถลงการณ์ไทย-กัมพูชาเมื่อกลางปี 2551 สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว และยอมรับแผนที่ 1:200,000 หรือแผนที่ฝรั่งเสสโดยนิตินัย

มีการกล่าวหาว่า การลงนามและท่าทีที่สนับสนุนดังกล่าว คือ "การยกอธิปไตยใส่พาน" ให้กัมพูชา และทำให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงกับการสูญเสียดินแดงบริเวณนี้ในท้ายที่สุดได้ 

ความขัดแย้งเกี่ยวกับพื้นที่ซับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรดังกล่าว ร้อนแรงจนถึงขั้นนำไปสู่การเผชิญหน้าและการปะทะกันทางทหารระหว่างสองประเทศหลายต่อหลายครั้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และล่าสุด กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประกาศถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกและคณะกรรมการมรดกโลก หรืออีกนัยหนึ่งคือการประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกขององค์การยูเนสโกนั่นเอง

ประเด็นเรื่องพื้นที่ซับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อกล่าวหาว่า คุณทักษิณคือผู้อยู่เบื้องหลังแห่งปัญหาความยุ่งยากทั้งปวง และมีท่าทีสนับสนุนผลประโยชน์ของกัมพูชามากกว่าผลประโยชน์ของแผ่นดินแม่



 หนาม "4.6 ตารางกิโลเมตร"  ที่กลายเป็นอาวุธ
ทางการเมืองหลอกหลอนคุณทักษิณ


กล่าวหาว่า รัฐบาลสมัคร สุนทรเวชว่าเป็นรัฐบาลนอมินีหรือรัฐบาลตัวแทนของคุณทักษิณ จึงดำเนินการใดๆเพื่อประโยชน์ของคุณทักษิณเป็นสำคัญ   การลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาโดยคุณนพดล(ซึ่งเป็นคนสนิทของคุณทักษิณ) มีเงื่อนงำมีผลประโยชย์แอบแฝง โดยเฉพาะสัมปทานน้ำมันและก๊าซที่รัฐบาลฮุนเซนของกัมพูชาให้เป็นการแลกเปลี่ยนกับท่าทีที่สนับสนุนกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

ความพยายามที่จะสื่อให้สาธารณชนไทยเห็นว่า จุดยืนของคุณทักษิณก็คือ "ไทยรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน" และ "พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของกัมพูชามาตั้งนานแล้ว" เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า คุณทักษิณมีพฤติกรรมที่ไม่รักชาติรักบ้านเกิดเมืองไทย และถือหางเข้าข้างศัตรูของประเทศ

วาทกรรม 4.6 ตารางกิโลเมตร" จึงเป็นเหมือนหอกที่คอยทิ่มแทงคุณทักษิณ ตราบเท่าที่ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาจะยังคงสถานะเดิมเช่นนี้ต่อไป

ในขณะเดียวกัน ประเด็นข้อถกเถียงที่ร้อนแรงที่สุดอีกประเด็นหนึ่งในการเมืองไทยช่วงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฏาคมนี้ก็คือ การนิรโทษกรรมและการคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท 

มีการกล่าวหาว่า นโยบาย เป้าหมายและความจำเป็นอันดับแรกๆสุดของพรรคเพื่อไทยหากชนะการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาลก็คือการนิรโทษกรรมให้แก่คุณทักษิณซึ่งถูกศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญาในคดีที่ดินรัชดาฯ



"ค้อน" อันทรงอนุภาพ

หนาม "4.6 หมืนล้านบาท" ที่ทิ่มแทงคุณทักษิณ


ภายใต้การนิรโทษกรรมดังกล่าวนั้น  ว่ากันว่า ความหวังความปรารถนาสูงสุดของคุณทักษิณก็คือ ต้องการเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทคืน โดยอ้างเหตผลว่า เป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่ถูกรัฐปล้นหรือขโมยไป ทั้งนี้ ทรัพย์สินดังกล่าวถูกศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ให้ยึดและตกเป็นของแผ่นดิน ในข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มบริษัทของตัวเอง

นับเป็นความบังเอิญอย่างยิ่งที่ตัวเลข "4.6" เข้ามาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับชีวิตของคุณทักษิณและการเมืองไทยอย่างเด่นชัด จนอาจจะตีความมองได้ว่าเป็นเจตนา(?)

