3 มีนาคม 2556

ทำไม "หม่อมสุขุมพันธุ์" จึงชนะเลือกตั้ง?

.


ที่สุดแล้ว, ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตรก็ชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานครคนที่ 16 ด้วยเหตุปัจจัยหลายๆประการ


มีปัจจัยมูลเหตุมูลผล 4-5 ข้อที่อาจช่วยอธิบายว่า ทำไมม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตรจึงสามารถชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากทม. เป็นสมัยที่่สองอย่างชนิดหักคีย์บอร์ดของเจ้าสำนักโพลล์ต่างๆ 




สองผู้สมัครหลักสำหรับตำแหน่งผู้ว่าฯกรุงเทพฯ


หนึ่ง ต้องยอมรับว่าปัจจัยด้านสถิติมีผลในระดับหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ ในสหรัฐฯ การเลือกตั้งประธานาธิบดีทุกๆครั้งมักจะนำเอาสถิติต่างๆมาเป็นองค์ประกอบเพื่อพิจารณาว่า ผู้สมัครคนไหนมีโอกาสชนะการเลือกตั้งมากกว่ากัน

คนอเมริกันเชื่อว่า ใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้งในรัฐโอไฮโอจะได้รับเลือกเป็นผู้นำประเทศ สถิตินี้ยืนยาวมากว่าเกือบ 6 ทศวรรษแล้ว 

คนอเมริกันเชื่อว่า  ไม่มีใครที่จะชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้ หากไม่สามารถชนะในรัฐที่เป็นฐานทางการเมืองของตัวเอง หรือเป็นรัฐที่ผู้สมัครคนนั้นๆเป็นวุฒิสมาชิกมาก่อน

เมื่อพิจารณาดูพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯจะพบเห็นสถิติที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง นั่นคือ คนกรุงเทพฯมีพฤติกรรมเลือกผู้สมัครที่ไม่ได้สังกัดพรรครัฐบาล หรืออีกนัยหนึ่ง คนกรุงเทพฯอยากได้ผู้ว่าฯที่ไม่ได้อยู่พรรคเดียวกับพรรครัฐบาล หรือเป็นผู้สมัครที่ไม่ได้ใกล้ชิดหรือผูกพันกับพรรครัฐบาล


สอง  โดยวัฒนธรรมของคนไทยแล้ว ไม่ค่อยยอมรับการดูถูกปรามาสถึงแม้จะเป็นความจริงก็ตาม จะเห็นได้ว่า การที่คุณพิชัย รัตตกุล หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในขณะนั้นเรียกขานเปรียบเปรยพลตรีจำลอง ศรีเมืองว่าเป็น "สินค้าแบกะดิน" เมื่อเทียบกับ "สินค้าห้าง" ของพรรค ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้มหาจำลองสร้างประวัติศาสตร์ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากทม.ในปี 2528 อย่างพลิกความคาดหมาย



พลตรีจำลอง ศรีเมืองในวันที่เป็น "สินค้าแบกะดิน"
เพราะฉะนั้นแล้ว คำพูดที่ว่า "ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ" ของคนฝั่งพรรคเพื่อไทยสำหรับการเลือกตั้งในปี 2556 จึงกลายเป็นมุมเมอแรงย้อนกลับมาเล่นงานแบบ "ยิงเข้าประตูตัวเอง" อย่างไรอย่างนั้น  เป็นคำพูดที่ปรามาสดูถูกคนในเมืองหลวงที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ

สาม ช่วงตลอดการหาเสียงกว่า 2 เดือนก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 3 มีนาคม   พรรรคปชป.พยายาม remind หรือตอกย้ำเตือนให้คนกรุงเทพฯหวนนึกถึงภาพเก่าๆเมื่อวันที่เมืองหลวงของประเทศถูกเผา มีการนำเสนอภาพ(ตัดต่อ)เพื่อเชื่อมโยงให้เห็น ย้ำเตือนอย่าให้อดีตตามมาหลอกหลอนคนกรุงได้อีก



ภาพ "เผาบ้านเผาเมือง" ที่ตัดต่อเพื่อผลทางการเมือง

ก่อนหน้านี้   กลยุทธ์ตอนหาเสียงเลือกตั้งส.ส.ของปชป.คือการพยายามนำเสนอให้คนกรุงต้องเลือกว่า (ถ้า) ไม่เลือกเรา เขามาแน่แต่ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ครั้งนี้ การเผาบ้านเผากรุงยังเป็นภาพในอดีตแห่งความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนได้ในทันที  การตอกย้ำเพื่อเชื่อมโยงเหตุการณ์การเผากรุงเมื่อสองสามปีก่อนไม่ได้ต้องการให้คนกรุงหวาดกลัวตามที่นักวิเคราะห์นักวิชาการรวมทั้งคุณพานทองแท้ ชินวัตรที่ระบุว่า คนกรุงจำเใจเลือกหม่อมสุขุมพันธุ์เพราะความกลัวเช่นว่านี้ แต่น่าจะมีเจตนาเพื่อปลุกต่อมอารมณ์เจ็บแค้นของคนกรุงเป็นสำคัญ  

การเลือกหม่อมสุขุมพันธุ์ ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า จะไม่มีการเผาเมืองหลวงอีกในวันหน้า และถ้าหากคนกรุงกลัวจริงแล้วตามที่มีการวิเคราะห์กล่าวอ้างถึง ทำไมจึงไม่ปรากฏวาทกรรมทางสื่อรณรงค์เพื่อผลชนะทางการเมืองในทำนองว่า "ถ้าเลือกเราไม่มีเผา ถ้าเลือกเขามีเผาแน่" อะไรทำนองนี้

เพระการตอกย้ำและเผยแพร่วาทกรรม "การเผาเมือง" ที่ทำให้คนกรุงยังรู้สึกเจ็บแค้นไม่ลืมเลือนจนได้ผล ซึ่งปรากฏว่ากลยุทธ์ได้ผลอย่างมหาศาล เพราะผลการเลือกตั้งสะท้อนให้เห็นว่า ในที่สุดคนกรุงก็ตัดสินใจ "เผาเสาไฟฟ้า"  เป็นการลงโทษ(?)

