22 พฤษภาคม 2558

ปัญหามนุษย์เรือโรฮินจา

.

ในที่สุดปัญหามนุษย์เรือโรฮินจาก็บานปลายกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศเต็มตัวและกลายเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์ยุคใหม่ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะยังคงหลงเหลืออยู่   ตอกย้ำให้เห็นว่า นอกจากจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ถูกกดขี่กีดกันมากที่สุดในโลก (the most persecuted people) ตามบทสรุปของสหประชาชาติแล้ว ชาวโรฮินจาก็คือกลุ่มคนที่ไม่มีใครต้องการมากที่สุดในโลก (the most unwanted people) เช่นกัน

 วิกฤติในครั้งนี้  นอกจากจะเป็นปัญหาที่กระทบต่อประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรงโดยเฉพาะประเทศไทย มาเลเซียและอินโดนิเซียแล้ว  ยังกลายเป็นปัญหาที่ท้าทายอาเซียน ณ ช่วงเวลาที่กำลังย่างเข้าสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจหนึ่งเดียวหรือเออีซีในสิ้นปีนี้



ทั้งสามประเทศซึ่งอาจเรียกว่า “กลุ่มประเทศทิม” (TIM – Thailand, Indonesia and Malaysia)   ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคลื่นมนุษย์เรือโรฮินจาในครั้งนี้ เลือกที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับผู้อพยพเหล่านี้เสมือนว่าเป็น “เผือกร้อน” ที่ไม่มีใครอยากถือครองไว้   และต่างฝ่ายต่างโยนไปโยนมา จนถึงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายๆฝ่าย

จนกระทั่ง ฟิลิปปินส์สร้างเซอร์ไพรส์กลายเป็นประเทศแรกสุดในภูมิภาคที่ประกาศยินดีเปิดบ้านเปิดเกาะต้อนรับผู้อพยพเหล่านี้จำนวน 3 พันคน  ทั้งๆที่ฟิลิปปินส์ก็มีปัญหาประชากรแออัดล้นประเทศ(ร่วมร้อยล้านคน)และยากจนมากพอแล้ว   ยิ่งไปกว่านั้น ชาวฟิลิปปินส์มากกว่า 12 ล้านคนก็อาศัยทำงานอยู่ในต่างประเทศเพราะไม่มีงานทำในประเทศ

แล้วทำไม ฟิลิปปินส์จึงอาสาเป็น “พ่อพระ” ในวิกฤติมนุษย์เรือครั้งนี้?

ในด้านหนึ่ง ฟิลิปปินส์เคยมีประสบการณ์เป็นแหล่งรองรับบรรดาผู้อพยพหลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่ชาวยิวที่หนีภัยนาซีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2  ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่หนีภัยสงครามการเมืองภายหลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดครองประเทศในปี1949  และชาวเวียดนามที่หนีภัยสงครามเวียดนามในช่วงทศวรรษที่ 1970 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง  ฟิลิปปินส์มีภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ห่างไกลออกไปอีกมาก และไม่ใช่เป้าหมายของผู้อพยพ  เรียกได้ว่า ฟิลิปปินส์แทบจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติครั้งนี้เลยก็ว่าได้ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งสาม แม้กระทั่ง หากจะวางท่าทีเฉยเมย เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็คงจะไม่มีใครตำหนิติเตียนตรงๆได้

ยิ่งกว่านั้น ดูเหมือนว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้กำหนดเงื่อนไขว่าจะต้อนรับเฉพาะผู้อพยพที่มีหลักฐานเอกสารพิสูจน์ตัวตนว่าเป็นชาวโรฮินจาที่หนีภัย(การเมือง)มาจากพม่าจริงๆ ไม่ใช่อพยพมาจากบังคลาเทศ (เพราะเหตุผลความยากจน)   ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากในทางปฏิบัติสำหรับผู้อพยพเหล่านี้  เพราะชาวโรฮินจา ณ พ.ศ.นี้ ไม่ใช่ผู้อพยพที่หนีภัยการเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนชาวยิว ชาวจีนและชาวเวียดนามในอดีต