ภายใต้ทฤษฏีสมคบคิด (ที่ฝ่ายคุณทักษิณเชื่อว่า "เจตนา" มีน้ำหนักมากกว่า "ความบังเอิญ"?) นั้น ประเด็น "4.6 หมื่นล้านบาท" ซึ่งเกิดขึ้น 19 เดือนภายหลังประเด็น 4.6 ตารางกิโลเมตร" อาจจะตีความได้ว่า "4.6 หมื่นล้านบาท" คือค่าความเสียหายที่เกิดจากหรือการชดเชยสำหรับความสูญเสีย 4.6 ตารางกิโลเมตร" ที่ต้องมีคนรับผิดชอบในอัตรา หนึ่งหมื่นล้านบาทสำหรับพื้นที่หนึ่งตารางกิโลเมตร

ณ วันนี้   วาทกรรม "4.6 หมื่นล้านบาท" กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงและอ่อนไหวที่สุดของการต่อสู้และหาเสียงทางการเมืองควบคู่กับวาทกรรม 4.6 ตารางกิโลเมตร" ที่มีการเชื่อมโยงกับคุณทักษิณอย่างชัดเจนที่สุด

กลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่ทิ่มแทงและหลอกหลอนคุณทักษิณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีการต่อยอดเพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างสูงสุด และกำหนดเป็นทางเลือกเป็นขาวเป็นดำที่ชัดเจนที่สุดให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

นั่นคือ สร้างวาทกรรมเพื่อหวังผลว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองที่ยกดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรให้กัมพูชา(?)  หรือ  พรรคการเมืองที่ปกป้องอธิปไตยดินแดนส่วนนี้(?)

และคนไทยจะเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทให้แก่คุณทักษิณ(?) หรือ  พรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบายล้างความผิดเพื่อคืนเงินส่วนนี้ให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้(?)

เรียกได้ว่า เป็นสองประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ไม่เพียงแต่ตัดสินอนาคตการเมืองไทยหลังวันที่ 3 ก.ค.เท่านั้น แต่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดชีวิตและอนาคตของคุณทักษิณด้วย




..

11 มิถุนายน 2554

เกมสมานฉันท์ของคนไกลบ้าน เกมกลับบ้านของคนไกลถิ่น

.


ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า (อา)การก้มกราบแม่พระธรณีที่สนามบินสุวรรณภูมิทันทีที่เดินทางกลับมาสู่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 นั้นมีความหมายลึกซึ้งมากน้อยประการใดต่อพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23ของไทยหลังจากต้องระเหเร่ร่อนลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศนานร่วมสิบเจ็ดเดือน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549  และนับตั้งแต่การสิ้นสุดของเกมลี้ภัยภายหลังการถูกทางการอังกฤษเพิกถอนวีซ่าเข้าประเทศเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ความต้องการที่จะกลับคืนมาตุภูมิก็ยิ่งทวีคูณมากยิ่งขึ้น



วินาทีที่กลับคืนสู่ประเทศไทยในปี 2551



ในด้านหนึ่ง คุณทักษิณยืนกรานในระหว่างปฏิบัติการ แดงทั้งแผ่นดิน เมื่อเดือนช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมาว่า ผมไม่แคร์ผมจะได้กลับบ้านหรือไม่ เรื่องเล็ก (มติชน, 12 เม.ย. 52) และดูเหมือนจะยึดถือสัจธรรมเป็นที่ตั้งว่า ผมมีกรรมก็ต้องระหกระเหินไป กรรมผมหมด ผมก็ได้กลับไปเท่านั้นเอง กรรมผมไม่หมด ผมก็ไม่ได้กลับ ไม่ได้คิดมาก (มติชน, 8 เม.ย. 52)

ในอีกด้านหนึ่ง ดูเหมือนจะมีเหตุผลให้เชื่อในทางตรงกันข้ามมากกว่าว่า คุณทักษิณมีความปรารถนาอยากจะกลับมาประเทศไทยอย่างแรงกล้า โดยยอมรับว่าอยู่ต่างประเทศนั้นไม่มีความสุขเลย เหงา ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตต้องมาเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ พร้อมทั้งเรียกร้องให้พี่น้องเสื้อแดง  ยังต่อสู้กันอยู่อย่าทิ้งผมไว้คนเดียว ผมอยากกลับบ้านแล้วนะอย่าทิ้งผมไว้คนเดียว(มติชน, 28 มิ.ย.52)