ถ้าหากจะมีความกลัวอยู่ในใจ เชื่อว่า คนกรุงเทพฯน่าจะกลัวอยู่ 2 อย่าง และมีความพยายามรณรงค์อย่างเด่นชัดจนประสบผล

หนึ่ง กลัวว่าพรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยจะครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จทั้งรัฐบาลและกรุงเทพฯ

สอง กลัวว่านายจตุพร พรหมพันธุ์จะร่วมทีมเป็นรองผู้ว่าฯหากผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง



ผู้อาวุโสแห่งปชป.ที่ยังมี "เสียง" เหลืออยู่


สี่ ท่าทีของผู้ใหญ่อาวุโสของพรรคปชป. อย่างคุณพิชัย รัตตกุลก็ต้องถือว่ามีส่วนสำคัญ(ทางอ้อม)ในการดึงคนรุ่นใหม่ให้เทคะแนนเสียงเลือกหม่อมสุขุมพันธุ์อย่างไม่น่าเชื่อ เรียกว่าเป็นกลยุทธที่ทางฝั่งพรรคเพื่อไทยคงคาดไม่ถึงเช่นกัน 

ทั้งนี้ การที่คนรุ่นใหม่ตัดสินใจเลือกหม่อมสุขุมพันธุ์  อาจจะไม่ใช่เพราะศรัทธาหม่อมสุขุมพันธุ์โดยตรง  แต่เพราะชื่นชอบคุณคุณอภิสิทธิ์มากกว่า เพราะคนรุ่นใหม่ในเมืองหลวงจำนวนมากชื่นชอบคุณอภิสิทธิ์เป็นทุนเดิม ความเห็นของคุณพิชัย(ที่โดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ค่อยปลื้มกับบทบาทและภาวะผู้นำของคุณอภิสิทธิสักเท่าไหร่) และเรียกร้องให้คุณอภิสิทธิรับผิดชอบโดยการลาออกจากจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชป. หากหม่อมสุขุมพันธุ์พ่ายแพ้  จึงเป็นเสมือนกุศโลบายหนึ่งที่ฝั่งพรรคเพื่อไทยมองข้ามไป  เพราะคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ไม่ต้องการเห็นคุณอภิสิทธิต้องเจอสภาวะถูกกดดันให้ลาออก      เพราะฉะนั้นจึงอาจจะเป็นไปได้ว่า สำหรับแฟนคลับของคุณอภิสิทธิ์แล้ว การช่วยกันเลือกหม่อมสุขุมพันธุ์คือการช่วยชีวิต(ทางการเมือง)ของคุณอภิสิทธิ์นั่นเอง

ห้า ในบรรดาผู้สมัครทั้งหมดปฏิเสธไม่ได้ว่า หม่อมสุขุมพันธุ์แสดงออกซึ่งอารมณ์ความรู้สึกในฐานะมนุษย์ธรรมดาสามัญคนหนึ่งได้ชัดเจนมากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในช่วงเกือบสองเดือนกว่าที่ผ่านมา หม่อมสุขุมพันธ์สร้างสถิติเป็นผู้นำที่หลั่งน้ำตาบ่อยครั้งที่สุดก็ว่าได้  ถึงแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตีจากฝ่ายคู่แข่งทางการเมืองว่า "เป็นผู้นำขี้งอแง"  แต่ใครจะเชื่อว่า การหลั่งน้ำตาแต่ละครั้งของหม่อมสุขุมพันธ์กลับได้รับผลดี ได้รับความเห็นใจและคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ในวันที่จำใจต้องลาออกจากตำแหน่ง (9 มกราคม)และไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอในคดีการต่อสัญญาจ้างการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการขนส่งมวลชน น้ำตาหยดแรกของหม่อมสุขุมพันธ์ก็ปรากฏให้เห็นต่อสาธารณชน



น้ำตาหยดนี้เพื่อต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(?)

หม่อมสุขุมพันธ์พยายามสื่อให้เห็นว่า น้ำตาหยดนี้คือเครื่องมือหรืออาวุธที่มีไว้ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม(จากดีเอสไอ) พร้อมทั้งใช้น้ำตาเรียกร้องขอความเห็นใจและขอโอกาสกลับมารับใช้ชาวกรุงเทพฯอีกสมัย

ดูเหมือนว่า หม่อมสุขุมพันธ์จะรู้จักการเลือก "เล่น" กับน้ำตาได้อย่างน่าชื่นชมและเป็นประโยชน์ โดยไม่แยแสกับคำวิจารณ์กล่าวหาว่าเป็นผู้นำขี้งอแง ตราบเท่าทีน้ำตานั้นเรียกคะแนนเสียงโหวตได้ เหมือนเช่นผู้นำในต่างประเทศหลายๆคน โดยเฉพาะผู้นำสหรัฐฯอย่างบิลล์ คลินตัน จอร์จ บุชและบารัค โอบาม่า ที่รู้จัก "เล่น" กับน้ำตาและหลั่งน้ำตาได้อย่างถูกกาละเทศะ


ผู้ว่าฯงอแงที่คนกรุงเทพฯยังเลือก


ในช่วงสถานการณ์ที่โพลล์เกือบทุกสำนักออกมาเป็นแนวทางเดียวกันหมดแบบฟันธงว่า หม่อมสุขุมพันธ์มีคะแนนเป็นรองพลตำรวจเอกพงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ น้ำตาจึงถูกเลือกเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่นำมาใช้ในช่วงโค้งสุดท้าย 2-3 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง 


น้ำตาหยดนี้ชนะใจ "นก" ได้ทีเดียว 2 ตัว

ในการแถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคปชป. เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์  หม่อมสุขุมพันธ์ได้แถลงเปิดอกเปิดใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอเบ้าว่า  ถึงแม้ว่าจะมีข้อบกพร่องในระหว่างบริหารกทม. แต่สามารถตอบคำถามกับบรรพบุรุษว่าได้ทำงานเพื่อกทม.อย่างทุ่มเท เสียสละและสุจริต  หม่อมสุขุมพันธ์ได้ถือโอกาสนี้ พรั่งพรูความรู้สึกในใจออกมาอย่างชนิดเพื่อหวังผลหวังคะแนนเสียงอย่างชัดเจนว่า


           “ถ้าผมจะหยุดหายใจในวันนี้ชีวิตผมก็คุ้มค่าที่ได้ทำงานให้คนกทม. เพราะผมเป็นคน กทม.    
           บรรพบุรุษของผมก็เป็นคนกทม. ได้ร่วมสร้างกทม.มาแล้วกว่า 200 ปี และผมก็รักกทม.แม้จะไป
           เรียนที่ต่างประเทศ แต่วันที่ผมนั่งเครื่องบินมาถึงดอนเมืองเห็นกรุงเทพแล้วผมร้องไห้ ซึ่งวันนี้
           ผมก็ดีใจที่ได้ทำงานเพื่อคน กทม. 