บางที อาจจะมีมนุษย์เรือโรฮินจาเข้าข่ายตามเงื่อนไขนี้หรือเต็มใจไปฟิลิปปินส์น้อยผิดคาดก็เป็นได้
ในเปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้นั้น  นอกเหนือจากเครดิตที่ได้รับคำชื่นชมแบบเต็มๆจากนานาประเทศแล้ว    รัฐบาลมะนิลาอาจจะได้คำนวณผลทางการเมืองและวาดหวังว่า การประกาศท่าทีช่วยเหลือชาวโรฮินจาดังกล่าว จะส่งผลทางจิตวิทยาต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในหมู่เกาะมินดาเนาซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมและได้ทำสงครามสู้รบกับกองทัพเพื่อแยกตัวออกเป็นอิสระมานานร่วมทศวรรษ



อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอะไรจะเป็นแรงจูงใจที่แท้จริงสำหรับฟิลิปปินส์ในครั้งนี้  แต่จุดสำคัญที่สุดก็คือ การประกาศท่าที “พ่อพระ” ของฟิลิปปินส์ดังกล่าวส่งผลทางจิตวิทยาให้เกิดแรงกระเพื่อมในทันที  กลายเป็นจุดเริ่มต้นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มขยับและเปลี่ยนแปลงท่าทีตามไปด้วยในทันที



ด้านหนึ่ง อาจจะมองและเป็นไปได้ว่า ด้วยแรงกดดันและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาประเทศ จนมิอาจหลีกเลี่ยงได้  จึงทำให้ทั้งมาเลเซียและอินโดนิเซียจำใจต้องกลับลำเปลี่ยนนโยบาย ด้วยการเปิดประตูยอมให้มนุษย์เรือโรฮินจาขึ้นฝั่งและให้ที่พักพิงชั่วคราวรวมกันสองประเทศไม่เกิน 7 พันคน ทั้งนี้ ภายในเงื่อนไขว่า จะไม่รับเพิ่มเกินจำนวนนี้และประชาคมโลกจะต้องให้คำมั่นสัญญาและร่วมช่วยกันหาแห่งพักพิงใหม่ให้ผู้อพยพกลุ่มนี้ภายในระยะเวลาหนึ่งปี

แต่ในอีกด้านหนึ่งที่มีโอกาสความเป็นไปได้ว่า ปัจจัยด้านวัฒนธรรมและศาสนาอาจจะมีส่วนสำคัญไม่น้อยที่ก่อให้เกิด “จุดเปลี่ยน” จนถึงขั้นทำให้ทั้งรัฐบาลมาเลเซียและอินโดนิเซียต้องกลับลำ  เชื่อกันว่า คำประกาศของ รัฐบาลฟิลิปปินส์ว่า ในฐานะเป็นประเทศแคธอลิคเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  จึงถือเป็นหน้าที่หรือภาระกิจแห่งมนุษยชาติที่จะต้องให้ความช่วยเหลือต่อเหล่าบรรดาผู้เดือดร้อนนั่นคือชาวโรฮินญาน่าจะส่งผลทางจิตวิทยาไม่น้อยต่อทั้งมาเลเซียและอินโดนิเซียในฐานะสองประเทศมุสลิมที่สำคัญที่สุดในอาเซียน ซึ่งตามหลักศาสนาถือว่า ชาวมุสลิมทั่วโลกล้วนเกี่ยวดองเป็นพี่น้องโดยไม่แยกเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์

ดังนั้น ภายหลังที่มาเลเซียและอินโดนิเซียมีท่าทีกลับลำต่อปัญหามนุษย์เรือโรฮินจาแล้ว  ก็ส่งผลทำให้ประเทศมุสลิมอื่นๆอย่างแซมเบียและตุรกีประกาศยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องชาวโรฮินจาโดยทันที และเชื่อว่าน่าจะจุดประกายให้กลุ่มประเทศมุสลิมอื่นๆโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาหรับเข้ามาร่วมด้วยในลักษณะใดลักษณะหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ เหมือนเช่นที่ซาอุดิอาระเบียได้ให้ที่พักพิงและสิทธิพิเศษในการจ้างงานแก่โรฮินจากว่า 4 แสนคนที่อาศัยอยู่ในประเทศเทียบเท่ากับชาวปาเลสไตน์ที่หนีภัยการเมืองมา