ซึ่งก่อนหน้านี้  นายใหญ่ ได้เคยตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า ไม่มีทางที่จะจบชีวิตอย่างอดสูอัปยศในต่างประเทศเหมือนผู้นำไทยคนอื่นๆ แต่อุปสรรคที่ยังไม่สามารถกลับเมืองไทยได้ก็เนื่อง มาจากเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และความปลอดภัยเพราะกลัวว่าจะถูกจับเข้าคุกหรือไม่ก็ถูกฆ่า (มติชน,18 มิ.ย. 52)  เพราะฉะนั้นแล้ว กล่าวได้ว่า เป้าหมายสำคัญสำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ นับตั้งแต่ปลายปี 2550 จนถึงปฏิบัติการ แดงทั้งแผ่นดิน และการโฟนอินหาเสียงเลือกตั้งซ่อมล่าสุดที่สกลนครและศรีษะเกศ  เป็นไปเพื่อจะกลับคืนสู่ประเทศไทย  ด้วยเหตุผลและวิธีการต่างๆ ดังนี้

เหตุผลและวิธีการแรก เพื่อกลับไปต่อสู้ปกป้องศักดิ์ศรีและพิสูจน์ความบริสุทธิของตนเองและครอบครัวและต้องการเห็นกระบวนการทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้ ผมอยากกลับมา เมื่อชีวิตของผมพบกับความสงบสุขในประเทศไทย ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง (ผู้จัดการรายวัน, 26 .. 50)   ความตั้งใจและปรารถนาที่กลับเมืองไทยในวันวาเลนไทน์ที่ 14 กุมภาพันธ์ปีที่แล้วเหมือนกับต้องการจะสะท้อนให้เห็นถึงเจตนาว่า จะกลับมาเมืองไทยด้วยความรัก เมื่อกลับมาแล้ว ก็อยากจะใช้ชิวิตอย่างคนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง ได้กินน้ำพริกปลาทู ในขณะเดียวกัน ก็อยากเป็นอาจารย์สอนหนังสือและบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคมด้วย 

สำหรับคุณทักษิณแล้ว การได้ กลับบ้าน มีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเดินทางกลับในวันวาเลนไทน์ได้ก็ตาม และการผลักดันผ่านกลไก นอมนี คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้การกลับประเทศไทยของคุณทักษิณเป็นเป็นไปได้     เนื่องจากในช่วงเวลานั้น อำนาจรัฐต่างๆ อยู่ภายใต้การควบคุม
ของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชโดยมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนหลัก ซึ่งรณรงค์หาเสียงในระหว่างการเลือกตั้งว่าจะนำ นายใหญ่ กลับประเทศไทยให้ได้การเปิดทางให้อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเดินทางกลับประเทศในเวลานั้น ถือเป็นความจำเป็นอันดับต้นๆ ของรัฐบาลในขณะนั้น

ในการแถลงเปิดใจครั้งหนึ่ง คุณเนวิน ชิดชอบ ได้สะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงในส่วนหนึ่งว่า ตลอดเวลาที่ท่านสมัครเป็นนายกฯ ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องท่านนายกฯทักษิณ ทำจนกระทั่งนายกฯทักษิณได้กลับมาประเทศไทย ตามที่ทุกคนประกาศสัญญาประชาคมไว้กับพี่น้องประชาชนก่อนการเลือกตั้ง ทำจนท่านนายกฯทักษิณได้มากราบแม่พระธรณีที่สนามบินสุวรรณภูมิ(มติชน, 8 เม.ย. 52) 

เหตุผลและวิธีการที่สอง ภายใต้เงื่อนไขสภาวะการณ์ที่ประเทศกำลังประสบปัญหาวิกฤติการณ์เศรษฐกิจตกต่ำที่สุดในรอบสิบปีและปัญหาต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในประเทศไทย มีการสร้างกระแสให้เกิดการเรียกร้องให้ นายใหญ่ กลับประเทศ เพราะเชื่อว่ามีเพียงอดีตหัวหน้าพรรคไทยเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถฟื้นฟูประเทศชาติและนำความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ประเทศไทยได้ (เดลินิวส์, 27 พ.ย. 51)ซึ่งคุณทักษิณ เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า ถ้าหากได้เป็นผู้นำจะสามารถนำความเชื่อมั่นกลับมายังประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว พร้อมที่ทำหน้าที่ควบคุม หางเสือ นำพาประเทศให้รอดพ้นวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2540 และได้เรียกร้องผ่านทางนิตยสาร CEO Middle East ว่า เราต้องหาหนทางที่จะให้ผมกลับประเทศให้ได้”  และหนทางที่บรรดา เรา คนเสื้อแดงเลือกใช้ดำเนินการก็คือวิธีการ  ราชประชาสมาสัย”  นั่นเอง