ด้วยโทนของคำพูดเช่นนี้ที่พรั่งพรูออกมาพร้อมน้ำตาย่อมสร้างความประทับใจให้กับคนกรุงเทพฯอย่างแน่นอน และเป็นการตอกย้ำว่า หม่อมสุขุมพันธ์คือผู้ที่เหมาะสมที่สุดทั้งสายเลือดและจิตวิญญาณสำหรับตำแหน่งผู้ว่าเมืองหลวงของประเทศ

นอกจากนี้  การกล่าวขอบคุณทั้งน้ำตาต่อพรรคปชป.ที่ให้โอกาสลงสมัครในนามพรรคครั้งที่ 2 ทั้งๆที่มีเสียงต่อต้านมากพอสมควร  ก็น่าจะมีผลทำให้หม่อมสุขุมพันธ์ได้ใจสามารถหลอมใจคนในพรรคปชป.รณรงค์หาเสียงร่วมกันเป็นพลังหนึ่งเดียวจนได้รับชัยชนะ


เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวก็ว่าได้ 

วันต่อมา ในการปราศรัย "รวมพลังคนรักกรุงเทพฯ เลือกเบอร์ 16" ที่สวนเบญจสิริ หม่อมสุขุมพันธ์ไม่อายที่จะหลั่งน้ำตาอีก(สัก)ครั้งต่อหน้าสาธารณชน เป็นการหลั่งน้ำตาของผู้นำที่เราไม่ค่อยเห็นกันบ่อยนักในสังคมการเมืองไทย ที่ยังคงเชื่อว่า ผู้นำจะต้องไม่ร้องไห้หลั่งน้ำตาให้ใครเห็น


น้ำตาในวันปราศรัย

ไม่ว่าน้ำตาหลายๆหยดที่หลั่งออกมาจะเป็นกลกุบาย กลยุทธ์หรือเกิดจากความอัดอั้นตันใจที่หลั่งออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจโดยธรรมชาติจริงๆ  แต่น้ำตาก็มีผลช่วยทำให้หม่อมสุขุมพันธ์มีเสน่ห์ที่แตกต่างจากพลตำรวจเอกพงศพัศ(ผู้ยืนยันว่าเป็นคนไม่มีน้ำตา) ไม่มากก็น้อย

ในต่างประเทศโดยเฉพาะในสหรัฐฯ  การพิจารณาผู้นำคนหนึ่งๆนั้น ไ่ม่ได้พิจารณาดูเฉพาะภาวะผู้นำหรือความเป็นผู้นำเพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญในมุมของความเป็นมนุษย์ ที่มีความรู้สึกเหมือนคนธรรมดาคนหนึ่งๆด้วย

ตัวอย่างล่าสุดของประธานาธิบดีบารัก โอบาม่าอาจจะสามารถเทียบเคียงได้กับกรณีของหม่อมสุขุมพันธ์ได้ใกล้เีคียงที่สุด จะเห็นได้ว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ  บารัก โอบาม่าได้ปราศรัยหาเสียงพร้อมกับหลั่งน้ำตาบนเวทีสุดท้ายต่อหน้าสาธารณชนกว่า 2 หมื่นคน ณ มลรัฐไอโอวาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ก่อนที่จะคว้าชัยเป็นผู้นำประเทศอย่างขาดลอย

น้ำตาอาบแก้มของบารัก โอบาม่า


ว่ากันว่า "น้ำตา" สามารถเชื่อมโยงผู้นำกับประชาชนได้เป็นอย่างดี และน้ำตาเป็นเครื่องบ่งบอกว่า สุดท้ายแล้ว ไม่มีความแตกต่างระหว่างคนที่เป็นผู้นำกับคนธรรมดาทั่วไป

ภายหลังจากชนะเลือกตั้งได้รับเลือกตั้งเป็นผู้นำอีกหนึ่งสมัย  บารัก โอบาม่าก็กล่าวขอบคุณ(อย่างจริงใจ?)คนเมริกันผู้สนับสนุนทั้งน้ำตา เช่นเดียวกับผู้นำรัสเซียอย่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินที่หลั่งน้ำตากล่าวขอบคุณคนรัสเซียน อย่างชนิดที่ไม่มีใครคาดหวังมาก่อนว่าจะเห็นน้ำตาจากผู้นำที่มีบุคลิกเข้มแข็งเช่นนี้


น้ำตาอาบแก้มของวลาดิเมียร์ ปูติน

น่าเสียดายว่า หม่อมสุขุมพันธ์พลาดโอกาสทองที่จะหลั่งน้ำตาขอบคุณเสียงสวรรค์ที่ช่วยสนับสนุนให้ชนะเลือกตั้งเหมือนอย่างเช่นผู้นำสหรัฐฯและรัสเซีย กลายเป็นว่า ผู้ว่าฯคนใหม่ไม่มีน้ำตาในวันที่ขอบคุณคนกรุงเทพฯ

แต่กลับกลายเป็นว่า  นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรแถลงขอบคุณและยอมรับผลการเลือกตั้งร่วมกับพลตำรวจเอกพงศพัศด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและมีน้ำตาซืม


เป็นการหลั่งน้ำตายอมรับความพ่ายแพ้โดยดุษฏี(?)



.

4 ธันวาคม 2555

ความบังเอิญ(ของ)หมายเลข 3

.





ภายหลังจากที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฏาคมปีที่แล้ว  ก็ส่งผลทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
หลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบขวบปี ก็มีการปรับคณะรัฐมนตรีหลายตำแหน่งตามความเหมาะสมและจำเป็น ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาล ปู3ถูกกำหนดและอยู่ภายใต้อิทธิพลของ 3 สายใหญ่ คือสายนายใหญ่และนายหญิง สายคนในครอบครัว และสายพรรคร่วมรัฐบาล     สื่อบางฉบับวิพากษ์วิจารณ์ว่า จริงแท้แล้ว ครม.ยิ่งลักษณ์ 3เกิดจากน้ำมือของผู้หญิง 3 คน เป็น 3 เจ๊คนครอบครัวเดียวกัน  ผู้เป็นเสมือน ป-อ-ดของศูนย์อำนาจปัจจุบัน
               ถึงแม้ว่า อำนาจทางการเมืองในปัจจุบันจะอยู่ในมือของพลัง 3 ขาที่ร่วมมือยึดเหนี่ยวกุมอำนาจรัฐอย่างเหนียวแน่น ณ เวลานี้ นั่นคือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดง แต่รัฐบาลก็เผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักหน่วงจากสารพัดทิศ 
               แรงกดดันที่ดูเหมือนสร้างความหนักใจให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์มากที่สุด ณ ช่วงเวลาที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ ก็คือ การชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามและภาคีเครือข่ายภายใต้การนำของ เสธ.อ้าย พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์  (นักเรียนนายร้อยรุ่นปี 2503 ผู้เกิดในปีจุลศักราช1303 )โดยอ้างเหตุผลหลัก 3 ข้อที่จำเป็นต้องชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ หนึ่ง คือรัฐบาลปล่อยให้มีการจาบจ้วงและดูหมิ่นสถาบัน  สอง เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดไร้ประสิทธิภาพ และสาม รัฐบาลมีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหฬาร ซึ่งพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีได้ย้ำเตือนรัฐบาลว่า ทั้ง 3 ข้อ 3 เรื่องนี้เป็นสูตรสำเร็จในการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลมาตั้งแต่อดีตจนถึงครั้งล่าสุดในปี2549