นอกเหนือจากมาเลเซียและอินโดนิเซียแล้ว บทบาทและท่าทีของพม่าในฐานะเป็นหนึ่งในประเทศ “ต้นทาง” ของปัญหาวิกฤตครั้งนี้ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ท่าทีของรัฐบาลพม่าชัดเจนแจ่มแจ้งโดยไม่ต้องตีความใดๆตั้งแต่แรก นั่นคือปฏิเสธไม่เคยยอมรับว่า โรฮินจาเป็นปัญหาของพม่าหรือเป็นพลเมืองของพม่า  ดังนั้น คำว่า “โรฮินจา” จึงไม่(เคย)ปรากฏในภาษาทางราชการของพม่าเลย

รัฐบาลพม่าถือว่าชาวโรฮินจาเหล่านี้คือชาวเบงกาลีที่อพยพมาจากบังคลาเทศ(อย่างผิดกฎหมาย) ปัญหาของมนุษย์เรือโรฮินจาจึงมีต้นกำเนิดมาจากบังคลาเทศไม่ใช่พม่า  ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่ความรับผิดชอบใดๆของรัฐบาลพม่าต่อวิกฤติครั้งนี้เลย

อย่างไรก็ตาม  การปรับเปลี่ยนท่าทีของมาเลเซียและอินโดนิเซียมีส่วนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลพม่าปรับ เปลี่ยนตามไปด้วย  และเมื่อรัฐบาลพม่าได้รับเชิญอย่างเป็นทางการให้เข้าร่วมประชุมนานาชาติที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในวันที่ 29 พฤษภาคม ศกนี้ โดยหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “โรฮินจา” ในหนังสือเชิญตามข้อเรียกร้องของพม่า  จึงทำให้รัฐบาลพม่าตอบรับเข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางแก้ไขวิกฤติมนุษย์เรือในครั้งนี้ด้วย

ในขณะเดียวกัน ว่ากันว่า ถึงแม้จะมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศอย่างร้าวลึกเป็นทุน เดิม แต่ปัญหาคนโรฮินจากลับมีส่วนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลทหารของประธานาธิบดีเต็งเส็งและฝ่ายประชาธิปไตยที่นำโดยนางอองซานซูจีมีท่าทีเป็นหนึ่งเดียวหรือสอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ

ที่ผ่านๆมา ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็น “เนลสัน แมนเดลล่า” แห่งพม่า แต่ดูเหมือนว่าอองซานซูจีกลับมีท่าทีเงียบเฉยต่อปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนพม่าและคนโรฮินจาตลอดมา โดยเฉพาะนับตั้งแต่เกิดความรุนแรงในรัฐยะไข่เมื่อปี 2012 



แต่ล่าสุด อองซานซูจีเริ่มปรับเปลี่ยนท่าที และแสดงความเห็น(ผ่านทางโฆษก) ต่อชาวโรฮินจาเป็นครั้งแรกๆ(ในวันเดียวกันกับที่รัฐบาลฟิลิปินส์ประกาศท่าทีช่วยเหลือ) ว่า พวกเขา(คนโรฮินจา) ต่างก็เป็นมนุษย์เพื่อนร่วมโลกที่ควรจะได้รับสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน    กล่าวได้ว่า การปรับเปลี่ยนทัศนคติของอองซานซูจีดังกล่าวนี้ อาจจะมีส่วนทำให้รัฐบาลเต็งเส็งต้องปรับเปลี่ยนท่าทีตามกระแสด้วย

กล่าวสำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อวิกฤติมนุษย์เรือโรฮินจาในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าอ่อนไหวมากๆ และเคยถูกสหประชาชาติลดอันดับฐานะของประเทศเมื่อปีที่แล้วและจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศศูนย์กลางการค้ามนุษย์ที่เลวร้ายที่สุดในโลกในระดับเดียวกับอินโดนิเซีย เกาหลีเหนือและซีเรีย จึงยิ่งทำให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดข้อหนึ่งสำหรับรัฐบาลไทยก็ว่าได้