ภายใต้กลไกวิธีการราชประชาสมาสัยนี้ มีเงื่อนไขสองประการที่จะทำให้ความปรารถ นาของคุณทักษิณเป็นจริง นั่นคือ พระบารมีและพลังประชาชน คุณทักษิณเชื่อมั่นว่า ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอกครับ นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็ด้วยพลังของพี่น้องประชาชนเท่านั้น (มติชน, 4 .. 51) ต่อมา คุณทักษิณก็ยืนยันผ่านทางนิตยสาร Arabian Business Dubai อีกครั้งว่า ผมคิดว่าหลายๆ อย่างขึ้นอยู่กับอำนาจของประชาชน หากพวกเขารู้สึกว่าพวกเขาอยู่อย่างลำบากและต้องการให้ผมช่วยผมก็จะกลับไป หากในหลวงทรงเห็นว่าผมยังสามารถทำคุณประโยชน์ได้ ผมจะกลับไป และพระองค์อาจจะพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผม แต่ถ้าพวกเขาไม่ต้องการผม และพระองค์ทรงเห็นว่าผมกลับไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมก็อยู่ที่นี่(ดูไบ)ทำธุรกิจไป(มติชน, 25 .. 51)   

เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจะมีการขานรับ(อย่างคึกคัก)จากบรรดา เรา เลือดเนื้อเชื้อไขไทยรักไทยที่จะช่วยกันเขียนไปรษณียบัตรให้ได้มากถึง 10 ล้านฉบับเพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่คุณทักษิณ แต่ก็ไม่ประสบความ สำเร็จ ซึ่งนอกจากคุณทักษิณยังไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้แล้ว  เหมือนผีซ้ำด้ามพลอย ในช่วงระยะเวลาเดียว กัน คุณทักษิณก็ถูกทางการอังกฤษเพิกถอนวีซ่าไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอังกฤษได้อีก
         
วิธีการราชประชาสมาสัยก็ถูกปลุกขึ้นมาใช้อีกครั้งหนึ่งในความพยายามครั้งล่าสุด โดยคุณทักษิณก็ได้ตอกย้ำในระหว่างการโฟนอินหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่สกลนครและศรีษะเกษที่ผ่านมาว่า อยากกลับเมืองไทยเพื่อมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาของประชาชน ปัญหายาเสพติด ปัญหาหนี้สินตลอดจนปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ผมพร้อมที่จะกลับไปทำงานรับใช้ประเทศชาติ เพราะยังมีประโยชน์อยู่ อายุ 60
ยังทำอะไรได้อีกเยอะ อย่ามา  ปล่อยให้แห้งตายกลางทะเลทรายแบบนี้(มติชน, 28 มิ.ย. 52)   พร้อมทั้งเรียกร้องขอให้พี่น้องชาวศรีสะเกษและสกลนครส่งสัญญาณแรงๆ ไปที่กทม.และทั่วโลกด้วยว่าจะเอาทักษิณกลับบ้าน จนกระทั่งมีเสียงตอบรับจากบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงที่จะรวบรวมรายชื่อให้ครบหนึ่งล้านชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้คุณทักษิณ เพื่อ เปิดทาง ให้สามารถกลับบ้านมาเป็นพสกนิกรคนหนึ่ง มาเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งแห่งที่ (มติชน, 1 ก.ค. 52)



พ.ต.ท. ทักษิณกับ "คนเสื้อแดง"

         
เหตุผลและวิธีการที่สาม  เพื่อสร้างความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริง คือเหตุผลที่คุณทักษิณอ้างถึงและคาดหวังให้ปฏิบัติการ แดงทั้งแผ่นดิน เมื่อช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมานี้ เป็นวิธีการที่จะเปิดทางให้อดีตนายก   รัฐมนตรีท่านนี้กลับคืนสู่มาตุภูมิเพื่อภาระกิจดังกล่าว