เสธ.อ้ายในวันที่ปลุกการชุมนม ณ สนามม้า

         


ในขณะเดียวกัน นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ขยายความและตอกย้ำให้เห็นว่า การเมืองเลวร้ายด้วย 3 เงื่อนไข คือ หนึ่ง เป้าหมายรัฐบาลนี้คือนิรโทษกรรมล้างผิดให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้คนจึงรับไม่ได้ แม้รัฐบาลชนะเลือกตั้งมีเสียงข้างมาก แต่ไม่มีความชอบธรรมที่จะทำลายระบบกฎหมาย  สอง รัฐบาลใช้อำนาจเพื่อความได้เปรียบทางการเมือง ไม่ยอมรับการตรวจสอบทั้งในและนอกสภา และสาม นโยบายประชานิยมที่จะทำให้การเมืองและเศรษฐกิจมีปัญหาขั้นวิกฤต ผู้คนในสังคมจึงต้องตื่นตัว ส่งสัญญาณบอกผู้มีอำนาจว่าอย่าเดินเส้นทางนี้
แน่นอนที่สุดว่า พ.ต.ท.ทักษิณย่อมเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดของการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในครั้งนี้และทุกๆครั้ง  ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้ มีความเชื่อบนสมมติฐานที่ว่า ถ้าทักษิณจบ ปัญหาทางการเมืองต่างๆก็ยุติ”   เพราะฉะนั้น ข่าวการลอบสังหารคุณทักษิณซึ่งมีกำหนดการจะแวะเยือนท่าขี้เหล็ก ในประเทศพม่าเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จึงดูเหมือนมีน้ำหนักของการเป็นข่าวจริงมากกว่าข่าวลวง  จนต้องล้มเลิกกำหนดการไปในที่สุด
ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ชื่อของเสธ.อ้ายดังเป็นข่าวติดหูคนไทยในฐานะนายกสมาคมกีฬามวยสากลแห่ง ประเทศไทยที่พลาดหวังเหรียญทองโอลิมปิค  แต่ด้วยบทบาทใหม่ในฐานะประธานและแกนเอกขององค์การพิทักษ์สยามฯ ชื่อของ  “เสธ.อ้าย กลายเป็นชื่อนายทหารเสธ. ที่ดังที่สุดในวงการเมือง ณ เวลานี้ไปโดยปริยาย หลังจากที่ก่อนหน้านี้เมื่อสองสามปีก่อนในช่วงที่ความขัดแย้งทางการ เมืองอย่างถึงขีดสุด ไม่มีชื่อเสธ.คนใดที่จะมีบทบาทและถูกกล่าวถึงมากเกินกว่าชื่อ เสธ.แดงอีกแล้ว
 ถึงแม้ว่า แก้วประเสริฐ ของเสธ.อ้ายจะไม่สามารถทำให้ฝันของแก้ว พงศ์ประยูรเป็นจริงนำเหรียญทองโอลิมปิคกลับเมืองไทยได้  แต่ใครหลายๆคนอาจจะกำลังคาดหวังว่าแก้วประเสิรฐดวงนี้อาจจะมีอิทธิพลข่มขวัญหรือสามารถทำลายล้างพลังแนวร่วมของแก้ว 3 ประการของฝ่ายคุณทักษิณที่เคยเป็นยุทธศาสตร์ต่อสู้ทางการเมือง นั่นคือพรรคเพื่อไทย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช)ของกลุ่มคนเสื้อแดง และกองกำลังชุดดำ(?)
 แรกเริ่มเดิมทีแล้ว รัฐบาลได้ปรามาสและประเมินผิดพลาดว่าการชุมนุมครั้งแรกขององค์การพิทักษ์สยามฯเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมจะมีผู้เข้าร่วมเพียงแค่ 3 พันคนเท่านั้น แต่การณ์กลับเป็นว่ามีผู้เห็นด้วยและเข้าร่วมชุมนุมที่สนามม้านางเลิ้งร่วม 3 หมื่นคนชนิดเกินความคาดหมาย จนกระทั่ง เสธ.อ้ายเกิดพลังฮึดประกาศเจตนารมน์ที่จะจัดชุมนุมครั้งต่อไปภายใน 3 สัปดาห์
ว่ากันว่า การชุมนุมครั้งที่สองเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ณ บริเวณพระบรมรูปทรงม้า ดูเหมือนจะสร้างความหวั่นวิตกให้แก่ฝ่ายรัฐบาลอย่างมาก  ยิ่งเสธ.อ้ายเปิดเผยว่า ภายหลังจากการชุมนุมครั้งแรก ปรากฏมีผู้สนใจติดตามและเข้ามาดูเวปไซต์ขององค์การพิทักษ์สยามฯกว่า 3 ล้านคนแล้ว เป็นการข่มขวัญสร้างพลังทางจิตวิทยาอย่างได้ผล
 ความหวั่นวิตกดังกล่าว สะท้อนให้เห็นผ่านทางคำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้โฟนอินล่าสุดมาถึงกลุ่มคนเสื้อแดงภายใต้ชื่อรวมพลคนรักรัฐบาล ต้านกบฏ เดินหน้าลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3” ที่สมุทรปราการเมื่อเร็วๆนี้ เรียกร้องให้คนเสื้อแดงเตรียมตัวเตรียมใจรวมพลังต่อต้านการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามฯ  นอกจากนี้ ก็ได้มีศึกษาวิเคราะห์แนวคิดและถ้อยคำต่างของเสธ.อ้ายในวอร์รูมของนายใหญ่ พรรคเพื่อไทย  จนมีเหตุมีมูลให้เชื่อได้ว่า สอดคล้องหรือตรงกับเอกสาร 3 หน้า ที่(เคย)ถูกส่งถึงบุคคลสำคัญในชาติบ้านเมืองและนายทหารหลายคน เมื่อสองปีที่แล้ว  โดยเฉพาะศัพท์แสงทั้ง 3 คำคือคำว่า  ปฏิวัติประชาชน  “การปิดประเทศ และ แช่แข็งประเทศ
แต่ดูเหมือนวอร์รูมของนายใหญ่จะลืมหรือมองข้ามไปว่า การเลือกและกำหนดการชุมนุมที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้าของเสธ.อ้าย ถือเป็นการดำเนินการตามฤกษ์หรือ "ดวงอาชา" ครั้งที่ 3  ก็ว่าได้  ต้องไม่ลืมว่า ครั้งหนึ่ง วลีอุปมาเปรียบเปรยของพลเอกเปรมที่เกี่ยวกับม้าและจ๊อกกี้ เคยถูกตีความและโยงใยว่าเป็นการส่งสัญญาณจนกระ- ทั่งนำไปสู่การรัฐประหารในปี 2549  และต้องไม่ลืมว่า การเริ่มต้นชุมนุมของคนเสธ.อ้ายเกิดขึ้นที่สนามม้านางเลิ้ง ราวกับจะสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งหลายทั้งปวง เป็นเรื่องของคนกับม้าไม่ใช่ม้าขาวของนารีใดๆ 