แต่ในที่สุด รัฐบาลไทยเลือกดำเนินนโยบายช่วยเหลือด้วยเหตุผลทางมนุษธรรมเป็นชั่วคราว และวางตำแหน่งประเทศให้มีฐานะเป็นประเทศ “จุดเปลี่ยน” หรือ “ทางผ่าน” (transit country) สำหรับผู้อพยพที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศอื่นๆ ก่อนที่จะร่วมด้วยช่วยกันหาหนทางแก้ปัญหาในระยะยาว

แน่นอนที่สุดว่า แนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนที่สุดก็คือการพิจารณารากเหง้าของปัญหาที่ทำให้เกิดการอพยพซึ่งก็คือปัญหา2P ได้แก่ปัญหาการถูกกดขี่กีดกัน (persecution) และปัญหาความยากจน (property) ซึ่งน่าจะมีแนวทางความเป็นไปได้หลายๆแนวทาง ดังนี้

 ทางเลือกแรกซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยที่สุดคือการ swap  นั่นคือการแลกเปลี่ยนพลเมืองระหว่างบังคลาเทศและพม่าแบบเดินข้ามพรมแดนอย่างสมัครใจ  ซึ่งที่ผ่านๆมารัฐบาลพม่าเปิดประตูต้อนรับคนเชื้อสายพม่าที่อาศัยและเป็นพลเมืองของบังคลาเทศให้มาตั้งรกรากในพม่า โดยรัฐบาลช่วยเหลือและจัดสรรหาที่อยู่ให้ ปัญหาก็คือว่า รัฐบาลกรุงดักกาพร้อมจะต้อนรับคนเชื้อสายเบงกาลีให้กลับเข้ามาอยู่ในบ้านหลังที่เรียกว่า “บังคลาเทศ” หรือไม่

ทางเลือกที่สอง จากข้อมูลที่ปรากฏพบว่า ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นชาวเบงกาลีที่หนีภัยความยากจนในบังคลาเทศไม่ใช่ชาวโรฮินจาที่หนีภัยการเมืองในพม่าอย่างแท้จริง  ดังนั้น บังคลาเทศจึงควรร่วมรับเป็น “เจ้าภาพ” ในการช่วยแก้และลดปัญหานี้โดยตรงด้วย



ทั้งนี้ รัฐบาลไทยอาจจะร่วมมือกับรัฐบาลบังคลาเทศในการประยุกต์และเผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมมือกับมูฮัมหมัด ยูนูส สถาปนิกผู้ริเริ่มโครงการ Grameen Bank หรือธนาคารคนจนที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังไปทั่วโลก เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์โครงการช่วยเหลือคนจนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษย์  ทั้งนี้ นานาประเทศควรจะต้องให้การสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้ให้บรรลุผลให้ได้

ทางเลือกที่สาม  ซึ่งต่อเนื่องมาจากทางเลือกที่สองก็คือการส่งเสริมการลงทุนที่ก่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้  โดยเฉพาะในเขตบริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีพรมแดนติดกับรัฐยะไข่ของพม่า และเป็นเขตที่ชาวเบงกาลีนิยมขึ้นเรือเริ่มต้นอพยพออกสู่ทะเลกว้าง


จุดขึ้นเรือ cox bazar ของชาวโรฮินจาทางตะวันออกเฉียงใต้ 
ของบังคลาเทศ ซึ่งมีชายหาดที่ยาวที่สุดในโลก


โดยข้อเท็จจริงแล้ว เขตชายฝั่งบริเวณอ่าวเบงกอลนี้มีฐานะเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเขตที่มีชายทะเลยาวที่สุดในโลกร่วมร้อยกิโลเมตร จึงมีศักยภาพและแรงจูงใจสำหรับนักลงทุนต่างประเทศไม่น้อย   กล่าวสำหรับนักลงทุนไทย  ธุรกิจการทำประมงซึ่งมีแรงงานให้เลือกอย่างเหลือเฟือพร้อมทั้งทรัพยากรทางทะเลอย่างสมบูรณ์ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย

สำหรับโครงการขนาดใหญ่อื่นๆที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก  อาเซียนควรจะทำหน้าที่ประสานสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างบังคลาเทศและพม่า โดยอาศัยเงินลงทุนจากประเทศอาหรับและจีนเป็นหลัก

ทั้งหลายทั้งปวง เพื่อทำให้ปัญหามนุษย์เรือได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนที่สุด

.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...