ในช่วงระหว่างปฏิบัติการ แดงทั้งแผ่นดิน ดังกล่าวมีการพูดถึงเรื่องการ กลับบ้านของคุณทักษิณอย่างบ่อยครั้ง   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลุกเร้าในกลุ่มผู้สนับสนุนเห็นว่า ถ้าจำเป็นเมื่อไหร่ผมจะกลับเข้าไปในประเทศทันที และเดินนำพี่น้องทุกคน (มติชน, 13 เม.ย. 52)   และความจำเป็นดังกล่าวหมายถึงวันที่มี เสียงปืนนัดแรก หรือวันที่เสียงปืนแตก นั่นคือ หากทหาร(เริ่ม)ทำร้ายประชาชน คุณทักษิณก็พร้อมจะกลับประเทศทัน       ทีเพื่อนำทัพประชาชนเข้ากรุงเทพฯ จัดการถอนรากถอนโคนระบอบอำมาตยาธิปไตยและผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยเต็มใบ

มีเหตุให้เชื่อได้ว่า คุณทักษิณวาดหวังจะได้กลับแผ่นดินไทยในฐานะผู้ชนะจากปฏิบัติการ แดงทั้งแผ่นดินวาดหวังว่ากลุ่ม พี่น้องเสื้อแดง และเลือดเนื้อเชื้อไขไทยรักไทยจะแห่มาอย่างมืดฟ้ามัวดินเพื่อร่วมกันปูทางและต้อน รับ นายใหญ่ กลับบ้านอย่างสมเกียรติ แต่ความฝันของคุณทักษิณก็ต้องพังทลายลง ภายหลังการประกาศยุติปฏิบัติการทางการเมืองดังกล่าว เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะเกรงกลัวว่าจะถูกปราบปรามอย่างเอาจริงเอาจังจากรัฐบาลและกองทัพ หรือเพราะคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของ คนเสื้อแดง ที่มาร่วมชุมนุมเป็นหลัก หรือ    เป็นเพราะการทัดท้วงห้ามปรามอย่างแข็งขันจากคุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์

แต่เหตุผลที่มีน้ำหนักความเป็นไปได้มากที่สุดที่เชื่อว่ากดดันทำให้คุณทักษิณต้องตัดสินใจยุติการเคลื่อนไหวใน ทันที (ซึ่งแน่นอนที่สุด แกนนำนปช. จะไม่ประกาศยุติการชุมนุมโดยพลการหากไม่ได้รับ ไฟเขียว จาก นายใหญ่ ก่อน) ก็คือ การแถลงของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯในวันที่ 13 เมษายน (ซึ่งเป็นวันเดียวกับ     ที่นางฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ส่งสารแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันปีใหม่ไทยตอกย้ำความสัมพันธ์ที่พิเศษครบ รอบ 175 ปีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ)  ประณาม (Condemn) ไม่ยอมรับปฏิบัติการ แดงทั้งแผ่น ดินที่ใช้ความรุนแรง เป็นการทำลายความฝันของคุณทักษิณอย่างสิ้นเชิง

ในความพยายามอีกครั้งหนึ่งของการชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา คุณทักษิณตอกย้ำว่า ถึงเวลาทวงคืนประชาธิปไตยที่ให้ความสุขกับประชาชน (เอเอสทีวีผู้จัดการ, 24 มิ.. 52)มีการกล่าวปลุกระดมให้พี่น้องเสื้อแดงเดินทางไปร่วมชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในวันดังกล่าวนี้ที่สนามหลวง ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 77 ปีของการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองไทย ด้วยเป้าหมายหลัก อยากให้พี่น้องเสื้อแดงพากลับบ้าน (มติชน 25 มิ.ย. 52)  ทั้งนี้ทั้งนั้น ดูเหมือนว่า ความพ่ายแพ้ทางการเมืองของปฏิบัติการ แดงสงกรานต์ ยังหลอกหลอนคุณทักษิณอยู่ไม่น้อย จึงได้กระตุ้นเรียกร้องให้กลุ่มผู้สนับสนุน ให้ช่วยต่อสู้กันเต็มที่ อย่าถอนตัวกลางคัน ผมอยากกลับบ้านอย่าเพิ่งถอย(มติชน, 28 มิ.ย. 52) 

เหตุผลและวิธีการที่สี่  ในสถานการณ์ ณ วันนี้ คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับ เกมกลับบ้าน ของคุณทักษิณ ไม่ใช่เรื่องของเงื่อนไขเวลา เมื่อไหร่ ที่เหมาะสม แต่เป็นเรื่องของเงื่อนไข อย่างไร มากกว่า นั่นคือจะกลับประเทศไทยด้วยเงื่อนไขวิธีการใดจึงจะดีที่สุด

พิจารณาพิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุผลและวิธีการใดที่จะได้รับการต้อนรับจากทุกๆฝ่ายในสังคมไทยหากเป็นไปเพื่อการสมานฉันท์ และดูเหมือนว่า การสมานฉันท์ไม่ได้เป็นศัพท์แสงต่างด้าวสำหรับคุณทักษิณแต่อย่าใด              

ในทางตรงกันข้ามไม่ว่าจะมีเจตนาปรารถนาความสมานฉันท์ปรองดองจริงๆหรือไม่ก็ตาม แต่คุณทักษิณพยายามส่งสัญญาณเรื่องนี้มาโดยตลอดนับตั้งแต่การเรียกร้องเมื่อปลายปี 2550 ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องลืมอดีตที่ผ่านมาหันหน้ามาปรองดองสมาน
ฉันท์   ในขณะเดียวกัน ก็พร้อมที่จะคุยกับทุกคนให้อภัยกับทุกฝ่ายไม่มีอาฆาตแค้นและ พร้อมจะกลับไปเป็นไทยคนหนึ่งที่ได้อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารอย่างมีความสุข (โพสต์ทูเดย์, 24 ธ.ค. 50) และล่าสุดคุณทักษิณก็ตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ผมอยากเห็นความปรองดอง เราคนไทยด้วยกัน มีเรื่องกันมานานแล้ว อยากหันหน้าเข้าหากัน ไม่ควรแตกแยก (มติชน 28 มิ.ย. 52)   

ประการสำคัญ หนึ่งเดือนก่อนหน้าที่จะเกิดปฏิบัติการ แดงทั้งแผ่นดิน”  คุณทักษิณเคยส่งสัญญาณเปิดเผยให้ความหวังต่อสาธารณชนตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมว่า อยากเห็นคนไทยยุติความขัดแย้ง หันมาปรองดองสมานฉันท์ โดยคาดหมายว่าจะสามารถเดินทางกลับประเทศได้ภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจากเชื่อมั่นว่าจะสามารถประนีประนอมกันได้   เพราะกระบวนการสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มที่ให้การสนับสนุนตนกับกลุ่มรัฐบาลปัจจุบันกำลังจะเกิดขึ้นและต้องเกิดขึ้นก่อนสิ้นปี (โลกวันนี้, 18 มี.. 52) แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่คุณทักษิณดำเนินการผิดพลาด ไม่สามารถรอคอยด้วยความอดทนเพื่อให้ถึงเวลาอันเหมาะสมในการเดินทางกลับประเทศไทยตามที่ได้ตั้งใจไว้

สังคมไทยกำลังวาดหวังว่า เนื่องในโอกาสอายุครบ 60 ปีในวันที่ 26 กรกฏาคมปีนี้ คุณทักษิณ จะมี ข่าวดีหรือ ของขวัญ มอบให้แก่สังคมไทย เพื่อเปิดทางให้การเดินทางกลับประเทศไทยเป็นการเริ่มต้นของการปรองดองสมานฉันท์อย่างจริงๆ จังๆ  ผลักดันให้ พี่น้องเสื้อแดง ร่วมกันสร้างบรรยากาศ แดงสดใสทั้งแผ่นดิน
(Rose Reconciliation) ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย  แทนที่จะเป็นวันกำหนดยื่นรายชื่อหนึ่งล้านรายชื่อถวายฏีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ

โดยข้อเท็จจริงประการหนึ่งก็คือ คุณทักษิณมีบุคลิกลักษณะที่คล้ายกับนายพลชาลล์ เดอ โกลล์ อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่ในหลายๆ ด้าน และมีบทเรียนหลายๆประการที่สามารถเรียนรู้ได้จากอดีตผู้นำฝรั่งเศสคนนี้ เพราะถึงที่สุดแล้ว มีแต่การสมานฉันท์เท่านั้นที่น่าจะทำให้ กรรมเก่า ของคุณทักษิณหมดลง

อยากเห็นใครสักคนหนึ่งกระซิบบอก นายใหญ่ ว่า เริ่มต้นใหม่ได้ครับนาย

(ตีพิมพ์ในมติชนรายวัน วันที่ 14 ก.ค. 2552)





"มองเขาเป็นตัวอย่าง มองเราเป็นบทเรียน : มหัศจรรย์แห่งการสมานฉันท์"
http://preechayana.blogspot.com/2011/01/blog-post_18.html


.

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...