การชุมนุมของ "คนการเมือง" ที่สนามม้านางเิลิ้ง


ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณกังวลต่อการชุมนุมครั้งนี้เป็นอย่างมาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะโฟนอินใส่ร้ายป้ายสี  3 กลุ่มหลักที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง นั่นคือกลุ่มองคมนตรี/อำมาตย์  กลุ่มทหาร และพรรคประชาธิปัตย์
 ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่า ฝ่ายของคุณทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดง พยายามโยงใยให้สังคมเห็นถึงความเกี่ยวพันของ 3 พี ต่อการชุมนุมในครั้งนี้ โดยเฉพาะบทบาทสำคัญของลูกป๋าทั้งสองคนในฐานะแนวร่วมขององค์การพิทักษ์สยามฯคือ น.ต.ประสงค์ (Prasong) สุ่นสิริ และ พล ร.อ. พะจุณณ์  (Phajun) ตามประทีปที่สามารถโยงไปถึงป๋าเปรม (Prem) ได้   
 ก่อนถึงวันชุมนุมใหญ่ องค์การพิทักษ์สยามฯ ได้เก็บงำยุทธิวิธีในการชุมนุมไว้อย่างลับที่สุดจนสร้างความหวั่นไหวให้แก่ ฝ่ายรัฐบาลเพราะไม่รู้ว่าจะมาไม้ไหนและจะตั้งรับไม้ใด  ถึงแม้ว่า วอร์รูม 30 อรหันต์ ขององค์การพิทักษ์สยามฯ จะประกอบด้วยแกนนำจากแนวร่วมเครือข่ายต่างๆ  แต่อำนาจการตัดสินใจและการวางแผนจะถูกกำหนดอย่างลับที่สุดโดยแกนนำหลักเพียง 3 คนเท่านั้น นั่นคือ เสธ.อ้าย พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ และพล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี  (จนเครือข่ายคนรักประชาธิปไตย 14 จังหวัดภาคใต้ได้ถือเคล็ดและเผาควายขนาดใหญ่ 3 ตัวเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์)  เช่นเดียวกันกับทางฟากของกลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้มีการประกาศอย่างชัดเจนว่า การเคลื่อนไหวใดๆของคนเสื้อแดงให้รับฟังสัญญาณและคำสั่งจากแกนนำเพียง 3 คนเท่านั้น คือ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน ความเพลี่ยงพล้ำหรือการปะทะของมวลชนทั้งสองฝ่าย
ในฟากฝั่งรัฐบาลเอง ถึงแม้จะมีการปรามาสว่า การชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามฯจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 วัน  แต่ถ้าหากว่า เกิดปรากฏการณ์ มีผู้มาเข้าร่วมชุมนุมมืดฟ้ามัวดินกว่า 3 แสนคนก็คงจะสร้างความวิตกหวั่นไหวให้แก่รัฐบาลและผู้สนับสนุนหนาวสะท้านไม่ต่างจากสภาพถูกแช่แข็ง  ด้วยเหตุนี้เอง จึงได้มีการตระเตรียมและเตรียมพร้อมอย่างสูงสุดเพื่อรักษาอำนาจรัฐเอาไว้                          
ฝ่ายรัฐบาลได้มีการวิเคราะห์และเชื่อว่า  องค์การพิทักษ์สยามฯจะดำเนิน ยุทธศาสตร์ 3 ดาบ นั่นคือ การชุมนุมใหญ่ การสร้างสถานการณ์ให้เลวร้ายจนกลายเป็นเงื่อนไขให้ทหารปฏิวัติรัฐประหาร และหากรัฐประหารไม่สำเร็จก็จะใช้องค์กรอิสระในการล้มรัฐบาลเป็นดาบสุดท้าย  ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็พยายามทำในทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งการชุมนุมครั้งนี้ ทั้งมาตรการไม้อ่อนและไม้แข็ง 3 มาตรการ ดังนี้
หนึ่ง หวังใช้อำนาจของศาลในการสั่งให้ยุติการชุมนุม โดยศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์ 3 วันก่อนวันชุมนุม ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ไต่สวนคำร้องทั้ง 3 คำร้องของกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล และมีคำสั่งไม่รับคำร้องทั้ง 3 ไว้พิจารณาวินิจฉัย  เท่ากับว่า เสธ.อ้ายมีสิทธิและสามารถจัดการชุมนุมตามกำหนดได้
สอง ในขณะเดียวกัน ก่อนถึงกำหนดดีเดย์วันชุนนุมใหญ่ รัฐบาลก็ได้มีการประกาศเชิญชวนให้คนไทยร่วมกันสวมใส่เสื้อสีเหลืองอย่างพร้อมเพรียงกันเนื่องในโอกาสวัน 5 ธันวามหาราชา”  ราวกับว่า เพื่อหวังผลทางจิตวิทยาบางประการ(?)
สาม เมื่อไม่สามารถหยุดยั้งการชุมนุมครั้งใหญ่ได้ รัฐบาลจึงได้เตรียมมาตรการไม้แข็ง โดยประกาศ พรบ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ใน 3 เขตได้แก่เขตพระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่ายและดุสิต พร้อมกันนั้น พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย ได้ลงประกาศ ศอ.รส. ทันที 3 ฉบับเพื่อรับมือกับการชุมนุม โดยได้กำหนดจุดพื้นที่ไว้ 3 ระดับ ประกอบด้วย พื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด เช่น ที่ประทับ พระบรมมหาราชวัง พระตำหนักสวนจิตรลดา ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และ รพ.ศิริราช  พื้นที่หวงห้าม ซึ่งรวมถึงพื้นที่บริเวณรัฐสภาและทำเนียบ และพื้นที่เฝ้าระวัง  ทั้งนี้ ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) ส่วนหน้าไว้ 3 จุดคือ สนามเสือป่า รัฐสภา และทำเนียบรัฐบาล  และแน่นอนที่สุดว่า ได้มีการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบ้านพักของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ในซอยโยธินพัฒนา 3 อย่างเข้มงวดและเต็มกำลัง  เพราะเชื่อว่า เสธ.อ้ายและเครือข่ายมีเป้าหมายหลักที่จะโค่นล้มนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้กลายเป็นผู้นำนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณคนที่ 3 ที่สูญเสียอำนาจต่อจากนายสมัคร สุนทรเวชและนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
สำหรับพื้นที่หวงห้ามนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดเตรียมตำรวจจำนวน 3 กองพันตั้งป้อมประจำรักษาการบริเวณทำเนียบรัฐบาล และตำรวจตระเวนชายแดนจำนวน 3 กองร้อยรับผิดชอบดูแลพื้นที่ภายในรัฐสภาเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยในระหว่างการชุมนุม  ทั้งนี้  ได้มีการเตรียมบันไดเชื่อมต่อระหว่างอาคารรัฐสภา  3  กับพระที่นั่งวิมานเมฆเพื่อใช้เป็นทางออกฉุกเฉินด้วย
ในส่วนของทหารทั้ง 3 เหล่าทัพก็ได้รับมอบหมายให้จัดนายทหารมาร่วมปฏิบัติงานให้คำแนะนำ ประสานงานปฏิบัติกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย โดยเฉพาะกองทัพบก ได้มีการสั่งการไปยัง 3 กองพลสำคัญ คือ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ และกองพลปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ให้จัดเตรียมกำลัง เตรียมพร้อมในหน่วยที่ตั้งหากมีการร้องขอการสนับสนุน อย่างน้อยที่สุด เพื่อลบกระแสข่าวที่ว่า จะมีหน่วยทหารหลายหน่วยเข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ด้วย โดยเฉพาะกองพลทหารราบที่ 3 (ค่ายเปรม ติณสูลานนท์) ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ
ในส่วนขององค์การพิทักษ์สยามและเครือข่ายก็ได้มีการตระเตรียมวางแผนสำหรับการชุมนุม ด้วยการตั้งด่านอย่างเข้มงวด 3 ชั้นตั้งแต่เปลือกไข่ ไข่ขาวและไข่แดง  และจัดตั้งการ์ด 3 กลุ่มขึ้นมาดูแลมวลชนคือ กองทัพธรรมจากสันติอโศก หน่วยรักษาความปลอดภัยจากหลายเครือข่ายซึ่งมีประสบ การณ์ในการชุมนุมมาก่อน และอาสาใหม่เพื่อเตรียมรับมือและต่อสู้กับ 3 ยุทธศาสตร์ของฝ่ายรัฐบาลในการสกัดกั้นมวลชน นั่นคือ การใช้คำพูดท้าทายต่อผู้ชุมนุม การสร้างข่าวเพื่อใส่ร้ายป้ายสีม็อบ และการใช้วิธีการตีปลาหน้าไซ โดยให้ข่าวในลักษณะที่สร้างภาพความรุนแรง จนทำให้ประชาชนไม่กล้าเข้าร่วมกับม็อบ  
การทำสงครามจิตวิทยาก่อนถึงศึกใหญ่กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับทั้งสองฝ่าย ในส่วนของเสธ.อ้ายก็ได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า  ศึกครั้ง(สุดท้าย)นี้ม้วนเดียวจบหากไม่ชนะก็ต้องยุติ จะไม่มีการชุมนุมครั้งที่ 3 อย่างแน่นอน  พร้อมทั้งเปิดตัว 3 คนเสื้อแดงที่เข้าร่วมม๊อบชุมนุมขับไล่รัฐบาล และอ้างว่า หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยกว่า 3 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ อาจจะสนับสนุนการชุมนุมของเสธ.อ้ายก็เป็นได้  ในขณะเดียวกัน  คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชรพร้อมลูกๆทั้ง 3 คน ซึ่งเป็นหัวแก้วหัวแหวนของคุณทักษิณก็ได้ปรากฏตัวที่สถานีวอยซ์ทีวีท่ามกลาง ข่าวลือข่าวปล่อยว่าคนในตระกูลชินวัตรเตรียมเดินทางออกหนีออกนอกประเทศเพราะ ไม่มั่นใจใสถานการณ์
ในส่วนของฝ่ายรัฐบาลเอง ก็ได้ปล่อยข่าวว่า มีการจัดหาและสั่งซื้อเสื้อสีแดงไม่ต่ำว่า 3 พันตัวสำหรับวางแผนเตรียมการสร้างแดงเทียม ที่อาจจะเป็นมือที่ 3 ที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายเกินควบคุม  พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์ว่า องค์การพิทักษ์สยามและเครือข่ายได้สั่งให้ผู้ชุมนุมเตรียมตัวและเตรียมเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการชุมนุมเป็นเวลา 3 วัน และย้ำข่าวปล่อยว่า  ผู้ชุมนุมได้มีการเตรียมทางหนีทีไล่โดยหากเกิดความรุนแรงให้กลุ่มผู้ชุมนุมหนีเข้าไปอยู่ใน 3 จุดคือ สนามเสือป่า วัดเบญจมบพิตรฯ และสวนจิตรลดา โดยเฉพาะสวนจิตรลดาที่มีการแจ้งกับผู้ชุมนุมว่าเป็นจุดที่ปลอดภัยมากที่สุด แต่ก็ถือว่าเป็นสถานที่ที่อ่อนไหวที่สุดด้วย   ด้วยเหตุนี้  ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ประกาศแจ้งเตือนและแนะนำไปยังผู้ชุนนุมว่า สถานที่ 3 แห่งสำหรับให้ประชาชนเข้าไปในกรณีมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น คือ สนามม้านางเลิ้ง วัดเบญจมบพิตรและสโมสรทหารบก  และที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินและรถพยาบาลฉุกเฉินเคลื่อนที่เร็วปฏิบัติงานทันทีหากเกิดเหตุรุนแรงซึ่งได้มีการกำหนดแผน 3 ขั้นจากเบาไปหนัก
ที่สำคัญที่จำเป็นต้องกล่าวถึงก็คือ แผนปฏิบัติการ 3 ยุทธศาสตร์ของตำรวจเพื่อตัดไฟเสียแต่ต้นลม หนึ่ง ทำให้การเข้ามาชุมนุมในพื้นที่เป็นไปอย่างลำบากยากเย็น  สอง ทำให้พื้นที่ชุมนุมดูเสมือนจะมีอันตรายไม่ปลอดภัย   และ สาม สร้างพื้นที่อันตรายสำหรับการชุมนุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกข่าวในทำนองว่า     มีพื้นที่ 3 แห่งที่ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่สามารถตรวจสอบได้ คือ ทำเนียบรัฐบาล, กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่แบบลับๆ ล่อๆ เมื่อถึงเวลามืดค่ำลง ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ความรุนแรงจากการใช้อาวุธสงครามจะไม่เกิดขึ้นจากกลุ่มบุคคลในพื้นที่เหล่า นั้นหรือหรือจากคนชุดดำ จนกลายเป็นปัจจัยทางจิตวิทยาที่ชี้ขาดการยุติการชุมนุมก็ว่าได้
ถึงที่สุดแล้ว ภายหลังที่เสธ.อ้ายใช้เวลา 3 ชั่วโมงในการประเมินสถานการณ์หลังเกิดเหตุปะทะและใช้แก๊สน้ำตา และประกาศยุติการชุมนุมอย่างเกินความคาดหมาย เป็นการชุมนุมที่เสธ.อ้ายอ้างว่า ใช้เงินงบประมาณเพียงแค่ 3 ล้านบาท  มีการวิเคราะห์ว่า การพ่ายแพ้(ทางการเมืองชั่วคราว?)  ของเสธ.อ้ายและเครือข่ายในครั้งนี้ เป็นชัยชนะครั้งสำคัญสำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์  บวกกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ 3 รัฐมนตรีตลอด 3 วันกว่า 30 ชั่วโมง ที่ถึงแม้ว่าจะตระเตรียมการบ้านเป็นอย่างดี โดยใช้ห้องบนชั้น 3 อาคารรัฐสภาเป็นวอร์รูมเตรียมการ จนถึงขั้นกำหนดให้มีผู้ล่วงรู้ข้อมูลเพียง 3 คนเท่านั้น คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (หัวหน้าพรรค) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (ประธานประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน) และ เจ้าของหัวข้อที่จะอภิปรายเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลรู้ตัวหรือเตรียมข้อมูล ล่วงหน้า แต่ด้วยจำนวนตัวเลข มือในสภาที่น้อยกว่า จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือสามารถ ล้มรัฐบาลได้
ดังนั้น จึงอาจเรียกได้ว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้รับชัยชนะในทั้ง 3 สนามรบ นั่นคือสนามรัฐสภา สนามรบมวลชนและสนามกองกำลัง หรือในระดับที่เรียกว่า ระบอบทักษิณ (กำลัง) รุกคืบ กินรวบและครอบงำทั้ง 3 องค์กรอำนาจหลัก คือ บริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ  จนเชื่อมั่นว่านับตั้งแต่นี้ไปคงไม่มีกำลังไหนที่หาญกล้าหรือมีกำลังมากพอบั่นทอนหรือโค่นล้มรัฐบาลได้
อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์กันว่า แม้ว่าชื่อ เสธ.อ้ายจะได้ตาย(ทางการเมือง)ไปพร้อมกับการยุติการชุมนุมในครั้งล่าสุดนี้ แต่อย่างน้อยที่สุด ฝ่ายตรงข้ามกับระบอบทักษิณก็ยังองค์ประกอบอีก 3 ปัจจัยที่สามารถเป็น เชื้อนำไปสู่การชุมนุมต่อต้านในอนาคตได้
หนึ่ง เครือข่ายต่อต้านระบบอบทักษิณยังมี ชีวิตและ พลังที่รอโอกาสในการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอนาคต   
สอง มวลชนจำนวนมากที่เลือกยืนตรงข้ามกับรัฐบาลปัจจุบันและพร้อมจะให้การสนับสนุนและเข้าร่วมการชุมนุมต่อต้าน และที่ผ่านมา ก็มีการดำเนินการของทั้งสองฝ่ายที่จะแย่งและขยายมวลชนให้เข้าเป็นพวก ซึ่งกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยได้กลายเป็นเป้าหมายหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยกลุ่ม ผรท.บัญชี 3 ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน    และ
สาม ปัญหาวิกฤติของชาติที่รอการระเบิดหรือเป็นเชื้อก่อให้เกิดความไม่พอใจรัฐบาล  ไม่ว่าจะเป็นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ล่าสุดมีการปิดโรงเรียนเป็นการชั่วคราวกว่า 3 ร้อยแห่ง ปัญหาเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทที่รัฐบาลประกาศบังคับใช้ทั่วทุกจังหวัดจนกลายเป็นเหมือนลาวาที่รอการปะทุ  ปัญหาการจำนำข้าวซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ ได้อภิปรายชี้ให้เห็นถึงเหตุผล 3 ข้อที่ประเทศชาติจะได้รับความเสียหาย  เหมือนผีซ้ำด้ามพลอย เมื่อมีการยืนยันจากทางการจีนว่า  สัญญาการซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับจีนเป็นระยะเวลา 3 ปี และในปริมาณที่เพิ่มจากปีละ 3 แสนตันเป็นไม่เกินห้าล้านตันนั้นไม่มีมูลความจริง จนกระทั่งรัฐบาลต้องแก้เกมและเตรียมตรวจสอบสัญญาการซื้อข้าวแบบจีทูจีทุกสัญญาย้อนหลัง 3 ปีไปถึงสมัยรัฐบาลอภิสทธิ์ เวชชาชีวะด้วย                รวมทั้งปัญหาเรื่องการประมูลคลื่น 3-จี และแม้กระทั่งปัญหาเรื่องการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเล่นหูเล่นตา ของผู้นำไทย เมื่อคราวประธานาธิบดีบารัก โอบาม่าเดินทางมาเยือนประเทศไทย จนถึงขั้นสื่อบางฉบับเรียกขานว่า  “Woman’s Touch ปรากฏการณ์สะท้าน 3 โลก”  เรียกว่า เป็นเรื่องยากที่ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ จะก่อให้เกิดกระแส ยิ่งรัก”  เพิ่มขึ้น


แดงคนแรก - 'ดอกจิก'ที่ถูกเด็ดร่วง

แดงคนที่ 2 - ก่อแก้ว พิกุลทอง - "พิกุลทอง"ที่ถูกเด็ดร่วง

แดงคนที่ 3 ที่ถูกเด็ดร่วง - อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง



ในขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์เด็ดดอกแดงให้แดงดู”  ก็ได้ส่งผลสะเทือนทางจิตวิทยาต่อกลุ่มคนเสื้อแดงไม่น้อย ภายหลังจากที่ศาลอาญามีคำสั่งเพิกถอนประกันตัวชั่วคราวนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.เพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง เมื่อวันที่30 พ.ย. ที่ผ่านมา ทั้งๆที่ได้นำพยาน 3 คนเข้าเบิกความเพื่อหักล้างคำร้องแต่ก็ไม่เป็นผล     และล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุกนายอริสมันต์ กี้ พงษ์เรืองรองเป็นเวลาหนึ่งปีโดยไม่รอลงอาญา กลายเป็นแดงดอกที่ 3 ที่โดนเด็ดร่วมชะตากรรมเดียวกัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นายยศวริศ ชูกล่อมหรือเจ๋ง ดอกจิก ถูกศาลสั่งเพิกถอนประกันตัวชั่วคราวเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา       มิใยต้องพูดถึง  “วีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิหรือ 3 เกลอเสื้อแดง ที่ ณ เวลานี้ ต้องระมัดระวังสงบปากสงบคำมากกว่าเดิม โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อที่แม้จะมีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการการทรวงพาณิชย์เป็นเกราะป้องกัน  แต่ในอีกฐานะหนึ่งก็คือจำเลยที่ 3 ในคดีก่อการร้ายที่อาจจะถูกเด็ดให้ร่วงหล่นเข้าซังเตกินข้าวแดงได้ทุกเมื่อ 




ในวันที่ '3 เกลอหัวแดง' ต้องสงบปากสงบคำ




สถานการณ์ดูเหมือนไม่เป็นใจให้แก่ฝ่ายรัฐบาลและผู้สนับสนุน เมื่อเกิดปรากฏการณ์ สาดกาแฟของแอร์โฮสเตสสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคที่โพสข้อความระบายความในใจอยากจะสาดกาแฟใส่ลูกสาวคนเล็กของคุณทักษิณ  ถึงที่สุดแล้ว ถึงแม้ทางสายการบินจะมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ให้ปลด แอร์ผึ้ง ออกจากงาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากท่าทีที่แข็งกร้าวของนายประชา ประสพดีในฐานะ มท.3”  และแรงกดดัน 3 ข้อจากชมรมไทยเดินทาง  แต่ผลนับจากนี้ไปก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกๆที่ลูกสาวของอดีตผู้นำคนนี้ต้องประสบกับผลของความเกลียดชังที่ร้าวลึกเช่นนี้ด้วยตนเอง  
ในขณะเดียวกัน การชี้แจงของพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ก่อนหน้านี้ ถึงเหตุผล 3 ประการที่พบตัวแต่ไม่ดำเนินการจับกุมคุณทักษิณ ก็มีแต่ตอกย้ำความคิดความเชื่อของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองให้รอการปะทุในวัน ข้างหน้าได้ทุกเมื่อ
ณ วันนี้ หลังการชุมนุมยุติลง ไม่ว่าเสธ.อ้ายจะถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏตามคำขู่ของ มท.3 หรือไม่ก็ตาม  แต่ดูเหมือนว่า  รัฐบาลและเครือข่ายระบอบทักษิณก็กำลังเดินหน้าด้วยยุทธศาสตร์ที่อาจจะดูหมิ่นเหม่หรือเสี่ยงต่อการ เรียกแขกเพิ่มในการชุมนุมครั้งหน้า  เมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศที่จะเดินหน้าผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 (โดยอ้างว่าเป็นผลมาจากการประชุมร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา)  และที่ดูเหมือน อ่อนไหวที่สุดก็คือ การที่กระทรวงมหาดไทยได้ทำหนังสือลงวันที่ 30 ตุลาคม ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเกี่ยวกับการจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษา “5 ธันวาคมมหาราช  โดยเฉพาะคำสั่งข้อ 3 ซึ่งกำหนดให้งดการจุดพลุในวันที่ถือว่าสำคัญที่สุดสำหรับคนไทยทั้งประเทศ  ก่อนที่จะมีการทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าฯอีกครั้งในวันที่ 3 ธ.ค. โดย(ชี้แจงว่า)ไม่ได้สั่งให้งดการจุดพลุ แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกคำสั่ง จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งๆที่รัฐบาลเพิ่งประกาศเชิญชวนก่อนกำหนดวันชุมนุมของเสธ.อ้ายให้คนไทย ร่วมกันใส่เสื้อสีเหลืองอย่างพร้อมเพรียงกัน
            หรือว่า ถึงที่สุดแล้ว ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ร้าวลึกและยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้ จะต้องใช้เวลาถึง 3 ช่วงอายุคนจริงๆ ตามความเห็นของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน   กว่าที่เราจะสามารถปรองได้อย่างสนิทใจ






.

25 พฤศจิกายน 2555

อาการปล่อยของ 'ยิ่งลักษณ์'

.




ปล่อยนก

ปล่อยปลา


ปล่อยเต่า



ปล่อยไก่


ปล่อยแถว

ปล่อยเรือ



ปล่อยน้ำ

ปล่อยเท่

ปล่อยโฮ

ปล่อยฮา



ปล่อยมือ

ปล่อยกู้

ปล่อยวาง


.

11 พฤศจิกายน 2555

ความบังเอิญของตัว P

.






               ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความบังเอิญหรือเจตนาก็ตาม แต่บุคคลที่ได้รับเลือกให้เป็นคนสนิท คนใกล้ชิด หรือคนที่ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่เสมือนเป็น "เลขาฯ" ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะคนที่ได้รับการยอมรับให้เป็น "ลูกป๋า" มักจะมีชื่อขึ้นต้นด้วยตัว P เหมือนชื่อของป๋าเปรม หรือ "Prem" ในภาษาอังกฤษ




        


ในวันที่มีรอยยิ้มของป๋าเปรม



ในวัย 85 ปี แต่ชื่อของ ประสงค์ สุ่นสิริก็ไม่เคยจางหายไปจากสังคม




          ไม่ว่าจะเป็น น.ต. ประสงค์ Prasong สุ่นสิริ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในยุคที่ป๋าเปรมดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
         



พล.อ ไพโรจน์ พานิชสมัย อดีต "ลูกป๋า"ที่เงียบฉี่ในวันนี้


     

           หรือ พล.อ ไพโรจน์ Pairoj พานิชสมัย นายทหารคนสนิท ที่ได้ชื่อว่าเป็น "ลูกป๋า" ที่สนิทและได้รับความไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น




พลเรือเอกพะจุณณ์ ตามประทีป นายทหารเรือที่สร้างประวัติศาสตร์

        

          คนต่อมา คือพลเรือเอกพะจุณณ์ Pajun ตามประทีปอดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษและนายทหารคนสนิทของป๋าเปรม ที่มีบทบาทค่อนข้างมากในช่วงเกิดวิกฤติการเมืองไทย และทำหน้าที่มานานกว่า 31 ปีก่อนจะเกษียณอายุไป



พล.ต.พิษณุ พุทธวงศ์กับภาระกิจที่สุดท้าทาย



           ล่าสุด คนที่มารับช่วงต่อทำหน้าที่เป็นนายทหารคนสนิทของป๋าเปรมก็คือ พล.ต.พิษณุ Pisanu พุทธวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กองทัพบก ซึ่งจะต้องติดตามบทบาทว่าจะสามารถเทียบเคียงพีคนอื่นๆได้หรือไม่
           ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกจากตัวป๋าเปรมแล้ว คงไม่มีใครคาดเดาว่า ทำไมหรือด้วยเหตุผลประการใด ป๋าเปรมจึงมักเลือกบุคคลที่ขึ้นด้วยตัวพีเป็นขุนพลคู่ใจ


          จะเป็นความบังเอิญ โชคชะตา หรือเจตนาก็มิอาจล่วงรู้ได้จริงๆ


                       
   


.

มอเตอร์ หรือ สติกเกอร์

เมื่อตอนที่ Real Madrid ทีมดังในสเปนตัดสินใจขาย Claude Makelele ให้กับทีม Chelsea แล้วซื้อ David Beckham มาแทนที่ในช่วงกลางปี 2003 ปรา...